คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
นวัตกรรมเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ชุมชนอำเภอพร้าว (Phrao Learning District) เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
นวัตกรรม "PHRAO LEARNING DISTRICT" อุบัติขึ้นจากความท้าทายในการจัดการศึกษาที่แยกส่วนจากบริบทชุมชนและผู้เรียนขาดแรงจูงใจ สกร.ระดับอำเภอพร้าว จึงได้พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มเว็บแอปพลิเคชัน (PHP & Web Hosting) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่อำเภอพร้าวให้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยบูรณาการแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิด "Learn to Earn" และกลไกเกม (Gamification) ผู้เรียนสามารถลงพื้นที่ศึกษา สแกนคิวอาร์โค้ด และทำกิจกรรมเพื่อสะสมแต้มความรู้ แล้วนำไปแลกเป็นส่วนลดสินค้าจากร้านค้าเครือข่ายในชุมชน นวัตกรรมนี้ไม่เพียงพลิกโฉมพฤติกรรมผู้เรียนให้เป็นผู้แสวงหาความรู้เชิงรุก (Active Learner) ที่ได้รับการบ่มเพาะทักษะสะเต็มศึกษา (STEM) และทักษะอารมณ์สังคม (Soft Skills) แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ความสำเร็จเชิงประจักษ์นี้ได้รับการการันตีด้วยรางวัลที่ 1 เมืองนวัตกรรม (Innovative City) จากเวทีระดับนานาชาติที่รับรองโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่เชื่อมโยงการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ Unplugged Coding โดยใช้นวัตกรรมการสอน SAIER Model เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานด้านการคิดเชิงคำนวณ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2
การจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 มุ่งพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ และทักษะดิจิทัล จึงเป็นสมรรถนะสำคัญ ที่ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะ Coding ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อเป็นรากฐานของการคิดอย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model
บทคัดย่อ นวัตกรรม “การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model” โรงเรียนบ้านกาดฮาว พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการสถานศึกษาให้สามารถขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ Coding ได้อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยใช้ SKS Model (Smart Kadhao School System) เป็นกรอบการบริหารจัดการ เชื่อมโยงนโยบาย แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาครู บุคลากร งบประมาณ สื่อและเทคโนโลยี การจัดการเรียนรู้ การนิเทศ กำกับ ติดตาม และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกัน ผู้บริหารทำหน้าที่เป็น ผู้ออกแบบระบบ ผู้นำทางวิชาการ ผู้สนับสนุนทรัพยากร และผู้นำด้านการประกันคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลและสารสนเทศเป็นฐานในการวางแผนและตัดสินใจ ส่งเสริมให้ครูพัฒนาความรู้และทักษะด้าน Coding, Computational Thinking, Active Learning และ STEM Education ผ่านการอบรม PLC การ Coaching และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมสนับสนุนให้ครูออกแบบกิจกรรมจากสถานการณ์จริงที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา และสร้างชิ้นงาน การดำเนินงานเชื่อมโยงกับวงจร PDCA ได้แก่ Plan – Do – Check – Act ตั้งแต่การวิเคราะห์บริบทและกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาครูและสนับสนุนทรัพยากร การนิเทศและติดตาม การประเมินผล ตลอดจนการนำข้อมูลมาสะท้อนผล ปรับปรุง และขยายผล โดยมุ่งเปลี่ยนจาก “การสอน Coding” สู่ “การสร้างระบบการเรียนรู้ที่ใช้ Coding เป็นเครื่องมือ” ในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ ผู้บริหารมีระบบบริหารจัดการที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน ครูมีความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริง และผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งทักษะการคิดเชิงคำนวณ การแก้ปัญหา และ Soft Skills นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความเป็นมาและความสำคัญของนวัตกรรม การจัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหา ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ Coding จึงมิได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะทักษะด้านเทคโนโลยี แต่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง โดยสามารถเชื่อมโยงกับ Active Learning, STEM Education และ Soft Skills ได้อย่างเหมาะสม โรงเรียนบ้านกาดฮาวได้วิเคราะห์บริบท จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของสถานศึกษา พบว่า โรงเรียนมีจุดแข็งด้านการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและครู มีแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สามารถเชื่อมโยง การวางแผน การพัฒนาครู การสนับสนุนทรัพยากร การจัดการเรียนรู้ การนิเทศติดตาม และการประเมินผล ให้เป็นระบบเดียวกัน ผู้บริหารจึงได้ออกแบบนวัตกรรมโดยใช้ SKS Model เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยยึดเทคโนโลยีและข้อมูลเป็นฐาน คำนึงถึงบริบทและอัตลักษณ์ของโรงเรียน และเชื่อมโยงภารกิจด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และการบริหารทั่วไปเข้าด้วยกัน พร้อมใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของนวัตกรรม คือ การเปลี่ยนมุมมองจาก “การจัดการเรียนรู้ Coding” ไปสู่ “การบริหารจัดการระบบการเรียนรู้ที่ใช้ Coding เป็นเครื่องมือ” โดยผู้บริหารทำหน้าที่สร้างระบบและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สนับสนุนครูให้สามารถออกแบบกิจกรรมจากสถานการณ์จริง และส่งเสริมให้ผู้เรียน “คิดจริง ทำจริง แก้ปัญหาจริง” ควบคู่กับการพัฒนา Soft Skills และการบูรณาการ STEM Education ดังนั้น โรงเรียนบ้านกาดฮาวจึงพัฒนานวัตกรรม “การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model” เพื่อเป็นระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้การขับเคลื่อน Coding เกิดความชัดเจน มีส่วนร่วม ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุง และขยายผลได้อย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การพัฒนาครู ผู้เรียน และคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
การพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่องการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิด โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนแม่แตง จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินการเขียนกรอบความคิด แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิจัยครั้งนี้เกิดจากสภาพปัญหาที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ไม่สามารถแยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อยจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญและจัดระบบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Study (ศึกษาและเรียนรู้) Act (ลงมือปฏิบัติ) Brain (ระดมสมอง) และ Display (นำเสนอผลงาน) ร่วมกับกิจกรรม Active Learning กระบวนการกลุ่ม กิจกรรม “บัตรคำหรรษาพัฒนาการเขียนกรอบความคิด” และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างกรอบความคิดด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.66 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 42.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 9.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.90 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.90 และนักเรียนทั้ง 30 คน ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัญและการเขียนกรอบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถอ่านบทความ แยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อย สรุปสาระสำคัญ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบกรอบความคิดได้อย่างเป็นระบบและถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีพัฒนาการด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills อย่างชัดเจน ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการนำเสนอผลงาน สามารถทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรายวิชาอื่นและในชีวิตประจำวันได้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการบูรณาการแนวคิด STEM Education ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างรอบด้านและยั่งยืน
นวัตกรรมการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน รูปแบบ Active2 Model ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่ความสำเร็จของผู้เรียน
นวัตกรรมการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน รูปแบบ Active2 Model ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่ความสำเร็จของผู้เรียน เป็น นวัตกรรมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง และเสริมความสามารถด้าน Soft skill ควบคู่กับการพัฒนา ( Stem Education) สถานศึกษาต้องมีระบบที่สนับสนุนให้ครูสามารถออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การใช้สื่อเทคโนโลยี หรือกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งนวัตกรรม (Innovation Space) ภายในโรงเรียน และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อเปลี่ยนบทบาทการนิเทศให้เป็นพลังขับเคลื่อนศักยภาพครู ให้สามารถสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีคุณค่าต่อตัวผู้เรียนและสังคม
นวัตกรรม Smart Survival CUPCUP” ปลูกพืช ปลูกวินัย ด้วยการจัดการเรียนรู้เกษตรเชิงรุก เพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติและเสริมสร้าง Soft Skill
การจัดการศึกษาในทศวรรษปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านทักษะการปฏิบัติงาน (Hard Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) บริบทของโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพื้นฐานอาชีพ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานเกษตรขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและระดับรายบุคคลของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาการงานอาชีพ (เกษตรกรรม) พบว่า ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่บรรลุตามเป้าหมาย คือ "อัตราการรอดของการขยายพันธุ์พืชที่อยู่ในระดับต่ำ" เนื่องจากการปักชำหรือเพาะปลูกแบบเปิดมักเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ยาก เช่น ความชื้นไม่คงที่ อุณหภูมิ ที่ผันผวน และแมลงศัตรูพืช ความล้มเหลวในการปฏิบัติงานนี้ส่งผลให้นักเรียนเกิดความท้อแท้ ขาดแรงจูงใจในการเรียน และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของนักเรียน ยังพบปัญหาสำคัญด้าน "ความรับผิดชอบและการมีวินัยในตนเอง" ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความสม่ำเสมอในการดูแลรักษาชิ้นงานของตนเอง
การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ความหลากหลาย และประโยชน์ของแพลงก์ตอนพืชในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนส่วนมากเน้นการบรรยายมากเกินไปส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ในปีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ารายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่โจ้ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.82 คะแนน โดยที่คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 36.06 คะแนน สูงกว่าระดับประเทศแต่คะแนนยังไม่ถึงร้อยละ 50 เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยได้ทำการ PLC ร่วมกันภายในกลุ่มโรงเรียนบ้านแม่โจ้ในระดับชั้นช่วงชั้นที่ 2 จึงได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์สูงขึ้นต่อไป จึงได้คิดสร้างนวัตกรรมชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในสาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 ป.4/1 การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยใช้ความเหมือน และความแตกต่างของลักษณะของสิ่งมีชีวิตออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มที่ไม่ใช่พืชและสัตว์ ในหน่วยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต เรื่อง ระบบนิเวศน้ำ โดยบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวมกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินคุณภาพน้ำและยังสามารถประยุกต์ใช้ความหลากหลายของแพลงก์ตอนพืชเป็นดัชนีชี้การวัดคุณภาพน้ำในแหล่งศึกษาอื่นได้ และช่วยให้นักเรียนได้รู้จักแหล่งน้ำในท้องถิ่นของตนเอง และสร้างเจตคติที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำต่อไป
