ผลการดำเนินงานย้อนหลัง
การวิจัยเรื่อง "กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management) สู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในโรงเรียนอนุบาลสุมาลีอย่างยั่งยืน" เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนากลยุทธ์ และประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมที่มีต่อเด็กปฐมวัยและสถานศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ครู 15 คน และเด็กปฐมวัย 100 คน ของโรงเรียนอนุบาลสุมาลี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
สรุปผลการวิจัย
1.1 สภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการ
จากการศึกษาพบว่าโรงเรียนอนุบาลสุมาลีมีต้นทุนที่ดีในการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ แต่ยังขาดระบบการบริหารที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นองค์รวม โดยมีดัชนีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือ ด้านการบริหารงบประมาณ (PNImodified =0.52) เนื่องจากปัญหาความขาดแคลนงบประมาณในการจัดซื้อสื่อ STEM สำเร็จรูปที่มีราคาสูง รองลงมาคือ ด้านการบริหารงานวิชาการ (PNImodified =0.50) ที่ครูต้องการแนวทางบูรณาการสะเต็มศึกษากับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างความยั่งยืน
1.2 คุณภาพของกลยุทธ์และนวัตกรรม "STEAM-PDCA Model"
นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นได้รับคะแนนการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้จากผู้เชี่ยวชาญในระดับ "มากที่สุด" (x ̅=4.82) โดยมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 จุดเด่นคือการบูรณาการหลักจิตวิญญาณ (Spiritual) และภูมิปัญญาไทย (Thai Wisdom) เข้ากับวงจรคุณภาพ (PDCA) อย่างลงตัว
1.3 ประสิทธิผลของการใช้กลยุทธ์ที่มีต่อผู้เรียนและสถานศึกษา
ด้านผู้เรียน ผลการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test (Dependent Samples) พบว่าเด็กปฐมวัยมีทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on) และ Soft Skills หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีร้อยละความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36.72
ด้านสถานศึกษา ครูผู้สอนประเมินระดับความยั่งยืนในระดับ "มากที่สุด" (x ̅ =4.80) โดยเฉพาะความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านสื่อการสอนจากภูมิปัญญาที่ประเมินได้สูงสุด (x ̅ = 4.87)
กลุ่มเป้าหมายผู้เรียน
นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 - 3
ระยะเวลาดำเนินงาน
1 ภาคเรียนการศึกษา
เอกสารอ้างอิงและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง
บรรณานุกรมภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2561). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี). โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. มิตรภาพบันทึก.
จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์. (2563). การบริหารองค์รวมเพื่อความยั่งยืนของสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทิศนา แขมมณี. (2561). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 22). สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์, และ พรทิพย์ แข็งขัน. (2562). การจัดการเรียนรู้แบบ STEM ในระดับปฐมวัย: จากทฤษฎีสู่ห้องเรียนจริง. สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.).
วรณัน ขุนศรี. (2565). ระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงบวก: การจัดการชั้นเรียนเพื่อส่งเสริม Soft Skills ในเด็กเล็ก. วารสารปฐมวัยศึกษา, 26(2), 45-58.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2561). คู่มือการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาในสถานศึกษาปฐมวัย. คุรุสภาลาดพร้าว.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แนวทางการพัฒนาทักษะ Soft Skills สำหรับผู้เรียนในยุคพลิกผัน. พริกหวานกราฟฟิค
ภาษาต่างประเทศ (English)
Bronfenbrenner, U. (1979). The ecology of human development: Experiments by nature and design. Harvard University Press.
Deming, W. E. (1986). Out of the crisis. Massachusetts Institute of Technology, Center for Advanced Engineering Study.
Papert, S. (1993). Mindstorms: Children, computers, and powerful ideas (2nd ed.). Basic Books.
Savory, A., & Butterfield, J. (2016). Holistic management: A common sense revolution to restore our environment (3rd ed.). Island Press.
Vasquez, J. A., Comer, M., & Sneider, C. (2013). STEM lesson essentials, grades 3-8: Integrating science, technology, engineering, and mathematics. Heinemann
การนำไปใช้ประโยชน์
3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
ระดับนโยบาย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ควรสนับสนุนให้นำ "STEAM-PDCA Model" ไปบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาปฐมวัยของจังหวัด เพื่อใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการยกระดับคุณภาพสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
ระดับผู้บริหาร ผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญกับการ บริหารบริบทชั้นเรียน (CM) โดยจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe School Spaces) และสนับสนุนการทำ PLC ของครูอย่างต่อเนื่อง
ระดับครูผู้สอน ครูควรปรับบทบาทจากผู้สอนเป็น "ผู้จัดกระบวนการ" โดยเน้นการจัดกิจกรรมโครงงานที่ใช้ วัสดุธรรมชาติหรือของเหลือใช้ในท้องถิ่น มาเป็นสื่อแทนการใช้ใบงานสำเร็จรูป เพื่อกระตุ้นทักษะการแก้ปัญหาของเด็ก
การขยายผลเครือข่าย
1. จัดทำ "คู่มือพิมพ์เขียวการบริหารองค์รวมสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ STEM" เพื่อส่งต่อให้กับสถานศึกษาปฐมวัยแห่งอื่นๆ ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
2. เผยแพร่รายงานการสร้างนวัตกรรมการศึกษาในระบบคลังออนไลน์/ฐานนวัตกรรมทางการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ครูและผู้บริหารที่สนใจ
3. สร้างเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการเป็นพี่เลี้ยง การใช้กระบวนการ M (Mentoring & Monitoring) ให้แก่สถานศึกษาอื่นที่เข้ามาศึกษาดูงานการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการบริหารบริบทชั้นเรียน (CM) ที่เอื้อต่อทักษะ Soft Skills
4. ขยายผลสู่ภาคีเครือข่ายและชุมชน นำเสนอผลงานของเด็กปฐมวัยที่เกิดจากโครงงาน STEM สู่ผู้ปกครองและชุมชนผ่านนิทรรศการหรือสื่อสังคมออนไลน์ของโรงเรียน ในงานเปิดบ้านสุมาลี ในทุกปีการศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในระบบนิเวศการเรียนรู้
5. เผยแพร่ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยจัดทำคลิปวิดีโอสั้นหรือสื่อ Infographic นำเสนอกระบวนการทำงานของนวัตกรรมผ่านเพจ Facebook หรือเว็บไซต์ของโรงเรียน เพื่อให้เข้าถึงครูและผู้ปกครองในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว
การต่อยอดนวัตกรรม
1. ควรมีการศึกษาผลกระทบในระยะยาว (Longitudinal Study) เพื่อติดตามว่าเด็กที่ผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้แบบองค์รวมนี้ จะมีพัฒนาการด้าน Soft Skills และทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างไรเมื่อเลื่อนชั้นสู่ระดับประถมศึกษา
2. ควรขยายขอบเขตการสร้างความร่วมมือกับ "ครอบครัวและชุมชน" ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนในระดับสังคม
การนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับโมเดล
1. การบริหารองค์รวมคือหัวใจของการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้
ความสำเร็จของนวัตกรรมนี้เกิดจากการไม่แยกส่วนการทำงาน แต่ใช้ กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management) เข้ามาประสานงานทั้ง 4 ด้าน (วิชาการ, บุคคล, งบประมาณ, ทั่วไป) ร่วมกับการบริหารบริบทชั้นเรียน (CM) ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎีระบบนิเวศ (Ecological Systems Theory) ของ Bronfenbrenner ที่อธิบายว่าการพัฒนาของเด็กเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมที่ซ้อนทับกัน
การที่ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลสุมาลีปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพและจิตวิทยา (E - Ecosystem) ให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้เกิดแรงหนุนส่งจากระบบภายนอกสู่ระบบจุลภาคในห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
2. พลังของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Hands-on) และ Soft Skills
การที่คะแนนทักษะของเด็กเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของแนวคิด Constructionism ของ Papert ที่เชื่อว่าเด็กจะสร้างองค์ความรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ "ลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความหมาย"
นวัตกรรม STEAM-PDCA เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ปัญหาจริงผ่านโจทย์ภูมิปัญญาท้องถิ่น (T - Thai Wisdom) ทำให้เกิดการใช้ Soft Skills เช่น ความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีมโดยอัตโนมัติ ซึ่งสูงกว่าการเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด
3. ความยั่งยืนบนฐานศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
การที่โรงเรียนสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสื่อได้และเกิดกลุ่ม PLC ที่เข้มแข็ง เป็นผลมาจากการน้อมนำ หลักเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในขั้นตอนวางแผน (S - Spiritual & Sufficiency) ทำให้ครูเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นและสามารถพึ่งพาตนเองได้
ความยั่งยืนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Mentoring & Monitoring) ทำให้โมเดลนี้พร้อมที่จะเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ให้แก่สถานศึกษาอื่นได้จริง
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC)
ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและประเมินความต้องการจำเป็น (Research: R1)
ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการของ โรงเรียนอนุบาลสุมาลี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยครูผู้สอนระดับปฐมวัย คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย รวมจำนวน 20 คน ใช้แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็น และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย (x ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ
ระยะที่ 2 พัฒนาและสร้างรูปแบบกลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Development: D1)
นำผลจากระยะที่ 1 มายกร่าง "รูปแบบกลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management Model)" และคู่มือ แล้วนำร่างเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ซึ่งต้องมีค่าระหว่าง 0.80–1.00 เพื่อให้เครื่องมือมีความน่าเชื่อถือ
ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน (Research & Development: R2 & D2)
ทดลองใช้และประเมินผลกลยุทธ์ที่มีต่อทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on) และ Soft Skills ของเด็กปฐมวัย รวมถึงความยั่งยืนของสถานศึกษา โดยครูผู้สอนระดับปฐมวัย 15 คน และนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1- 3 จำนวน 100 คน ของโรงเรียนอนุบาลสุมาลี
ผลสัมฤทธิ์และผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพการเรียนรู้
ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากกระบวนการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวบ่งชี้ความสำเร็จ 2 ระดับ คือ
ระดับผู้เรียน (เด็กปฐมวัย)
1. เด็กปฐมวัยเกิดทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on Skills) จากการลงมือทำด้วยตนเอง
2. เด็กปฐมวัยเกิดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft Skills) ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ
ระดับสถานศึกษา
สถานศึกษามีการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการนำไปขยายผลเพื่อสร้างความยั่งยืนในวงกว้างต่อไปด้วยนวัตกรรม STEAM - PDCA Model
นวัตกรรม STEAM-PDCA Model
S - Spiritual & Sufficiency การวางแผน (Plan) บนหลักศีลธรรมและเศรษฐกิจพอเพียง
T - Thai Wisdom & Local Assets การใช้ภูมิปัญญาเป็นฐานในการกำหนดโจทย์ปฏิบัติจริง (Do)
E - Ecosystem & Environment การบริหารบริบทชั้นเรียน (CM) ให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ (Do)
A - Action & Active Learning การจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้น Soft Skills และการแก้ปัญหา (Do)
M - Mentoring & Monitoring ระบบการนิเทศกัลยาณมิตรและการทำ PLC เพื่อตรวจสอบผล (Check)
การถอดบทเรียนการชี้แนะและการนิเทศภายใน (Lessons Learned)
นวัตกรรมขับเคลื่อน ผู้วิจัยใช้นวัตกรรม STEAM-PDCA Model ซึ่งเป็นกลไกบูรณาการ 5 เสาหลักเข้ากับวงจรคุณภาพ ดังนี้
S - Spiritual & Sufficiency การวางแผน (Plan) บนหลักศีลธรรมและเศรษฐกิจพอเพียง
T - Thai Wisdom & Local Assets การใช้ภูมิปัญญาเป็นฐานในการกำหนดโจทย์ปฏิบัติจริง (Do)
E - Ecosystem & Environment การบริหารบริบทชั้นเรียน (CM) ให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ (Do)
A - Action & Active Learning การจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้น Soft Skills และการแก้ปัญหา (Do)
M - Mentoring & Monitoring ระบบการนิเทศกัลยาณมิตรและการทำ PLC เพื่อตรวจสอบผล (Check)
ปัจจัยความสำเร็จ (Success Factors)
ความรู้ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ของครูผู้สอน
ประโยชน์สาธารณะและทุนมนุษย์ที่ได้รับ
ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากกระบวนการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวบ่งชี้ความสำเร็จ 2 ระดับ คือ
ระดับผู้เรียน (เด็กปฐมวัย)
1. เด็กปฐมวัยเกิดทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on Skills) จากการลงมือทำด้วยตนเอง
2. เด็กปฐมวัยเกิดทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft Skills) ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ
ระดับสถานศึกษา
สถานศึกษามีการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการนำไปขยายผลเพื่อสร้างความยั่งยืนในวงกว้างต่อไปด้วยนวัตกรรม STEAM - PDCA Model