คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 2 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
T04 เขตฯ 4
Cover
ด้าน 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการด้วยมีสุขโมเดล (MESOOK MODEL) ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอกเพื่อยกระดับสุขภาวะ 4 มิติผู้เรียน ของโรงเรียนบ้านหัวริน

การจัดทำและพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ "MESOOK MODEL ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก" ของโรงเรียนบ้านหัวริน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างองค์กรแห่งความสุข 2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้และสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ (กาย จิต สังคม ปัญญา) ของผู้เรียนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning: BBL) และ 3) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน วิธีดำเนินงาน กระบวนการพัฒนานวัตกรรมดำเนินงานผ่านกลไก MESOOK Model ประกอบด้วย การบริหารโดยข้อตกลงร่วมกัน (Management by Agreement: M) การจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานของสมอง (Brain-Based Environment: E) การสร้างความปลอดภัยและสุขลักษณะ (Safe & Clean: S) การสร้างโอกาสและการสนับสนุนด้วยระบบเพื่อนคู่คิด (Opportunity & Peer Coaching: O) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Organizational PLC: O) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความยั่งยืน (Knowledge Sharing: K) บูรณาการร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก ผ่านการจัดสร้างสนาม BBL 10 ฐาน และการปรับบริบทห้องเรียน BBL เพื่อจัดกิจกรรม Active Learning 5 ขั้นตอน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนด้วยวงจรคุณภาพ PDCA-S (Spiral) ร่วมกับการอภิปรายกลุ่มและการประเมินผลเชิงพหุวัฒนธรรม ผลการดำเนินงาน ด้านผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะสมอง กระบวนการคิด และสุขภาวะองค์รวม ส่งผลให้เจตคติต่อการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เรียนรู้อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้านครูและสถานศึกษา ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านระบบนิเทศแบบเพื่อนคู่คิด (Peer Coaching) เกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ด้านชุมชนและประโยชน์สาธารณะ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Local Ownership) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อนอกพื้นที่ และยกระดับโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของท้องถิ่น คำสำคัญ: MESOOK Model, Brain-Based Learning (BBL), การบริหารแบบมีส่วนร่วม, สุขภาวะองค์รวม, วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

โรงเรียนบ้านหัวริน รายละเอียด →

แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.๒๕๖๐ : ค-ช) ที่กล่าวถึง ความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงกดดันภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสังคมโลก อันเนื่องจากการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ (The Fourth Industrial Revolution)การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ๒๕๗๓ (Sustainable Development Goals : SDGs ๒๐๓๐) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน รวมทั้งผลกระทบของการเป็นประชาคมอาเซียนและความต้องการกำลังคนที่มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบกับแรงกดดันจากภายในประเทศจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ การติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชากรที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วรวมทั้งระบบการศึกษาที่ยังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับ จุดอ่อนของระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ยังไม่เหมาะสมขาดความคล่องตัวยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมและการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจิตสาธารณะของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สนองและรองรับความท้าทายดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและคุณธรรมให้กับเยาวชน อีกทั้งจากข้อมูลแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗:๓) ได้ระบุจุดเน้นสำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับสมรรถนะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ให้กับผู้เรียน รวมถึงการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสภาพจริงของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗ : ๘-๙) พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์และวัฒนธรรมต่างชาติอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดความมีวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะในการคิดวิเคราะห์เชิงจริยธรรม นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบระดับชาติ เช่น RT, NT, O-NET และสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบ PISA ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ จากสถานการณ์ดังกล่าว สถานศึกษาจึงได้นำข้อมูลมาดำเนินการ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและรายบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ผนวกกับการศึกษา วิเคราะห์ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก (SWOT Analysis) ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของสถานศึกษา กระบวนการดังกล่าวทำให้ค้นพบข้อจำกัดและช่องโหว่ของการบริหารจัดการแบบเดิม จึงนำมาสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และเลือกปัญหาที่มีความเป็นไปได้ในการแก้ไขและพัฒนาสูงสุด นั่นคือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาทางโรงเรียนจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากการใช้นวัตกรรมเดิมคือ “METTA MODEL” ซึ่งเน้นกระบวนการบริหารจัดการ (การวางแผน, การปฏิบัติ, การติดตาม, การปรับปรุง, และการชื่นชม) แต่พบว่าโครงสร้างดังกล่าวยังเป็นเพียงกรอบการทำงานของผู้บริหารและครูเป็นหลัก ยังไม่สามารถเจาะลึกทะลุทะลวงไปถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง “ตัวตน (Ontological self)” และ “ปัญญาภายใน (Inner Wisdom)” ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ผู้เรียนยังคงตอบสนองต่อกิจกรรมคุณธรรมในลักษณะของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการเกิดค่านิยมที่ฝังลึกจากภายในจิตใจ ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับและ “ต่อยอด” นวัตกรรมการบริหารให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม นำมาสู่การพัฒนานวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) ซึ่งเป็นการผสาน ๓ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ๑) ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการเชิงระบบ (METTA) ๒) ศาสตร์แห่งค่านิยมศึกษา (Values-based Education - VbE) ที่ใช้หลัก MIRACLE ในการจัดกระทำกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เป็นระบบนิเวศแห่งการหล่อหลอมจิตใจ และ ๓) ศาสตร์แห่งกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูง (Experiential Learning) ที่ดึงผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัยให้เผชิญความท้าทาย ลงมือทำ สะท้อนคิดและยกระดับความเข้าใจ เป็นเกลียวแห่งปัญญา (Spiral Effect) ที่ไม่ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม การพัฒนานวัตกรรมนี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับทิศทางการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบ (PISA/O-NET), การจัดกิจกรรมส่งเสริม พหุปัญญาแบบ Active Learning, การสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมธนาคารโรงเรียน, ตลอดจนการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement ) เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา นวัตกรรมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารใช้เพื่อพลิกโฉม (Transform) วัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนครูจากการเป็นผู้บอกสอน (Instructor) ให้เป็นครูโค้ช (Facilitator) และเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้รับความรู้ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีเป้าหมายชีวิตที่งดงาม และมีสมรรถนะพร้อมเผชิญโลกอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป

โรงเรียนวัดบวกครกเหนือ รายละเอียด →