โคมล้านนาสร้างสรรค์บูรณาการศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นกับการเรียนรู้ STEAM
ในยุคศตวรรษที่ 21 การจัดการศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายสนับสนุนให้สถานศึกษานำกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาใช้ในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการองค์ความรู้ตามแนวคิด STEAM Education ซึ่งผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ เข้าด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดเชิงออกแบบและสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นระบบ โรงเรียนแม่แตง ตั้งอยู่ในบริบทท้องถิ่นที่มีความรวบรวมไปด้วยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นล้านนาอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โคมล้านนา" ซึ่งเป็นหัตถกรรมที่มีอัตลักษณ์และสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม จากบริบทการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันพบว่า การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์ตามรูปแบบเดิม ขาดการเชื่อมโยงกับทักษะทางเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ชิ้นงาน ประกอบกับทักษะกระบวนการทำงานเป็นทีมและการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียนยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “โคมล้านนาสร้างสรรค์” โดยนำวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) มาขับเคลื่อนร่วมกับรูปแบบการจัดกิจกรรม KHOM Model 4 ขั้นตอน อันประกอบด้วย ขั้นการแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) ขั้นกระบวนการสร้างสรรค์ (How to Create) ขั้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ (Origination & Innovation) และขั้นการเรียนรู้และแบ่งปัน (Mastery & Sharing) การดำเนินงานดังกล่าวร้อยรัดเอาทักษะศิลปะพื้นถิ่นเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรมและการคำนวณตามแนวทาง STEAM เพื่อเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับความรู้ (Passive Learner) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมสมัย (Innovative Creator) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิด การเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์แห่งตน และถือเป็นแนวทางสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ ควบคู่ไปกับการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชนอำเภอแม่แตงให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย
การจัดการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งมีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษที่ 21 ความฉลาดดิจิทัล ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่เน้นการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทั้งความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะการทำงานร่วมกัน งานวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษาส่งผลโดยตรงต่อการส่งเสริมความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ของผู้เรียน (วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2565) ขณะเดียวกัน ทักษะที่ไม่ใช่เนื้อหาวิชาการโดยตรงหรือที่เรียกว่า Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาร่วมกัน ก็เป็นสมรรถนะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกปัจจุบัน โดยงานวิจัยเชิงทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่าแม้ผู้เรียนจะมีความสามารถทางเทคนิคสูง แต่ยังขาดทักษะที่จำเป็น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้สำเร็จการศึกษากับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรม (Mohammed & Ozdamli, 2024) ดังนั้น การจัด การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริงควบคู่กับการเสริมสร้าง Soft Skills จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับสากล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางข้างต้น คือ การพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและการเสริมสร้าง Soft Skills มักถูกออกแบบแยกจากกันเป็นกิจกรรม คนละส่วนในทางปฏิบัติ ทำให้ครูขาดกรอบการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ทั้งสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบภายในบทเรียนเดียว โรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนากรอบแนวคิด ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมประสานระหว่างสองเป้าหมายนี้ อันนำไปสู่การพัฒนา DARA Thinking Model ขึ้นเป็นแกนกลางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทุกบทเรียน โดยแต่ละขั้นของกระบวนการ D.I.Y. – Action – Reflection – Application ถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางสะเต็มศึกษา ไปพร้อมกับการฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการสะท้อนคิดอันเป็น Soft Skills ที่จำเป็น ในทุกขั้นตอนของบทเรียนเดียวกัน กรอบแนวคิดนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวประสานที่ทำให้เป้าหมาย ทั้งสองด้านหลอมรวมเป็นกระบวนการเดียว มิใช่กิจกรรมเสริมที่แยกจากกัน และเป็นสิ่งที่ครูสามารถออกแบบและตรวจสอบความสอดคล้องได้อย่างเป็นระบบในทุกครั้งที่วางแผนบทเรียนร่วมกัน ในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสถานศึกษา ครูผู้สอนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยตรง แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยกระบวนการ PLC เป็นการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ (พระครูสังฆรักษ์สิงห์ชัย ฐิตธมฺโม และพระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, 2565) ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทบทวน และพัฒนางานร่วมกันระหว่างครูผู้สอน อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565-2568 ทั้งในภาพรวมระดับโรงเรียนและจำแนกรายบุคคล/รายกลุ่มสาระ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องการ การยกระดับ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับ STEM ซึ่งเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาแล้ว พบว่าประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วนที่สุด คือ โอกาสในการฝึกปฏิบัติจริง / การบูรณาการทักษะข้ามศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโรงเรียน เมื่อพิจารณาปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีภาระงานสอนสูง ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การสนับสนุนทรัพยากร/สื่อการสอนด้าน STEM ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ทิศทางนโยบายการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ความคาดหวังของผู้ปกครองและตลาดแรงงานต่อทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใช้ทรัพยากรบุคคล ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน ไม่ต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิชาการและทีมวิจัยของโรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม "การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)" โดยมุ่งหวังให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษา และเสริมสร้างทักษะด้าน Soft Skills ให้แก่ผู้เรียน ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของครูในโรงเรียน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย STEM Education และกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) จากการสืบเสาะหาความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม (STEM QUEST 5E : Inquiry to Innovation Model)
บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ "STEM QUEST 5E: Inquiry to Innovation Model" ที่บูรณาการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (5Es) ร่วมกับกรอบแนวคิด QUEST Framework และการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Educationประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และสร้างสมรรถนะนวัตกรของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาพัฒนาระบบการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบผ่านโครงสร้าง Input-Process-Output-Outcome (IPOO) ร่วมกับกระบวนการขับเคลื่อนคุณภาพ PDCA และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ STEM QUEST 5E แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบวัดสมรรถนะนวัตกร และแบบประเมินชิ้นงานนวัตกรรมของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ($\bar{X}$), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($S.D.$) และการทดสอบค่าที ($t$-test dependent samples)ผลการศึกษาพบว่า:รูปแบบการเรียนรู้ STEM QUEST 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ขั้นกระตุ้นความรู้และตั้งคำถาม (Questioning & Engage - Q)ขั้นสำรวจและรวบรวมความเข้าใจ (Understanding & Explore - U)ขั้นอธิบายและสร้างองค์ความรู้ (Exploring & Explain - E)ขั้นประยุกต์และแก้ปัญหา (Solving & Elaborate - S)ขั้นรังสรรค์และต่อยอดนวัตกรรม (Transforming & Evaluate - T)ซึ่งได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุดประสิทธิผลต่อผู้เรียน: ผู้เรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ STEM QUEST 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้ปัญหา และสมรรถนะนวัตกรหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01การขับเคลื่อนเชิงระบบ: ระบบการบริหารจัดการแบบ IPOO ร่วมกับวงจร PDCA และกระบวนการ PLC ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้นักเรียนสามารถตกผลึกชิ้นงานนวัตกรรมต้นแบบที่มีคุณภาพ สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่วิถีชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: STEM QUEST 5E, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, สะพานแห่งนวัตกรรม, สมรรถนะนวัตกร, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
STEAM - PDCA Model
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด สถานศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นทั้ง "คนดีและคนเก่ง" สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจึงได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน "นวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education" ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on Skills) และส่งเสริมความสามารถด้าน Soft Skills เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ควบคู่ไปกับการพัฒนาในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนนวัตกรรมดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงงานบริหารวิชาการในห้องเรียนได้ แต่จำเป็นต้องอาศัย "กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management)" ที่บูรณาการงานสำคัญของสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน (ด้านบริหารวิชาการ ด้านบริหารงานบุคคล ด้านบริหารงบประมาณ และด้านบริหารทั่วไป) ร่วมกับการบริหารบริบทชั้นเรียน (Context Management: CM) เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่เอื้อต่อการลงมือปฏิบัติจริงของเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลสุมาลี ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้น้อมนำหลักศีลธรรมและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม) มาเป็นเสาหลักในการพัฒนาสถานศึกษา โดยประยุกต์ใช้ระบบวงจรคุณภาพ (PDCA) และระบบการบริหารจัดการคุณภาพอื่นๆ เข้ามาผนวกเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้มุ่งเน้นการใช้ฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยมาบูรณาการเข้ากับโจทย์การเรียนรู้แบบ STEM Education เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้ซึมซับรักษ์ในรากเหง้าของตนเอง ผสมผสานกับการพัฒนาทักษะระดับสากลได้อย่างลงตัว ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความสนใจที่จะพัฒนา กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management) สู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างแบบแผนการบริหารจัดการโรงเรียนที่เข้มแข็ง เป็นระบบ มีคุณธรรมนำความรู้ และสามารถนำไปขยายผล (Scaling up) และเป็นต้นแบบในการพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยแห่งอื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
SWR STEM-MAKER Soft Skills Ecosystem Model ระบบนิเวศเพื่อพัฒนานวัตกรรุ่นเยาว์ ในศตวรรษที่ 21
การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การท างาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสร้างสรรค์นวัตกรรม การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน (Partnership for 21st Century Skills (P21, 2019) สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐ ดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการ ประกอบอาชีพและดรำงชีวิตได้อย่างมีความสุข (ราชกิจจานุเบกษา, 2560) รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้การจัดการศึกษายึดผู้เรียนเป็นสำคัญและส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การฝึกปฏิบัติ การคิดเป็น ทำเป็น และการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542) นอกจากนี้ พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ยังส่งเสริมให้ สถานศึกษาสามารถพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่ออนาคตและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ราชกิจจานุเบกษา, 2562) โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) ได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับภาพรวมและรายบุคคล โดยใช้ข้อมูลจากผลการเรียน ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน ผล การทดสอบระดับชาติ ผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศจากการนิเทศภายในและการ ติดตามพัฒนาการของผู้เรียน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้นักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังมี ประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาในด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การประยุกต์ใช้ความรู้ใน สถานการณ์จริง การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสมรรถนะสคัญำตามเป้าประสงค์ของ สถานศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมที่สามารถ น าไปใช้ได้จริง รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หลากหลายได้อย่างมีความสุข (โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร), 2568) ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลเพิ่มเติม พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกัน ด้านศักยภาพ ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ ขณะที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในบางส่วนยังเน้นการรับความรู้ มากกว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้ผู้เรียนจวนำนหนึ่งยังไม่สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง (Practical Skills) และสมรรถนะด้าน STEM Education ได้เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จ าเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ภาวะผู้นำ (Leadership) และการ ปรับตัว (Adaptability) ซึ่งเป็นทักษะที่ภาคการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคตให้ความสคัญำอย่างยิ่ง (World Economic Forum, 2025) โรงเรียนจึงได้ดำเนินการวิเคราะห์ปัญหาและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาโดย อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน การประชุมชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ผลการนิเทศภายใน และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบประเด็นปัญหาสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้เรียนยังขาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง (2) การบูรณาการ STEM Education กับการพัฒนา Soft Skills ยังไม่เป็นระบบทั้งโรงเรียน (3) ผู้เรียนยังมีโอกาสจำกัดในการสร้าง นวัตกรรมจากสถานการณ์จริง และ (4) การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทของชุมชนยังไม่ครอบคลุมทุกระดับชั้น และเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาตามเกณฑ์ผลกระทบต่อคุณภาพผู้เรียน ความสอดคล้องกับ นโยบายการศึกษา และความเป็นไปได้ในการดำเนินการ พบว่า ปัญหาที่มีความสำคัญสูงสุด คือ “การขาดระบบบริหารจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะด้าน STEM Education และ Soft Skills อย่างเป็นระบบทั้งโรงเรียน” เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียนในระยะยาวและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา