สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
Chiang Mai Provincial Education Office
“กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่อย่างบูรณาการ”
การศึกษา
ทางการศึกษา
ทุกภาคส่วน
อย่างยั่งยืน
ค้นหาตามกลุ่มนวัตกรรม
นวัตกรรมล่าสุด 9 รายการ
อัปเดตล่าสุด
นวัตกรรม MOVE FOR HEALTH ขยับกาย พัฒนาชีวิต ลดอ้วน เพิ่มสูง ด้วยพลังชุมชนสุขภาวะ
สุขภาพและภาวะโภชนาการของนักเรียนเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และความพร้อมในการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ หากนักเรียนมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม รับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม หรืออาหารแปรรูปมากเกินไป มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และมีพฤติกรรมเนือยนิ่งต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน รวมถึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในระยะยาว ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อติดตามและดูแลควบคุมภาวะทุพโภชนาการ School Lunch System (SLS) ของนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 240,321 คน พบว่า ในช่วงต้นภาคเรียนที่ 1/2568 มีนักเรียนที่มีภาวะเตี้ยจำนวน 44,243 คน คิดเป็นร้อยละ 18.41 มีภาวะผอมจำนวน 21,677 คน คิดเป็นร้อยละ 9.02 และมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนจำนวน 19,610 คน คิดเป็นร้อยละ 8.16 แม้ในช่วงปลายภาคเรียนที่ 1/2568 จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนจะลดลงเหลือ 8,940 คน หรือร้อยละ 3.72 แต่เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2566–2568 ยังคงพบปัญหาภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเฉลี่ยร้อยละ 5.06 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียนยังคงเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จากความสำคัญดังกล่าว สำนักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษาได้กำหนดแนวทางสนับสนุนสถานศึกษาในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการของนักเรียน โดยมุ่งให้นักเรียนกลุ่มเริ่มอ้วนและอ้วนได้รับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย มีความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่เหมาะสม และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเองได้ โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนได้รับการสร้างความรอบรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่ปลอดภัย ตลอดจนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ โรงเรียนมูลนิธิมหาราช 5 ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการสำรวจและคัดกรองภาวะโภชนาการของนักเรียน โดยใช้การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และจัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนดูแลและส่งเสริมสุขภาพให้เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียนแต่ละคน ควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม การลดการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูป ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น การออกกำลังกายหน้าเสาธง กิจกรรมแอโรบิค การเล่นกีฬา และกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกาย ต่าง ๆ พร้อมทั้งบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับงานโภชนาการอาหารกลางวัน โดยปรับเมนูอาหารให้เหมาะสมตามหลักโภชนาการ ลดปริมาณไขมันและน้ำตาล ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง และชุมชนในการดูแลและติดตามพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนให้เกิดผลอย่างยั่งยืนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการควบคุมน้ำหนักหรือการจัดกิจกรรมออกกำลังกายเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ควรพัฒนาเป็นระบบสุขภาวะที่ดูแลผู้เรียนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การคัดกรองและติดตามการเจริญเติบโต การสร้างความรอบรู้ด้านอาหารและโภชนาการ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การสร้างพฤติกรรมการพักผ่อนที่เหมาะสม ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยให้ความสำคัญทั้งกับการ “ลดอ้วน” และการส่งเสริมให้เด็ก “เพิ่มสูงและเติบโตสมวัย” ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับผลที่คาดหวังของโครงการที่มุ่งให้นักเรียนมีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน และมีความรอบรู้และพฤติกรรมด้านสุขภาพที่พึงประสงค์ ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนมูลนิธิมหาราช 5 จึงพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่เป็นแบบอย่าง “MOVE FOR HEALTH ขยับกาย พัฒนาชีวิต ลดอ้วน เพิ่มสูง ด้วยพลังชุมชนสุขภาวะ” ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาวะของนักเรียนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาภาวะโภชนาการเฉพาะรายไปสู่การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้เป็นวิถีชีวิตของผู้เรียน ผ่านการขยับกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีคุณค่า การพักผ่อนเพียงพอ การรู้เท่าทันสุขภาพของตนเอง และการติดตามพัฒนาการด้านน้ำหนักและส่วนสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดสำคัญของแนวทาง MOVE FOR HEALTH คือการใช้พลังความร่วมมือของ โรงเรียนครอบครัว ชุมชน และภาคีเครือข่ายสุขภาพ เป็นฐานในการดำเนินงาน เนื่องจากพฤติกรรมสุขภาพของเด็กมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียน แต่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตภายในครอบครัวและสภาพแวดล้อมของชุมชน โรงเรียนจึงประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและภาคีเครือข่าย เช่น เทศบาลตำบลริมเหนือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเหมืองผ่า และสถานศึกษาในเครือข่าย เพื่อร่วมกันส่งเสริมและติดตามสุขภาวะของนักเรียน ดังนั้น MOVE FOR HEALTH ขยับกาย พัฒนาชีวิต ลดอ้วน เพิ่มสูง ด้วยพลังชุมชนสุขภาวะ จึงมิใช่เพียงกิจกรรมออกกำลังกายหรือโครงการลดน้ำหนัก แต่เป็นแนวทางการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมที่นำข้อมูลสุขภาพมาใช้ในการวางแผน จัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้เรียน ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้นักเรียนสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม มีการเจริญเติบโตสมวัย มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ และเติบโตเป็นเด็กที่ “แข็งแรง สมวัย ใส่ใจสุขภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมแนะแนวเชิงรุก "PAJEE - Life Navigator" โดยใช้เครื่องมือประเมินตนเอง ผ่าน "คัมภีร์กะศิษย์ พิชิตฝัน" บูรณาการร่วมกับรูปแบบการบริหารสถานศึกษา PAJEE S+ของโรงเรียนป่าจี้วังแดงวิทยา
โรงเรียนป่าจี้วังแดงวิทยาตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม นักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมักเผชิญกับข้อจำกัดด้านโอกาสในการค้นหาเป้าหมายชีวิตและทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ทางโรงเรียนได้นำรูปแบบการบริหาร PAJEE S+ มาใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม แต่ยังขาดกระบวนการแนะแนวที่เข้มข้นในการเปลี่ยน "ประสบการณ์จากฐานการเรียนรู้" ให้กลายเป็น "เป้าหมายในอนาคต" ของผู้เรียน นวัตกรรมนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กระบวนการ Coaching มาเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงวิถีพอเพียงจากโครงการ "กะศิษย์เกษตร" สู่การวางแผนชีวิตของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบาย "เรียนดี มีความสุข"ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนตามความถนัด ทางสถานศึกษาจึงเห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบแนะแนวให้เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ การปลูกฝังทักษะ ผ่านโครงการ "กะศิษย์เกษตร" ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณธรรมอัตลักษณ์ของโรงเรียน (มีวินัย รับผิดชอบ พอเพียง และจิตอาสา) จึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่บ่มเพาะ ประสบการณ์ชีวิตที่จะนำไปสู่การค้นพบตัวตน หากได้รับการสนับสนุนด้วยกระบวนการชี้แนะ (Coaching)อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์ความถนัดของตนเองและวางแผนเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนวัตกรรมดังกล่าวยังเป็นการตอบสนองต่อกลยุทธ์การพัฒนาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ที่มุ่งยกระดับสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้ โรงเรียนป่าจี้วังแดงวิทยาจึงได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพด้วยการหลอมรวมฐานการเรียนรู้ทั้ง 11 ฐานเข้ากับกระบวนการ Coaching เชิงบวก ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนเห็นภาพอนาคตของตนเองได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงบวก และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้เรียนท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคงและสง่างามตามวิถีพอเพียง
Spirit & Skill: การพัฒนาความมีน้ำใจนักกีฬาสำหรับนักเรียน
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของระบบเว็บแอปพลิเคชันวิเคราะห์ผลการเรียนรู้พลศึกษาร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด (2) เปรียบเทียบความมีน้ำใจนักกีฬาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษาก่อนและหลังเรียน (3) ศึกษาแนวโน้มและลักษณะพัฒนาการด้านความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนเป็นรายบุคคล และ (4) ศึกษาความพึงพอใจและเจตคติต่อการใช้งานระบบเว็บแอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปง (อินทขิลวิทยาคาร) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ระบบเว็บแอปพลิเคชัน “Spirit & Skill” ที่เขียนโครงสร้างรหัสคำสั่งผ่าน Google AI Studio, โปรแกรม Antigravity และรันระบบด้วย Google Apps Script ร่วมกับคลังข้อสอบกรณีศึกษา และแผนการจัดการเรียนรู้กีฬาบาสเกตบอล จำนวน 8 แผน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเนื้อหา ผลการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมพบว่า 1. ผลการพัฒนาและประสิทธิภาพนวัตกรรม: แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาบูรณาการร่วมกับทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์กและการใช้วิธีกรณีศึกษาผ่านเกณฑ์การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ในขณะที่ตัวระบบ Web Application มีความเสถียร สามารถเก็บข้อมูลหลังบ้านรายบุคคลลงสู่ Google Sheets ได้อย่างถูกต้อง มีระบบประมวลผล Dashboard อัจฉริยะ และมีระบบรักษาความปลอดภัยป้องกันการคัดลอกข้อความและแคปเจอร์หน้าจอ 2. ผลสัมฤทธิ์และการพัฒนาความมีน้ำใจนักกีฬา: คะแนนเฉลี่ยความมีน้ำใจนักกีฬาในภาพรวมของนักเรียนหลังเรียน (M= 74.44, S.D. = 7.16) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 67.44, S.D. = 8.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -7.18, p = .00) และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ครบทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย (p = .02), ด้านความยุติธรรม (p = .00), ด้านความสามัคคี (p = .00), ด้านความรับผิดชอบ (p = .00) และด้านความมีระเบียบวินัย (p = .00)
นวัตกรรมเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ชุมชนอำเภอพร้าว (Phrao Learning District) เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
นวัตกรรม "PHRAO LEARNING DISTRICT" อุบัติขึ้นจากความท้าทายในการจัดการศึกษาที่แยกส่วนจากบริบทชุมชนและผู้เรียนขาดแรงจูงใจ สกร.ระดับอำเภอพร้าว จึงได้พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มเว็บแอปพลิเคชัน (PHP & Web Hosting) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่อำเภอพร้าวให้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยบูรณาการแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิด "Learn to Earn" และกลไกเกม (Gamification) ผู้เรียนสามารถลงพื้นที่ศึกษา สแกนคิวอาร์โค้ด และทำกิจกรรมเพื่อสะสมแต้มความรู้ แล้วนำไปแลกเป็นส่วนลดสินค้าจากร้านค้าเครือข่ายในชุมชน นวัตกรรมนี้ไม่เพียงพลิกโฉมพฤติกรรมผู้เรียนให้เป็นผู้แสวงหาความรู้เชิงรุก (Active Learner) ที่ได้รับการบ่มเพาะทักษะสะเต็มศึกษา (STEM) และทักษะอารมณ์สังคม (Soft Skills) แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ความสำเร็จเชิงประจักษ์นี้ได้รับการการันตีด้วยรางวัลที่ 1 เมืองนวัตกรรม (Innovative City) จากเวทีระดับนานาชาติที่รับรองโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่เชื่อมโยงการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน
ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ดิจิทัลแบบบูรณาการเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต (LMS สกร. ระดับอำเภอพร้าว)
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอพร้าว (สกร.ระดับอำเภอพร้าว) มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตครอบคลุมพื้นที่ ๑๑ ตำบล และศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" (ศศช.) อีกกว่า ๑๐ แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทุรกันดารและพื้นที่สูง จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบสภาพปัญหาและความท้าทายสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ สภาพภูมิประเทศและความห่างไกล: อำเภอพร้าวมีพื้นที่กว้างขวางและเป็นหุบเขาสลับซับซ้อน ผู้เรียนกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านห่างไกล ทำให้การเดินทางมาพบกลุ่มมีอุปสรรคด้านระยะทางและค่าใช้จ่าย รวมถึงการติดตามผู้เรียนและการเยี่ยมบ้านทำได้ยากลำบาก ภาระงานการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน: ครู ๑ คน ต้องรับผิดชอบผู้เรียนหลายตำบลและครอบคลุมทุกระดับชั้น ทำให้ต้องจัดการเรียนรู้หลายสิบรายวิชาในภาคเรียนเดียว อีกทั้งยังต้องจัดการเอกสารกระดาษที่กินเวลาและเกิดความล่าช้า เช่น การทำแผนพบกลุ่ม การเช็คชื่อ การตรวจใบงาน และการประเมินคุณธรรม ๑๑ หมวด (๔๘ ข้อ) ปัญหานักศึกษาขาดสอบและติด มส. (หมดสิทธิ์สอบ): ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงานและผู้มีภาระครอบครัว จึงมักขาดการรับรู้ข้อมูลเวลาเรียนที่แท้จริง ส่งผลให้เวลาเรียนไม่ครบตามเกณฑ์และเกิดภาวะติด มส. รวมทั้งปัญหาการไม่ทราบวัน เวลา อาคาร ห้องสอบ และเลขที่นั่งสอบที่ถูกต้อง ทำให้พลาดโอกาสสอบปลายภาค ข้อจำกัดของเทคโนโลยีเดิม: สถานศึกษาเคยนำ Google Sheets และ Google Apps Script มาประยุกต์ใช้ แต่พบข้อจำกัดด้านความเร็ว (API Quota Limit) ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โครงสร้างข้อมูลไม่เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ขาดการแยกสิทธิ์การเข้าถึงระหว่างครูแต่ละศูนย์ และไม่สามารถรองรับการเติบโตของข้อมูลในระยะยาวได้ จากปัญหาดังกล่าว คณะผู้พัฒนาจึงได้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม LMS สกร.ระดับอำเภอพร้าว บนฐานสถาปัตยกรรม Laravel ๑๒ และ MySQL ซึ่งออกแบบมาให้สอดคล้องกับบริบทของ สกร. โดยตรง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พัฒนาศักยภาพผู้เรียน และอำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนอย่างยั่งยืน
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ Unplugged Coding โดยใช้นวัตกรรมการสอน SAIER Model เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานด้านการคิดเชิงคำนวณ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2
การจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 มุ่งพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ และทักษะดิจิทัล จึงเป็นสมรรถนะสำคัญ ที่ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะ Coding ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อเป็นรากฐานของการคิดอย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model
นวัตกรรม “นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model” มีความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนมูลนิธิมหาราช 5 เนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การควบคุมอารมณ์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ มิใช่มุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงด้านเดียว การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสังเกตพฤติกรรม การเยี่ยมบ้าน การพูดคุยกับผู้ปกครอง และข้อมูลจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านสุขภาพกาย อารมณ์ สังคม ครอบครัว และการเรียนรู้ ผู้เรียนบางส่วนยังควรได้รับการส่งเสริมด้านการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การพักผ่อน การจัดการอารมณ์ การสื่อสารเชิงบวก การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ และการเลือกปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม โรงเรียนจึงนำประเด็นดังกล่าวมาจัดลำดับความสำคัญ โดยกำหนดให้การเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สามารถพัฒนาได้จริงตามบริบทของสถานศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต รู้จักดูแลตนเอง รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข นวัตกรรมนี้จึงได้ออกแบบขึ้นโดยใช้ MAHARAJ Model ร่วมกับกระบวนการบริหารคุณภาพ PDCA เพื่อบูรณาการการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เรียน การสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาทักษะชีวิต การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การส่งเสริมแกนนำและบุคคลต้นแบบ การติดตามประเมินผล และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ส่งผลให้การดูแลผู้เรียนมีความชัดเจน เป็นระบบ และต่อเนื่อง ความสำคัญของนวัตกรรมนี้คือ ช่วยให้สถานศึกษามีรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนที่เชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลกับการจัดกิจกรรมและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ครูสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการดูแลผู้เรียนมากขึ้น ขณะที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา ดังนั้น นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สามารถดูแลตนเอง มีทักษะชีวิตที่จำเป็น มีพฤติกรรมเหมาะสม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล
โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ตั้งอยู่ในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาบนพื้นที่สูงที่มีบริบทเฉพาะด้านภูมิประเทศ การคมนาคม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเป็นทั้งอัตลักษณ์และเงื่อนไขสำคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจึงมิอาจมุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับรายบุคคล โดยพิจารณาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับข้อมูลด้านสุขภาวะ ได้แก่ ภาวะโภชนาการ สมรรถภาพทางกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิตจากแบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) ข้อมูลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และข้อมูลจากการเยี่ยมบ้าน พบว่า