คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยใช้รูปแบบ BEST Model เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านงิ้วสูง
นวัตกรรมนี้เป็น นวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะ Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education และเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นใหม่จากการวิเคราะห์บริบทและสภาพปัญหาของโรงเรียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์รายบุคคล และ SWOT Analysis พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังคุ้นชินกับการเรียนรู้แบบเดิม ครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนยังขาดทักษะในการวางแผน แสวงหาความรู้ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และกำกับการเรียนรู้ของตนเอง นอกจากนี้ พบว่านักเรียนร้อยละ 42.50 มีผลการเรียนเฉลี่ยในวิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด จึงนำไปสู่การกำหนดปัญหาเร่งด่วน คือ การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน
3DS x GLAT นวัตกรรมการนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมและพัฒนาความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์ของครูสำหรับการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านแพลตฟอร์ม GLAT 2) ยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนด้านการคิดวิเคราะห์ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การเติบโตทางความคิด และความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประเมิน PISA 2029 และ 3) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็กให้บรรลุเป้าหมายมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มาตรฐานที่ 3 ระดับคุณภาพดีมาก กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้จากครูกลุ่มเป้าหมาย นวัตกรรมประกอบด้วยรูปแบบการนิเทศ 3DS Supervision Model ได้แก่ Discover, Dialogue และ Develop ทำงานร่วมกับระบบนิเวศดิจิทัล GLAT โดยดำเนินการ 4 ระยะ คือ การค้นหาและวิเคราะห์บริบท การสานเสวนาและร่วมออกแบบการเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติและโค้ชหน้างาน และการประเมินผล ถอดบทเรียน และขยายผล เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบประเมินความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์ ระบบติดตามและแดชบอร์ด แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละและการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม ผลการพัฒนาพบว่า แพลตฟอร์ม GLAT สามารถสนับสนุนการประเมินสมรรถนะ การวางแผนโค้ชรายบุคคล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการให้ข้อมูลสะท้อนกลับแก่ครูได้อย่างเป็นระบบ ครูกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 100 สามารถนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้ ผลการประเมินผู้เรียนหลังใช้นวัตกรรมสูงขึ้นทุกด้าน โดยคะแนนด้านการคิดวิเคราะห์เพิ่มจากร้อยละ 65.50 เป็น 76.80 ความฉลาดรู้ด้านการอ่านเพิ่มจากร้อยละ 68.20 เป็น 80.50 และการเติบโตทางความคิดเพิ่มจากร้อยละ 70.00 เป็น 82.10 รวมทั้งผู้เรียนร้อยละ 85 มีความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับดี นอกจากนี้ โรงเรียนเกิดวัฒนธรรมการทำงานบนฐานข้อมูลและสามารถบรรลุเป้าหมายมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษานำร่อง มาตรฐานที่ 3 ในระดับคุณภาพดีมาก แสดงให้เห็นว่า 3DS x GLAT เป็นนวัตกรรมการนิเทศที่ช่วยยกระดับสมรรถนะครูและผู้เรียน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือขยายผลในสถานศึกษาอื่นได้ คำสำคัญ: การนิเทศการศึกษา, 3DS Supervision Model, GLAT, ความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
“Playful Brain Learning (PBL) นวัตกรรมพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบสำหรับเด็กปฐมวัย”
ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และจัดการกับข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยผ่านการเล่น การสังเกต การจำแนก การเรียงลำดับ และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวัย หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการคิดเชิงคำนวณ คือ การจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) ซึ่งช่วยให้เด็กสังเกตความเหมือน ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และแบบรูปที่เกิดขึ้นซ้ำ ตลอดจนสามารถคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป อันเป็นพื้นฐานของการคิดรวบยอดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และกิจกรรม Unplugged Coding เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เนื่องจากเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้ผ่านการเล่น การทดลอง การลองผิดลองถูก และการแก้ปัญหาโดยใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้ สอดคล้องกับพัฒนาการและธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก ดังที่ บุณยณัฐ บัวราชและคณะ (2567) พบว่า กิจกรรม Unplugged Coding ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ขณะที่ สุริยา ชาปู่ และสุรีย์พร สว่างเมฆ (2566) พบว่า การจัดกิจกรรม Unplugged Coding ส่งผลให้ทักษะทางสมองและทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีความสามารถในการคิดรวบยอด และตัวบ่งชี้ที่ 10.3 มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ด้านวิทยาการคำนวณ จากการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนวัดศรีโพธาราม ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 พบว่า มาตรฐานที่ 10 มีค่าเฉลี่ย 2.21 อยู่ในระดับคุณภาพพอใช้ โดยเด็กส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) โดยเฉพาะการสังเกตความสัมพันธ์ การจำแนก และการคาดคะเนลำดับของสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่นำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหา ดังนั้น ผู้จัดทำจึงนำแนวคิด Playful Brain Learning (PBL) มาบูรณาการกับการเรียนรู้ผ่านการเล่น แนวคิด STEM Education และการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้กิจกรรม Unplugged Coding เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการสังเกต การค้นหารูปแบบ การคาดคะเน และการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบของเด็กอนุบาล 3 ให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และวางรากฐานการเป็นนักคิดอย่างเป็นระบบผ่านการเรียนรู้อย่างมีความสุข จึงเกิดเป็นแนวทาง “การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบในเด็กอนุบาล 3 ผ่านการเรียนรู้แบบการเล่นเป็นฐาน” ซึ่งมุ่งพัฒนาให้เด็กสามารถสังเกต จำแนก ค้นหาความสัมพันธ์ คาดคะเน และนำรูปแบบที่ค้นพบไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมตามวัย