นวัตกรรมเด่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าชม 43 ครั้ง

การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม

หมวดนวัตกรรม นวัตกรรม 5 ด้าน
ประเภทนวัตกรรม ด้าน STEM Education
ประเภทผู้จัดทำผลงาน ครูผู้สอน / อาจารย์
ปี พ.ศ. 2565
หน่วยงาน / สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ระดับการศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนดาราวิทยาลัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้

สถานศึกษาและสังกัด

สถานศึกษา/โรงเรียน/หน่วยงาน โรงเรียนดาราวิทยาลัย
หน่วยงาน / สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

ผลการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม 1. การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC การปฏิบัติการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติและสังเกต 3) การสะท้อนคิด และ 4) การออกแบบใหม่ ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้เข้าร่วม ทุกคนให้คำแนะนำและข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนการเรียนรู้อย่างครบถ้วนในทุกรอบ ครูต้นแบบนำแผนการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องกับ DARA Thinking Model ไปปฏิบัติจริงในชั้นเรียน ขณะที่ครูพี่เลี้ยงและพี่เลี้ยงวิชาการทำการสังเกตการสอนตามแบบฟอร์มการนิเทศการสอน จากนั้นสมาชิกร่วมกันปรับปรุงและออกแบบการสอนใหม่ตามผลการสะท้อนคิด สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการ PLC ดำเนินไปครบวงจรตามที่ออกแบบไว้ในหัวข้อ 9 2. ผลการวิเคราะห์การนิเทศการสอนของครู ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.55) ซึ่งตอบวัตถุประสงค์ข้อ 2 ของการวิจัยที่มุ่งศึกษาความสามารถของครูในการออกแบบและจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการปฏิบัติจริงโดยตรง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า พฤติกรรมทั่วไปของครู อยู่ในระดับสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.75) โดยเฉพาะด้านการเตรียมบทเรียน เสียงและการสื่อสารที่ชัดเจน ได้รับค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.87) ส่วนด้านการดูแลและให้ความสนใจนักเรียนอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.45) กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกรอบ DARA Thinking Model ค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง (4.41) โดยขั้น Action ได้รับค่าเฉลี่ยสูงสุด โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์บทเรียน (4.65) ตามด้วยขั้น D.I.Y. และขั้น Application (4.45) และขั้นการสะท้อนคิดอยู่ในระดับสูง (4.23) ผลการสะท้อนคิดของครู ผลดังกล่าวสะท้อนว่ากระบวนการ PLC ที่มีเครื่องมือ DARA Thinking Model กำกับการออกแบบ ช่วยพัฒนาความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน 3. ผลการสะท้อนคิดของครู 3.1 ผลที่ครูรับรู้ว่าเกิดขึ้นกับผู้เรียน (ข้อมูลจากการสะท้อนคิดของครูผู้ร่วมกระบวนการ) • นักเรียนมีแรงจูงใจและสนใจในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น • นักเรียนแสดงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และการเข้าร่วมกิจกรรม • ครูสังเกตว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูงขึ้น • นักเรียนมีความมั่นใจในการแสดงออกเพิ่มขึ้น • นักเรียนพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกัน (Soft Skills) 3.2 ปัญหาและอุปสรรค • การบริหารจัดการเวลาให้สอดคล้องกับเนื้อหาและช่วงวัยของผู้เรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ จึงต้องการความยืดหยุ่นในการจัดสรรเวลา • การปรับตัวของนักเรียนต่อวิธีการสอนแบบใหม่ในระยะแรก แม้จะมีเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้จำนวนมาก แต่การปรับตัวของผู้เรียนส่งผลเชิงบวกต่อความก้าวหน้าในระยะต่อมา 3.3 แนวทางการพัฒนาต่อไป • พัฒนาสื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ประกอบการจัดการเรียนรู้ • สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย • พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง • เพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียน • พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ • สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างครูและสถานศึกษา 4. สรุปและอภิปรายผลการวิจัย 4.1 กระบวนการเรียนการสอน ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับสูงสุด โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมการสอน การเตรียมการ และการสื่อสารของครู ซึ่งสอดคล้องกับ วรลักษณ์ ชูกำเนิด (2557) ที่เสนอว่าการพัฒนาวิชาชีพผ่าน PLC ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการสอนของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และครูยังมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาการสอนร่วมกัน 4.2 ผลลัพธ์ของนักเรียน จากการสะท้อนคิดของครู พบว่านักเรียนมีแรงจูงใจ ความกระตือรือร้น และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ DuFour และคณะ (2016) ที่ระบุว่ากระบวนการ PLC ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านการปรับปรุงการสอนอย่างต่อเนื่อง 4.3 ปัญหาที่พบและแนวทางการพัฒนา ความท้าทายหลักที่พบคือการบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ชาริณี ตรีวรัญญู ที่แนะนำว่าการบริหารเวลาเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความสำเร็จของการดำเนินการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson Study) สำหรับแนวทางการพัฒนา การบูรณาการเทคโนโลยีในการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้สอดคล้องกับแนวคิดของ วิจารณ์ พานิช (2562) ที่เสนอว่าการผสมผสานเทคโนโลยีกับการพัฒนาวิชาชีพครูช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

กลุ่มเป้าหมายผู้เรียน

ครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 248 คน

ระยะเวลาดำเนินงาน

เอกสารอ้างอิงและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง

เอกสารอ้างอิงภาษาไทย กัญญารัตน์ โคจร. (2565). การศึกษาผ่านบทเรียนสู่การวิจัย: การพัฒนาวิชาชีพครู. วารสารบัณฑิตศึกษาการ จัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น. ชาริณี ตรีวรัญญู. (2560). การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพด้วยการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน: แนวคิดและ แนวทางสู่ความสำเร็จ. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 45(1), 299–319. https://doi.org/10.58837/CHULA.EDUCU.45.1.18 นภสร ยลสุริยัน, และชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน. (2565). การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดแบบ STEM Education เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 20(1), 1–6. พระครูสังฆรักษ์สิงห์ชัย ฐิตธมฺโม, และพระครูศรีสุธรรมนิวิฐ. (2565). PLC ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพสู่การ บริหารสถานศึกษา. วารสารวิจยวิชาการ, 5(6), 289–300. https://doi.org/10.14456/jra.2022.152 ภริมา วินิธาสถิตย์กุล, และชนินันท์ แย้มขวัญยืน. (2565). การเรียนรู้เชิงรุก: แนวทางการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ ในศตวรรษที่ 21. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 6(3), 921–933. https://doi.org/10.14456/jeir.2022.24 วรลักษณ์ ชูกำเนิด. (2557). รูปแบบชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 บริบทโรงเรียนใน ประเทศไทย [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. วิจารณ์ พานิช. (2562). เทคโนโลยีกับการพัฒนาวิชาชีพครูในยุคดิจิทัล. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2565). แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2566– 2570. กระทรวงศึกษาธิการ. References (ภาษาอังกฤษ) DuFour, R., DuFour, R., Eaker, R., & Many, T. W. (2016). Learning by doing: A handbook for professional learning communities at work (3rd ed.). Solution Tree Press. Hord, S. M. (2009). Professional learning communities: Educators work together toward a shared purpose. Journal of Staff Development, 30(1), 40–43. Mohammed, F. S., & Ozdamli, F. (2024). A systematic literature review of soft skills in information technology education. Behavioral Sciences, 14(10), 894. https://doi.org/10.3390/bs14100894

ไฟล์และเอกสารแนบ

เล่มหลัก (ไฟล์หลักสำหรับการสืบค้นศึกษา) pdf_86f0095340b4fb506534.pdf
ดาวน์โหลดรูปเล่มเอกสาร

รูปแบบการเขียนอ้างอิงนวัตกรรมนี้

นางสาวจันทร์นภา ศูนย์จันทร์. (2565). การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย. ระบบคลัง/ฐานนวัตกรรมทางการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่. https://cmipeo-innovation.com/detail.php?id=45

ลิงก์ตรงสำหรับอ้างอิง:
แชร์ต่อ: Facebook X (Twitter) LINE

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานนี้

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้

กรุณาสมัครสมาชิกหรือเข้าสู่ระบบเพื่อป้อนความเห็นและรับความเคลื่อนไหว

Cover Preview
สแกนเพื่ออ่านต่อบนมือถือ

ใช้กล้องมือถือสแกนเพื่อเปิดหน้าผลงานนี้

ข้อมูลสรุป

หมวดหมู่ การจัดการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งมีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษที่ 21 ความฉลาดดิจิทัล ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่เน้นการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทั้งความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะการทำงานร่วมกัน งานวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษาส่งผลโดยตรงต่อการส่งเสริมความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ของผู้เรียน (วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2565) ขณะเดียวกัน ทักษะที่ไม่ใช่เนื้อหาวิชาการโดยตรงหรือที่เรียกว่า Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาร่วมกัน ก็เป็นสมรรถนะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกปัจจุบัน โดยงานวิจัยเชิงทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่าแม้ผู้เรียนจะมีความสามารถทางเทคนิคสูง แต่ยังขาดทักษะที่จำเป็น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้สำเร็จการศึกษากับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรม (Mohammed & Ozdamli, 2024) ดังนั้น การจัด การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริงควบคู่กับการเสริมสร้าง Soft Skills จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับสากล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางข้างต้น คือ การพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและการเสริมสร้าง Soft Skills มักถูกออกแบบแยกจากกันเป็นกิจกรรม คนละส่วนในทางปฏิบัติ ทำให้ครูขาดกรอบการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ทั้งสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบภายในบทเรียนเดียว โรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนากรอบแนวคิด ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมประสานระหว่างสองเป้าหมายนี้ อันนำไปสู่การพัฒนา DARA Thinking Model ขึ้นเป็นแกนกลางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทุกบทเรียน โดยแต่ละขั้นของกระบวนการ D.I.Y. – Action – Reflection – Application ถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางสะเต็มศึกษา ไปพร้อมกับการฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการสะท้อนคิดอันเป็น Soft Skills ที่จำเป็น ในทุกขั้นตอนของบทเรียนเดียวกัน กรอบแนวคิดนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวประสานที่ทำให้เป้าหมาย ทั้งสองด้านหลอมรวมเป็นกระบวนการเดียว มิใช่กิจกรรมเสริมที่แยกจากกัน และเป็นสิ่งที่ครูสามารถออกแบบและตรวจสอบความสอดคล้องได้อย่างเป็นระบบในทุกครั้งที่วางแผนบทเรียนร่วมกัน ในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสถานศึกษา ครูผู้สอนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยตรง แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยกระบวนการ PLC เป็นการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ (พระครูสังฆรักษ์สิงห์ชัย ฐิตธมฺโม และพระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, 2565) ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทบทวน และพัฒนางานร่วมกันระหว่างครูผู้สอน อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565-2568 ทั้งในภาพรวมระดับโรงเรียนและจำแนกรายบุคคล/รายกลุ่มสาระ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องการ การยกระดับ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับ STEM ซึ่งเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาแล้ว พบว่าประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วนที่สุด คือ โอกาสในการฝึกปฏิบัติจริง / การบูรณาการทักษะข้ามศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโรงเรียน เมื่อพิจารณาปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีภาระงานสอนสูง ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การสนับสนุนทรัพยากร/สื่อการสอนด้าน STEM ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ทิศทางนโยบายการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ความคาดหวังของผู้ปกครองและตลาดแรงงานต่อทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใช้ทรัพยากรบุคคล ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน ไม่ต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิชาการและทีมวิจัยของโรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม "การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)" โดยมุ่งหวังให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษา และเสริมสร้างทักษะด้าน Soft Skills ให้แก่ผู้เรียน ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของครูในโรงเรียน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป
หน่วยงาน / สังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ระดับการศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนดาราวิทยาลัย
ผู้พัฒนา นางสาวจันทร์นภา ศูนย์จันทร์
สถานศึกษา โรงเรียนดาราวิทยาลัย
วันที่เผยแพร่ 28 Aug 2026
ยอดเข้าชมสะสม 43 ครั้ง

ผลงานนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง (แนะนำ)