คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model
นวัตกรรม “นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model” มีความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนมูลนิธิมหาราช 5 เนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การควบคุมอารมณ์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ มิใช่มุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงด้านเดียว การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสังเกตพฤติกรรม การเยี่ยมบ้าน การพูดคุยกับผู้ปกครอง และข้อมูลจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านสุขภาพกาย อารมณ์ สังคม ครอบครัว และการเรียนรู้ ผู้เรียนบางส่วนยังควรได้รับการส่งเสริมด้านการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การพักผ่อน การจัดการอารมณ์ การสื่อสารเชิงบวก การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ และการเลือกปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม โรงเรียนจึงนำประเด็นดังกล่าวมาจัดลำดับความสำคัญ โดยกำหนดให้การเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สามารถพัฒนาได้จริงตามบริบทของสถานศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต รู้จักดูแลตนเอง รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข นวัตกรรมนี้จึงได้ออกแบบขึ้นโดยใช้ MAHARAJ Model ร่วมกับกระบวนการบริหารคุณภาพ PDCA เพื่อบูรณาการการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เรียน การสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาทักษะชีวิต การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การส่งเสริมแกนนำและบุคคลต้นแบบ การติดตามประเมินผล และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ส่งผลให้การดูแลผู้เรียนมีความชัดเจน เป็นระบบ และต่อเนื่อง ความสำคัญของนวัตกรรมนี้คือ ช่วยให้สถานศึกษามีรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนที่เชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลกับการจัดกิจกรรมและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ครูสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการดูแลผู้เรียนมากขึ้น ขณะที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา ดังนั้น นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สามารถดูแลตนเอง มีทักษะชีวิตที่จำเป็น มีพฤติกรรมเหมาะสม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล
โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ตั้งอยู่ในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาบนพื้นที่สูงที่มีบริบทเฉพาะด้านภูมิประเทศ การคมนาคม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเป็นทั้งอัตลักษณ์และเงื่อนไขสำคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจึงมิอาจมุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับรายบุคคล โดยพิจารณาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับข้อมูลด้านสุขภาวะ ได้แก่ ภาวะโภชนาการ สมรรถภาพทางกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิตจากแบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) ข้อมูลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และข้อมูลจากการเยี่ยมบ้าน พบว่า นักเรียนบางส่วนยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต และความปลอดภัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพร้อมในการเรียนรู้ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว เมื่อพิจารณาสาเหตุของปัญหา พบว่าไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงด้านเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของบริบทพื้นที่สูง ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเข้าถึงบริการสาธารณสุข วิถีชีวิตและพฤติกรรมด้านโภชนาการ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่งผลให้การดูแลสุขภาวะนักเรียนจำเป็นต้องอาศัยระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล การป้องกัน การส่งเสริม การดูแลช่วยเหลือ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่การดำเนินงานแบบแยกส่วนเป็นรายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมีศักยภาพและต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา ได้แก่ บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง แหล่งเรียนรู้และฐานการเรียนรู้งานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล โรงเรียนเครือข่าย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพบริบท ปัญหา และศักยภาพดังกล่าว โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะจึงกำหนด “การพัฒนาสุขภาวะนักเรียน” เป็นจุดคานงัด (Leverage Point) สำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายภารกิจ ให้เป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่มีข้อมูลสารสนเทศเป็นฐาน เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA อันนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล” เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการด้วยมีสุขโมเดล (MESOOK MODEL) ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอกเพื่อยกระดับสุขภาวะ 4 มิติผู้เรียน ของโรงเรียนบ้านหัวริน
การจัดทำและพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ "MESOOK MODEL ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก" ของโรงเรียนบ้านหัวริน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างองค์กรแห่งความสุข 2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้และสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ (กาย จิต สังคม ปัญญา) ของผู้เรียนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning: BBL) และ 3) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน วิธีดำเนินงาน กระบวนการพัฒนานวัตกรรมดำเนินงานผ่านกลไก MESOOK Model ประกอบด้วย การบริหารโดยข้อตกลงร่วมกัน (Management by Agreement: M) การจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานของสมอง (Brain-Based Environment: E) การสร้างความปลอดภัยและสุขลักษณะ (Safe & Clean: S) การสร้างโอกาสและการสนับสนุนด้วยระบบเพื่อนคู่คิด (Opportunity & Peer Coaching: O) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Organizational PLC: O) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความยั่งยืน (Knowledge Sharing: K) บูรณาการร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก ผ่านการจัดสร้างสนาม BBL 10 ฐาน และการปรับบริบทห้องเรียน BBL เพื่อจัดกิจกรรม Active Learning 5 ขั้นตอน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนด้วยวงจรคุณภาพ PDCA-S (Spiral) ร่วมกับการอภิปรายกลุ่มและการประเมินผลเชิงพหุวัฒนธรรม ผลการดำเนินงาน ด้านผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะสมอง กระบวนการคิด และสุขภาวะองค์รวม ส่งผลให้เจตคติต่อการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เรียนรู้อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้านครูและสถานศึกษา ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านระบบนิเทศแบบเพื่อนคู่คิด (Peer Coaching) เกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ด้านชุมชนและประโยชน์สาธารณะ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Local Ownership) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อนอกพื้นที่ และยกระดับโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของท้องถิ่น คำสำคัญ: MESOOK Model, Brain-Based Learning (BBL), การบริหารแบบมีส่วนร่วม, สุขภาวะองค์รวม, วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
BP-HEALTH Model รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม 4 มิติและความปลอดภัยในสถานศึกษา
การพัฒนานวัตกรรม “BP-HEALTH Model รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม 4 มิติและความปลอดภัยในสถานศึกษา” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่ส่งเสริมสุขภาวะของผู้เรียนให้ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา ควบคู่กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตและความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศผู้เรียนรายบุคคล ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลการคัดกรองพฤติกรรม SDQ ข้อมูลสุขภาพ ภาวะโภชนาการ พฤติกรรมเสี่ยง และข้อมูลด้านความปลอดภัย มาเป็นฐานในการวิเคราะห์สภาพปัญหาและออกแบบแนวทางการพัฒนา นวัตกรรม BP-HEALTH Model ได้รับการออกแบบและขับเคลื่อนโดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ B: Behavior Information การใช้ข้อมูลสารสนเทศพฤติกรรมผู้เรียนรายบุคคล, P: Partnership การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย, H: Holistic Wellbeing 4D การส่งเสริมสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ, E: Educational Active Learning การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, A: Assessment การประเมินติดตามและพัฒนา, L: Learning Community/PLC ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ, T: Teamwork การทำงานเป็นทีม และ H: High-Quality Expansion การขยายผลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ผลการดำเนินงานพบว่า BP-HEALTH Model สามารถเป็นแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีสุขภาพกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม มีทักษะชีวิต คิดวิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ส่งผลให้เกิดสถานศึกษาที่มีความปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย โดยใช้กระบวนการ PLC การทำงานเป็นทีม และการประเมินเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการด้านสุขภาวะองค์รวมและความปลอดภัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลได้อย่างยั่งยืน
รูปแบบการบริหารจัดการโภชนาการและสุขภาวะแบบมีส่วนร่วม เพื ่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน ประจำพักนอน ด้วยนวัตกรรม 4D Wellness Participatory Model โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 61 จังหวัดเชียงใหม่
การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม (Holistic Development) เพื่อหล่อหลอมให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และ คุณธรรม ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ให้คำนิยามของสุขภาพว่าหมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ใน 4 มิติ ได้แก่ มิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา ซึ่งสุขภาวะแบบองค์รวมนี้ถือเป็น "ต้นทุนชีวิต" ที่สำคัญยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของเยาวชน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 61 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนพักนอน (Boarding School) โดยมีภารกิจหลักในการดูแลนักเรียนด้อยโอกาสและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประสบสภาวะยากลำบาก จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและบริบทของสถานศึกษา (SWOT Analysis) พบประเด็นปัญหาที่สำคัญทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน กล่าวคือ นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที ่มีฐานะยากจนในพื้นที่ทุรกันดาร ขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน และขาดความรู้ ความเข้าใจด้านโภชนาการที่ ถูกต้อง ส่งผลให้นักเรียนใหม่ที่เข้าศึกษาต่อมีพื้นฐานสุขภาพที่อ่อนแอและเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการ ทั้งในรูปแบบของน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และภาวะโรคอ้วน นอกจากนี้ในส่วนของปัจจัยภายใน สถานศึกษามีภาระรับผิดชอบในการดูแลคุณภาพชีวิตของนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการด้านโภชนาการที่ต้องจัดเลี้ยงอาหารแก่นักเรียนมากกว่า 600 คนต่อมื้อภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งหากระบบการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ย่อมก่อให้เกิดความเสี ่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางระบบ ทางเดินอาหาร หรือส่งผลให้นักเรียนได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ จากการนำข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพรายบุคคล (Health Data Analytics) คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาพบข้อค้นพบที่สำคัญ (Key Findings) ว่า ปัญหาด้านโภชนาการและสุขภาวะเป็นสาเหตุรากเหง้า (Root Cause) ที ่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ (Chain Reaction) ต่อคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ โดยในด้านสุขภาพกาย ภาวะเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพร้อมในการเรียนรู้ ในด้านสุขภาพจิตและสังคม การที่นักเรียนต้องพักอาศัยในโรงเรียนประจำและห่างไกลจากครอบครัว มักก่อให้เกิดสภาวะความเครียด มี ปัญหาในการปรับตัว และขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลสืบเนื่องมายังด้านสุขภาพปัญญา กล่าวคือ เมื่อร่างกายและจิตใจไม่อยู่ในสภาวะที่พร้อมสมบูรณ์ ย่อมส่งผลให้สมองทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ นักเรียนมีสมาธิสั้นลง และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำในที่สุด ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาดังกล่าวของสถานศึกษามักเป็นการดำเนินการแบบแยกส่วนและขาด ความยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ สถานศึกษาจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเชิงระบบที่บูรณาการความร่วมมือและเน้นการมีส่วนร่วม (Participation) ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงได้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรม "รูปแบบการบริหารจัดการโภชนาการและสุขภาวะ 4 มิติแบบมีส่วนร่วม (4D Wellness Participatory Model)" ขึ้น โดยนวัตกรรมดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไข ปัญหาอย่างตรงจุดและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การลดอัตราการเกิดโรคติดต่อในหอพักลงร้อยละ 30 และการยกระดับผลการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน 3 (SDQ) ของนักเรียนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู ้ที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนด้อยโอกาสให้ สามารถเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป
สุขภาวะ 4มิติ วิถีบ้านเมืองอาง
การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้เกิดจากการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อมูลพฤติกรรม และข้อมูลจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่าปัจจัยด้านสุขภาวะทั้ง 4 มิติ ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ โรงเรียนจึงได้พัฒนานวัตกรรม “สุขภาวะ 4 มิติ วิถีบ้านเมืองอาง (BAANMUANGANG 4D WELLNESS Model)” ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และมีทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
รูปแบบการบริหารระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้คุณธรรมแบบองค์รวมด้วยนวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) สู่ค่านิยมนำทางชีวิตและปัญญาภายใน โรงเรียนวัดบวกครกเหนือ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.๒๕๖๐ : ค-ช) ที่กล่าวถึง ความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงกดดันภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสังคมโลก อันเนื่องจากการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ (The Fourth Industrial Revolution)การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ๒๕๗๓ (Sustainable Development Goals : SDGs ๒๐๓๐) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน รวมทั้งผลกระทบของการเป็นประชาคมอาเซียนและความต้องการกำลังคนที่มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบกับแรงกดดันจากภายในประเทศจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ การติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชากรที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วรวมทั้งระบบการศึกษาที่ยังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับ จุดอ่อนของระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ยังไม่เหมาะสมขาดความคล่องตัวยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมและการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจิตสาธารณะของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สนองและรองรับความท้าทายดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและคุณธรรมให้กับเยาวชน อีกทั้งจากข้อมูลแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗:๓) ได้ระบุจุดเน้นสำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับสมรรถนะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ให้กับผู้เรียน รวมถึงการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสภาพจริงของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗ : ๘-๙) พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์และวัฒนธรรมต่างชาติอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดความมีวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะในการคิดวิเคราะห์เชิงจริยธรรม นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบระดับชาติ เช่น RT, NT, O-NET และสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบ PISA ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ จากสถานการณ์ดังกล่าว สถานศึกษาจึงได้นำข้อมูลมาดำเนินการ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและรายบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ผนวกกับการศึกษา วิเคราะห์ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก (SWOT Analysis) ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของสถานศึกษา กระบวนการดังกล่าวทำให้ค้นพบข้อจำกัดและช่องโหว่ของการบริหารจัดการแบบเดิม จึงนำมาสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และเลือกปัญหาที่มีความเป็นไปได้ในการแก้ไขและพัฒนาสูงสุด นั่นคือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาทางโรงเรียนจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากการใช้นวัตกรรมเดิมคือ “METTA MODEL” ซึ่งเน้นกระบวนการบริหารจัดการ (การวางแผน, การปฏิบัติ, การติดตาม, การปรับปรุง, และการชื่นชม) แต่พบว่าโครงสร้างดังกล่าวยังเป็นเพียงกรอบการทำงานของผู้บริหารและครูเป็นหลัก ยังไม่สามารถเจาะลึกทะลุทะลวงไปถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง “ตัวตน (Ontological self)” และ “ปัญญาภายใน (Inner Wisdom)” ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ผู้เรียนยังคงตอบสนองต่อกิจกรรมคุณธรรมในลักษณะของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการเกิดค่านิยมที่ฝังลึกจากภายในจิตใจ ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับและ “ต่อยอด” นวัตกรรมการบริหารให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม นำมาสู่การพัฒนานวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) ซึ่งเป็นการผสาน ๓ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ๑) ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการเชิงระบบ (METTA) ๒) ศาสตร์แห่งค่านิยมศึกษา (Values-based Education - VbE) ที่ใช้หลัก MIRACLE ในการจัดกระทำกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เป็นระบบนิเวศแห่งการหล่อหลอมจิตใจ และ ๓) ศาสตร์แห่งกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูง (Experiential Learning) ที่ดึงผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัยให้เผชิญความท้าทาย ลงมือทำ สะท้อนคิดและยกระดับความเข้าใจ เป็นเกลียวแห่งปัญญา (Spiral Effect) ที่ไม่ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม การพัฒนานวัตกรรมนี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับทิศทางการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบ (PISA/O-NET), การจัดกิจกรรมส่งเสริม พหุปัญญาแบบ Active Learning, การสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมธนาคารโรงเรียน, ตลอดจนการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement ) เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา นวัตกรรมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารใช้เพื่อพลิกโฉม (Transform) วัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนครูจากการเป็นผู้บอกสอน (Instructor) ให้เป็นครูโค้ช (Facilitator) และเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้รับความรู้ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีเป้าหมายชีวิตที่งดงาม และมีสมรรถนะพร้อมเผชิญโลกอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป
BTPS-4H SMART Model รูปแบบการพัฒนาสุขภาวะ 4 มิติ เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนสุขภาพดี มีความสุข และมีคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ตามอัตลักษณ์ “สนุกอ่าน คำนวณดี ไอทีเด่น เน้นอาชีพ” โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง
โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ธุรกิจท่องเที่ยว และเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้วิถีชีวิตของครอบครัวนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้ปกครองจำนวนมากต้องออกไปทำงานต่างถิ่นหรือทำงานนอกภาคเกษตร ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองทดแทน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ขาดการดูแลด้านพฤติกรรมและสุขภาพอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการเข้าถึงสื่อออนไลน์และอาหารแปรรูปที่สะดวกขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้เรียนทั้ง 4 มิติอย่างชัดเจน