นวัตกรรมเด่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เข้าชม 32 ครั้ง

ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้ หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและ การมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เ

ข้อมูลพื้นฐานนวัตกรรม

หมวดนวัตกรรม นวัตกรรม 5 ด้าน
ประเภทนวัตกรรม ด้าน Soft Power
ประเภทผู้จัดทำผลงาน ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา
ปี พ.ศ. 2569
หน่วยงาน / สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
ระดับการศึกษา ป.4-6 และ ม.1-3
กลุ่มสาระการเรียนรู้ บูรณาการสาระการเรียนรู้

สถานศึกษาและสังกัด

สถานศึกษา/โรงเรียน/หน่วยงาน กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
หน่วยงาน / สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

1. ผลการพัฒนารูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 รูปแบบการนิเทศ PUCME ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการและแนวคิดพื้นฐานของรูปแบบ 2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของรูปแบบ 3. ระบบกลไกของรูปแบบ PUCME 4. การวัดและประเมินผล 5. เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ 1. หลักการและแนวคิดพื้นฐานของรูปแบบ รูปแบบการนิเทศ PUCME Model เป็นรูปแบบการนิเทศการศึกษาที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นจาก การสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านการนิเทศการศึกษา การบริหารการศึกษา การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) แนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE วงจรคุณภาพ PDCA และแนวคิดการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียน ภายใต้บริบทของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม รวมทั้งมีความแตกต่างของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และภูมิประเทศ รูปแบบการนิเทศ PUCME หลักการสำคัญ ดังนี้ 1) ยึดข้อมูลและบริบทเป็นฐาน (Data-Based and Contextual Planning) โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษา ผลการนิเทศ ความต้องการจำเป็นของครู และบริบทของชุมชน เป็นฐานในการวางแผนการนิเทศ 2) มุ่งพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญา เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน 3) ส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียน โดยเชื่อมโยงหลักสูตรท้องถิ่นกับภูมิปัญญา ชุมชน แหล่งเรียนรู้ และสถานประกอบการ 4) เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย ผ่านกระบวนการ PLC การโค้ช และการเป็นพี่เลี้ยง 5) มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การนิเทศเป็นวงจรคุณภาพ มีการติดตาม ประเมินผล สะท้อนผล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของรูปแบบ 1. พัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. พัฒนาคุณภาพการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรท้องถิ่น 3. ส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของผู้เรียน 4. สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 5. ยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา เป้าหมายของรูปแบบประกอบด้วย 1. ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาได้อย่างมีคุณภาพ 2. ผู้เรียนมีทักษะอาชีพ มีสมรรถนะ และสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียน 3. สถานศึกษามีระบบนิเทศภายในที่เข้มแข็งและเกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน 3. ระบบกลไกของรูปแบบ PUCME ระบบกลไกของรูปแบบประกอบด้วยกระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้ P: Planning (การวางแผนบนฐานข้อมูลและบริบท) เป็นการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล สารสนเทศของสถานศึกษา ผลการนิเทศที่ผ่านมา ความต้องการจำเป็นของครู และบริบทของชุมชนเพื่อนำมาใช้กำหนดเป้าหมาย แนวทาง และแผนการนิเทศที่สอดคล้องกับสภาพจริงของสถานศึกษาและศักยภาพของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาที่สามารถเชื่อมโยงสู่การพัฒนาทักษะอาชีพและการสร้างรายได้ระหว่างเรียน U: Understanding (การสร้างความเข้าใจร่วม) เป็นกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักแก่ผู้บริหาร ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับหลักการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา การส่งเสริมทักษะอาชีพ และแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน เพื่อให้ ทุกฝ่ายมีเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน C: Cooperative Networking (การสร้างเครือข่ายความร่วมมือนิเทศ) เป็นการส่งเสริม การทำงานร่วมกันระหว่างศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ผ่านกระบวนการ PLC การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การโค้ช และการเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนา การจัดการเรียนรู้และขยายผลนวัตกรรมการเรียนรู้สู่สถานศึกษาและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืน M: Monitoring and Assessment (การประเมินผลการนิเทศ) เป็นการนิเทศ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การสังเกตชั้นเรียน การตรวจสอบ แผนการจัดการเรียนรู้ การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และการให้ข้อมูลย้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง E: Empowering Teachers (การเสริมพลังครู) เป็นกระบวนการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพครูให้มีความเชื่อมั่นและสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการยกย่องเชิดชูเกียรติ การเผยแพร่ผลงาน การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและ การขยายผลสู่เครือข่ายการเรียนรู้ 4. การวัดและประเมินผล การประเมินผลของรูปแบบประกอบด้วย 1. การประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ 2. การประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก 3. การประเมินทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของผู้เรียน ใช้เครื่องมือ ได้แก่ แบบประเมิน แบบสังเกต การสะท้อนผล (Reflection) และชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) โดยกำหนดเกณฑ์การประเมินคุณภาพเป็น 5 ระดับ 5. เงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ การนำรูปแบบ ไปใช้ให้เกิดประสิทธิผล ควรมีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้ 1. ผู้บริหารสถานศึกษาสนับสนุนเชิงนโยบายและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2. ศึกษานิเทศก์มีสมรรถนะด้านการนิเทศ การโค้ช และการเป็นพี่เลี้ยง 3. ครูมีเจตคติที่ดี เปิดใจเรียนรู้ และพร้อมพัฒนาวิชาชีพ 4. มีระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันสมัย และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ 5. มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย 6. มีการติดตาม ประเมินผล และนำผลการประเมินไปใช้พัฒนางานอย่างเป็นระบบ 2. ผลการนิเทศขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาของครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2.1 ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 2 ครั้ง พบว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ คุณภาพของแผนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยผลการประเมินภาพรวมในครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.70 (S.D. = 0.68)อยู่ในระดับมาก ขณะที่ผลการประเมินครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.48 (S.D. = 0.51)อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการปรับปรุงมีความสมบูรณ์และมีคุณภาพสูงขึ้น อีกทั้งค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ลดลงจาก 0.68 เป็น 0.51 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประเมินมีความคิดเห็นสอดคล้องกันมากขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.2 ผลการสังเกตการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พบว่า ผลการสังเกตการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมครั้งที่ 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.98 (S.D. = 0.72) อยู่ในระดับมาก และในการสังเกตครั้งที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4.20 (S.D. = 0.65) อยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าครูมีพัฒนาการในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาเพิ่มขึ้น 2.3 ผลการสังเกตการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของผู้เรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 14 โรงเรียน ภายหลังการนิเทศและติดตามการจัดการเรียนรู้ พบว่า มีพัฒนาการ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีโรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจำนวน 10 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 71.43 ของโรงเรียนทั้งหมด นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูตาม แนวทฤษฎีพหุปัญญาได้อยู่ในระดับ ดีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 85 นั้น พบว่า ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากครูผู้สอนทุกคนสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ ได้ในระดับดีขึ้นไป ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศ PUCME พบว่า โดยภาพรวมผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 (S.D. = 0.56) อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 (S.D. = 0.46) คือ ศึกษานิเทศก์ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รองลงมา ได้แก่ การอบรมและพัฒนาครูช่วยเพิ่มความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 (S.D. = 0.49) และความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศ PUCME โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 (S.D. = 0.49) ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าผู้รับการนิเทศเห็นคุณค่าและประโยชน์ของกระบวนการนิเทศที่มุ่งพัฒนาครูและสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มเป้าหมายผู้เรียน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนสาระพื้นฐาน หรือสาระเพิ่มเติม หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามบริบทของหลักสูตรท้องถิ่นสถานศึกษารักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ที่เข้ารับการอบรมพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน จากการ

ระยะเวลาดำเนินงาน

ปีการศึกษา 2568

เอกสารอ้างอิงและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แนวทางการพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะการดำรงชีวิตสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : กระทรวง ศึกษาธิการ. กิติมา ปรีดีดิลก. (2532). การนิเทศการศึกษา. กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ทิศนา แขมมณี. (2556). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 17). กรุงเทพฯ: สำนัก พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธนา ธุศรีวรรณ. (2562). การพัฒนารูปแบบการชี้แนะเพื่อเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู. วารสารศึกษาศาสตร์, 30(2), 145–160. บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2548). การนิเทศการสอน. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ. เพ็ญนภา กุลนภาดล และคณะ. (2562). การพัฒนาทักษะอาชีพและการดำรงชีพ สำหรับการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21ด้วยกระบวนการเชิง จิตวิทยาเสริมสร้างศักยภาพแห่งตน. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.). https://elibrary.tsri.or.th/fullP/RDG5740010/RDG5740010_full.pdf วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์. (2538). หลักการนิเทศการศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชาบริหารการศึกษา. วัชรา เล่าเรียนดี. (2550). การนิเทศการสอน. นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. วาสนา บุญมาก. (2562). การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน.วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. 23(2), 269–280. วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์. ศักดา สถาพรวจนา. (2559). การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สงัด อุทรานันท์. (2530). การนิเทศการศึกษา: หลักการ ทฤษฎี และการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: มิตรสยาม. _______ (2532). พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มิตรสยาม. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3. (2566). กรอบหลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด. เชียงใหม่: สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3. _______. (2567). รายงานผลการนิเทศกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา ปีงบประมาณ 2567. เชียงใหม่: สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2563). แนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC). กรุงเทพฯ: คุรุสภา. สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา.(2560). แผนการศึกษาชาติ พ..ศ.2560-2579. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค. อวยชัย สุขณะล้ํา. (2559). รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะครูตามแนวคิดกระบวนการชี้แนะ (Coaching) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการให้ เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยและพัฒนา หลักสูตร. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. Bonwell, C. C., & Eison, J. A. (1991). Active learning: Creating excitement in the classroom. Washington, DC: George Washington University. Deming, W. E. (1986). Out of the crisis. Cambridge, MA: MIT Press. DuFour, R. (2004). What is a professional learning community? Educational Leadership, 61(8), 6–11. Gardner, H. (1983). Frames of mind: The theory of multiple intelligences. New York, NY: Basic Books. Glickman, C. D. (1985). Supervision of Instruction: A developmental Approach. Boston, London, Sydney, Toronto: Allyn and Bacon, Inc.. Super, D. E. (1995). Values: Their nature, assessment and practical use. In D. E. Super & B. Šverko (Eds.), Life roles, values, and careers (pp. 54–61). San Francisco, CA: Jossey-Bass.

ไฟล์และเอกสารแนบ

เล่มหลัก (ไฟล์หลักสำหรับการสืบค้นศึกษา) pdf_29e0a31c919f8094b099.pdf
ดาวน์โหลดรูปเล่มเอกสาร

รูปแบบการเขียนอ้างอิงนวัตกรรมนี้

นางสุจินตา คำเงิน. (2569). ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้ หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและ การมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เ. ระบบคลัง/ฐานนวัตกรรมทางการศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่. https://cmipeo-innovation.com/detail.php?id=30

ลิงก์ตรงสำหรับอ้างอิง:
แชร์ต่อ: Facebook X (Twitter) LINE

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานนี้

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้

กรุณาสมัครสมาชิกหรือเข้าสู่ระบบเพื่อป้อนความเห็นและรับความเคลื่อนไหว

Cover Preview
สแกนเพื่ออ่านต่อบนมือถือ

ใช้กล้องมือถือสแกนเพื่อเปิดหน้าผลงานนี้

ข้อมูลสรุป

หมวดหมู่ การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนควรยึดบริบทท้องถิ่นเป็นฐาน โดยบูรณาการภูมิปัญญา วัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และศักยภาพของชุมชนผ่านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของท้องถิ่น และสามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและผลการวิจัยที่ยืนยันว่าหลักสูตรท้องถิ่นสามารถส่งเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีบริบทใน ด้านความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ส่งเสริมให้สถานศึกษานำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นตามบริบทของตนเองโดยในระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้ศึกษาการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิดของโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรจำนวน 15 โรงเรียน ในระยะที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้ขยายผลการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นสู่ 138 โรงเรียนและมีการประเมินหลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยผลการนิเทศและการสำรวจความต้องการจำเป็นของครูพบว่า ครูยังต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ การสร้างผลิตภัณฑ์ การประเมินผล และการตลาดออนไลน์ รวมทั้งมีความต้องการรูปแบบการนิเทศที่เน้นการโค้ช (Coaching) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การนิเทศออนไลน์ และการนิเทศเชิงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ต่อผู้เรียนอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME Model ในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อการใช้รูปแบบดังกล่าว การดำเนินงานใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพบริบท ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน รวมทั้งการสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และระยะที่ 3 การนำรูปแบบไปใช้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พร้อมทั้งติดตามประเมินผลและศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะอาชีพของผู้เรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผลการนิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. รูปแบบการนิเทศ PUCME Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ P (Planning), U (Understanding), C (Cooperative Networking), M (Monitoring and Assessment) และ E (Empowering Teachers)การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) มีองค์ประกอบครบถ้วนครอบคลุมหลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือ การวัดและประเมินผล ตลอดจนเงื่อนไขความสำเร็จของการนำรูปแบบไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ามีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ครูผู้สอนมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถบูรณาการหลักสูตรท้องถิ่นกับการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่น เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมและสามารถ นำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ระหว่างเรียน ผลการประเมินภาพรวมสะท้อนว่าบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่กำหนดไว้โดยผู้เรียน ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะอาชีพ ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้และโรงเรียนมีผลิตภัณฑ์หรือบริการจากหลักสูตรท้องถิ่นตามเป้าหมายของโครงการ 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกด้าน โดยเฉพาะด้าน ความชัดเจนของรูปแบบ ความเหมาะสมของกระบวนการนิเทศ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การให้คำปรึกษาและการนิเทศแบบกัลยาณมิตร การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการนำผล การนิเทศไปใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาครู ผู้เรียน และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
หน่วยงาน / สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
ระดับการศึกษา ป.4-6 และ ม.1-3
ผู้พัฒนา นางสุจินตา คำเงิน
สถานศึกษา กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
วันที่เผยแพร่ 26 Aug 2026
ยอดเข้าชมสะสม 32 ครั้ง

ผลงานนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง (แนะนำ)

ศธจ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ดูงาน →