คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 2 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
T02 เขตฯ 8

การจัดการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งมีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษที่ 21 ความฉลาดดิจิทัล ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่เน้นการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทั้งความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะการทำงานร่วมกัน งานวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษาส่งผลโดยตรงต่อการส่งเสริมความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ของผู้เรียน (วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2565) ขณะเดียวกัน ทักษะที่ไม่ใช่เนื้อหาวิชาการโดยตรงหรือที่เรียกว่า Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาร่วมกัน ก็เป็นสมรรถนะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกปัจจุบัน โดยงานวิจัยเชิงทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่าแม้ผู้เรียนจะมีความสามารถทางเทคนิคสูง แต่ยังขาดทักษะที่จำเป็น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้สำเร็จการศึกษากับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรม (Mohammed & Ozdamli, 2024) ดังนั้น การจัด การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริงควบคู่กับการเสริมสร้าง Soft Skills จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับสากล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางข้างต้น คือ การพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและการเสริมสร้าง Soft Skills มักถูกออกแบบแยกจากกันเป็นกิจกรรม คนละส่วนในทางปฏิบัติ ทำให้ครูขาดกรอบการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ทั้งสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบภายในบทเรียนเดียว โรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนากรอบแนวคิด ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมประสานระหว่างสองเป้าหมายนี้ อันนำไปสู่การพัฒนา DARA Thinking Model ขึ้นเป็นแกนกลางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทุกบทเรียน โดยแต่ละขั้นของกระบวนการ D.I.Y. – Action – Reflection – Application ถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางสะเต็มศึกษา ไปพร้อมกับการฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการสะท้อนคิดอันเป็น Soft Skills ที่จำเป็น ในทุกขั้นตอนของบทเรียนเดียวกัน กรอบแนวคิดนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวประสานที่ทำให้เป้าหมาย ทั้งสองด้านหลอมรวมเป็นกระบวนการเดียว มิใช่กิจกรรมเสริมที่แยกจากกัน และเป็นสิ่งที่ครูสามารถออกแบบและตรวจสอบความสอดคล้องได้อย่างเป็นระบบในทุกครั้งที่วางแผนบทเรียนร่วมกัน ในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสถานศึกษา ครูผู้สอนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยตรง แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยกระบวนการ PLC เป็นการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ (พระครูสังฆรักษ์สิงห์ชัย ฐิตธมฺโม และพระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, 2565) ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทบทวน และพัฒนางานร่วมกันระหว่างครูผู้สอน อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565-2568 ทั้งในภาพรวมระดับโรงเรียนและจำแนกรายบุคคล/รายกลุ่มสาระ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องการ การยกระดับ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับ STEM ซึ่งเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาแล้ว พบว่าประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วนที่สุด คือ โอกาสในการฝึกปฏิบัติจริง / การบูรณาการทักษะข้ามศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโรงเรียน เมื่อพิจารณาปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีภาระงานสอนสูง ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การสนับสนุนทรัพยากร/สื่อการสอนด้าน STEM ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ทิศทางนโยบายการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ความคาดหวังของผู้ปกครองและตลาดแรงงานต่อทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใช้ทรัพยากรบุคคล ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน ไม่ต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิชาการและทีมวิจัยของโรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม "การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)" โดยมุ่งหวังให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษา และเสริมสร้างทักษะด้าน Soft Skills ให้แก่ผู้เรียน ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของครูในโรงเรียน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

โรงเรียนดาราวิทยาลัย รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

STEAM - PDCA Model

การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด สถานศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นทั้ง "คนดีและคนเก่ง" สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจึงได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน "นวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education" ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on Skills) และส่งเสริมความสามารถด้าน Soft Skills เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ควบคู่ไปกับการพัฒนาในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนนวัตกรรมดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงงานบริหารวิชาการในห้องเรียนได้ แต่จำเป็นต้องอาศัย "กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management)" ที่บูรณาการงานสำคัญของสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน (ด้านบริหารวิชาการ ด้านบริหารงานบุคคล ด้านบริหารงบประมาณ และด้านบริหารทั่วไป) ร่วมกับการบริหารบริบทชั้นเรียน (Context Management: CM) เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่เอื้อต่อการลงมือปฏิบัติจริงของเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลสุมาลี ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้น้อมนำหลักศีลธรรมและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม) มาเป็นเสาหลักในการพัฒนาสถานศึกษา โดยประยุกต์ใช้ระบบวงจรคุณภาพ (PDCA) และระบบการบริหารจัดการคุณภาพอื่นๆ เข้ามาผนวกเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้มุ่งเน้นการใช้ฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยมาบูรณาการเข้ากับโจทย์การเรียนรู้แบบ STEM Education เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้ซึมซับรักษ์ในรากเหง้าของตนเอง ผสมผสานกับการพัฒนาทักษะระดับสากลได้อย่างลงตัว ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความสนใจที่จะพัฒนา กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management) สู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างแบบแผนการบริหารจัดการโรงเรียนที่เข้มแข็ง เป็นระบบ มีคุณธรรมนำความรู้ และสามารถนำไปขยายผล (Scaling up) และเป็นต้นแบบในการพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยแห่งอื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

โรงเรียนอนุบาลสุมาลี รายละเอียด →