นักเรียนบางส่วนยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต และความปลอดภัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพร้อมในการเรียนรู้ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว เมื่อพิจารณาสาเหตุของปัญหา พบว่าไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงด้านเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของบริบทพื้นที่สูง ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเข้าถึงบริการสาธารณสุข วิถีชีวิตและพฤติกรรมด้านโภชนาการ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่งผลให้การดูแลสุขภาวะนักเรียนจำเป็นต้องอาศัยระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล การป้องกัน การส่งเสริม การดูแลช่วยเหลือ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่การดำเนินงานแบบแยกส่วนเป็นรายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมีศักยภาพและต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา ได้แก่ บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง แหล่งเรียนรู้และฐานการเรียนรู้งานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล โรงเรียนเครือข่าย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพบริบท ปัญหา และศักยภาพดังกล่าว โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะจึงกำหนด “การพัฒนาสุขภาวะนักเรียน” เป็นจุดคานงัด (Leverage Point) สำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายภารกิจ ให้เป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่มีข้อมูลสารสนเทศเป็นฐาน เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA อันนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล” เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล)
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล) นี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการ “สร้างคนดีเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDG 4.7 ในระดับสถานศึกษา เพื่อส่งต่อทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมระดับจังหวัดและระดับสากลต่อไป 1. การสร้างความเป็นพลเมือง (Citizenship Education): นวัตกรรม PADEE Model มุ่งเน้นการบ่ม เพาะลักษณะนิสัยการเป็น “พลเมืองดี” ตามพระบรมราโชบายฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ สอดคล้องกับความมุ่งหมายของ SDG 4.7 ที่ต้องการให้ผู้เรียนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเองต่อโลก 2. การปลูกฝังทัศนคติและค่านิยม (Values & Attitudes): การขับเคลื่อนคุณธรรมอัตลักษณ์ 3 ด้านของ โรงเรียน (ความพอเพียง ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบ) เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Sustainable Lifestyles) โดยเฉพาะด้าน “ความพอเพียง” ที่สอนให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพอประมาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน 3. การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข: การมุ่งเน้นพฤติกรรมเชิงบวก ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และสร้าง ระเบียบวินัยในสถานศึกษา เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุขและการไม่ใช้ความรุนแรง (Promotion of a culture of peace and non-violence) ตามที่ระบุไว้ในเป้าหมายย่อยนี้ 4. การพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21: การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผ่าน กระบวนการ PADEE Model ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคม (Social Skills) และการคิดเชิงจริยธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความเท่าเทียมและยั่งยืนในอนาคต
สำรวจคลังนวัตกรรมทั้งหมด
ค้นหาผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมทางการศึกษาของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ แยกประเภทตามกลุ่มการเรียนรู้ ค้นหาตามหน่วยงาน/สังกัด และโรงเรียนต่าง ๆ ได้แบบครบวงจร
เข้าสู่คลังนวัตกรรมระบบเต็มรูปแบบ →วิดีโอแนะนำและนำเสนอนวัตกรรม
นำเสนอความสำเร็จนวัตกรรม MOVE FOR HEALTH ขยับกาย พัฒนาชีวิต ลดอ้วน เพิ่มสูง ด้วยพลังชุมชนสุขภาวะ
นวัตกรรมแนะแนวเชิงรุก "PAJEE - Life Navigator" โดยใช้เครื่องมือประเมินตนเอง ผ่าน "คัมภีร์กะศิษย์ พิชิตฝัน" บูรณาการร่วมกับรูปแบบการบริหารสถานศึกษา PAJEE S+ของโรงเรียนป่าจี้วังแดงวิทยา
Spirit & Skill: การพัฒนาความมีน้ำใจนักกีฬาสำหรับนักเรียน
นวัตกรรมเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ชุมชนอำเภอพร้าว (Phrao Learning District) เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ดิจิทัลแบบบูรณาการเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต (LMS สกร. ระดับอำเภอพร้าว)
นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model