คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
นวัตกรรมเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ชุมชนอำเภอพร้าว (Phrao Learning District) เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
นวัตกรรม "PHRAO LEARNING DISTRICT" อุบัติขึ้นจากความท้าทายในการจัดการศึกษาที่แยกส่วนจากบริบทชุมชนและผู้เรียนขาดแรงจูงใจ สกร.ระดับอำเภอพร้าว จึงได้พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มเว็บแอปพลิเคชัน (PHP & Web Hosting) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่อำเภอพร้าวให้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยบูรณาการแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิด "Learn to Earn" และกลไกเกม (Gamification) ผู้เรียนสามารถลงพื้นที่ศึกษา สแกนคิวอาร์โค้ด และทำกิจกรรมเพื่อสะสมแต้มความรู้ แล้วนำไปแลกเป็นส่วนลดสินค้าจากร้านค้าเครือข่ายในชุมชน นวัตกรรมนี้ไม่เพียงพลิกโฉมพฤติกรรมผู้เรียนให้เป็นผู้แสวงหาความรู้เชิงรุก (Active Learner) ที่ได้รับการบ่มเพาะทักษะสะเต็มศึกษา (STEM) และทักษะอารมณ์สังคม (Soft Skills) แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ความสำเร็จเชิงประจักษ์นี้ได้รับการการันตีด้วยรางวัลที่ 1 เมืองนวัตกรรม (Innovative City) จากเวทีระดับนานาชาติที่รับรองโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่เชื่อมโยงการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน
ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ดิจิทัลแบบบูรณาการเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต (LMS สกร. ระดับอำเภอพร้าว)
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอพร้าว (สกร.ระดับอำเภอพร้าว) มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตครอบคลุมพื้นที่ ๑๑ ตำบล และศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" (ศศช.) อีกกว่า ๑๐ แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทุรกันดารและพื้นที่สูง จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบสภาพปัญหาและความท้าทายสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ สภาพภูมิประเทศและความห่างไกล: อำเภอพร้าวมีพื้นที่กว้างขวางและเป็นหุบเขาสลับซับซ้อน ผู้เรียนกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านห่างไกล ทำให้การเดินทางมาพบกลุ่มมีอุปสรรคด้านระยะทางและค่าใช้จ่าย รวมถึงการติดตามผู้เรียนและการเยี่ยมบ้านทำได้ยากลำบาก ภาระงานการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน: ครู ๑ คน ต้องรับผิดชอบผู้เรียนหลายตำบลและครอบคลุมทุกระดับชั้น ทำให้ต้องจัดการเรียนรู้หลายสิบรายวิชาในภาคเรียนเดียว อีกทั้งยังต้องจัดการเอกสารกระดาษที่กินเวลาและเกิดความล่าช้า เช่น การทำแผนพบกลุ่ม การเช็คชื่อ การตรวจใบงาน และการประเมินคุณธรรม ๑๑ หมวด (๔๘ ข้อ) ปัญหานักศึกษาขาดสอบและติด มส. (หมดสิทธิ์สอบ): ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงานและผู้มีภาระครอบครัว จึงมักขาดการรับรู้ข้อมูลเวลาเรียนที่แท้จริง ส่งผลให้เวลาเรียนไม่ครบตามเกณฑ์และเกิดภาวะติด มส. รวมทั้งปัญหาการไม่ทราบวัน เวลา อาคาร ห้องสอบ และเลขที่นั่งสอบที่ถูกต้อง ทำให้พลาดโอกาสสอบปลายภาค ข้อจำกัดของเทคโนโลยีเดิม: สถานศึกษาเคยนำ Google Sheets และ Google Apps Script มาประยุกต์ใช้ แต่พบข้อจำกัดด้านความเร็ว (API Quota Limit) ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โครงสร้างข้อมูลไม่เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ขาดการแยกสิทธิ์การเข้าถึงระหว่างครูแต่ละศูนย์ และไม่สามารถรองรับการเติบโตของข้อมูลในระยะยาวได้ จากปัญหาดังกล่าว คณะผู้พัฒนาจึงได้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม LMS สกร.ระดับอำเภอพร้าว บนฐานสถาปัตยกรรม Laravel ๑๒ และ MySQL ซึ่งออกแบบมาให้สอดคล้องกับบริบทของ สกร. โดยตรง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พัฒนาศักยภาพผู้เรียน และอำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนอย่างยั่งยืน
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ Unplugged Coding โดยใช้นวัตกรรมการสอน SAIER Model เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานด้านการคิดเชิงคำนวณ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2
การจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 มุ่งพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ และทักษะดิจิทัล จึงเป็นสมรรถนะสำคัญ ที่ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะ Coding ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อเป็นรากฐานของการคิดอย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model
นวัตกรรม “นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model” มีความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนมูลนิธิมหาราช 5 เนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การควบคุมอารมณ์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ มิใช่มุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงด้านเดียว การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสังเกตพฤติกรรม การเยี่ยมบ้าน การพูดคุยกับผู้ปกครอง และข้อมูลจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านสุขภาพกาย อารมณ์ สังคม ครอบครัว และการเรียนรู้ ผู้เรียนบางส่วนยังควรได้รับการส่งเสริมด้านการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การพักผ่อน การจัดการอารมณ์ การสื่อสารเชิงบวก การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ และการเลือกปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม โรงเรียนจึงนำประเด็นดังกล่าวมาจัดลำดับความสำคัญ โดยกำหนดให้การเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สามารถพัฒนาได้จริงตามบริบทของสถานศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต รู้จักดูแลตนเอง รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข นวัตกรรมนี้จึงได้ออกแบบขึ้นโดยใช้ MAHARAJ Model ร่วมกับกระบวนการบริหารคุณภาพ PDCA เพื่อบูรณาการการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เรียน การสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาทักษะชีวิต การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การส่งเสริมแกนนำและบุคคลต้นแบบ การติดตามประเมินผล และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ส่งผลให้การดูแลผู้เรียนมีความชัดเจน เป็นระบบ และต่อเนื่อง ความสำคัญของนวัตกรรมนี้คือ ช่วยให้สถานศึกษามีรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนที่เชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลกับการจัดกิจกรรมและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ครูสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการดูแลผู้เรียนมากขึ้น ขณะที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา ดังนั้น นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สามารถดูแลตนเอง มีทักษะชีวิตที่จำเป็น มีพฤติกรรมเหมาะสม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล
โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ตั้งอยู่ในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาบนพื้นที่สูงที่มีบริบทเฉพาะด้านภูมิประเทศ การคมนาคม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเป็นทั้งอัตลักษณ์และเงื่อนไขสำคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจึงมิอาจมุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับรายบุคคล โดยพิจารณาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับข้อมูลด้านสุขภาวะ ได้แก่ ภาวะโภชนาการ สมรรถภาพทางกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิตจากแบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) ข้อมูลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และข้อมูลจากการเยี่ยมบ้าน พบว่า นักเรียนบางส่วนยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต และความปลอดภัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพร้อมในการเรียนรู้ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว เมื่อพิจารณาสาเหตุของปัญหา พบว่าไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงด้านเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของบริบทพื้นที่สูง ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเข้าถึงบริการสาธารณสุข วิถีชีวิตและพฤติกรรมด้านโภชนาการ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่งผลให้การดูแลสุขภาวะนักเรียนจำเป็นต้องอาศัยระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล การป้องกัน การส่งเสริม การดูแลช่วยเหลือ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่การดำเนินงานแบบแยกส่วนเป็นรายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมีศักยภาพและต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา ได้แก่ บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง แหล่งเรียนรู้และฐานการเรียนรู้งานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล โรงเรียนเครือข่าย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพบริบท ปัญหา และศักยภาพดังกล่าว โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะจึงกำหนด “การพัฒนาสุขภาวะนักเรียน” เป็นจุดคานงัด (Leverage Point) สำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายภารกิจ ให้เป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่มีข้อมูลสารสนเทศเป็นฐาน เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA อันนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล” เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล)
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล) นี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการ “สร้างคนดีเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDG 4.7 ในระดับสถานศึกษา เพื่อส่งต่อทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมระดับจังหวัดและระดับสากลต่อไป 1. การสร้างความเป็นพลเมือง (Citizenship Education): นวัตกรรม PADEE Model มุ่งเน้นการบ่ม เพาะลักษณะนิสัยการเป็น “พลเมืองดี” ตามพระบรมราโชบายฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ สอดคล้องกับความมุ่งหมายของ SDG 4.7 ที่ต้องการให้ผู้เรียนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเองต่อโลก 2. การปลูกฝังทัศนคติและค่านิยม (Values & Attitudes): การขับเคลื่อนคุณธรรมอัตลักษณ์ 3 ด้านของ โรงเรียน (ความพอเพียง ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบ) เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Sustainable Lifestyles) โดยเฉพาะด้าน “ความพอเพียง” ที่สอนให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพอประมาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน 3. การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข: การมุ่งเน้นพฤติกรรมเชิงบวก ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และสร้าง ระเบียบวินัยในสถานศึกษา เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุขและการไม่ใช้ความรุนแรง (Promotion of a culture of peace and non-violence) ตามที่ระบุไว้ในเป้าหมายย่อยนี้ 4. การพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21: การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผ่าน กระบวนการ PADEE Model ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคม (Social Skills) และการคิดเชิงจริยธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความเท่าเทียมและยั่งยืนในอนาคต
การพัฒนาทักษะนาฏยศัพท์และภาษาท่า โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) “เกมเศรษฐีผู้ร่ายรำ” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าเหมือด
การจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ในระดับประถมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อศิลปวัฒนธรรมไทย แต่จากการจัดการเรียนรู้พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ยังมีปัญหาในการจดจำและเชื่อมโยงนาฏยศัพท์และภาษาท่ากับการปฏิบัติจริง ขาดความมั่นใจและแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผู้พัฒนาจึงได้นำแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) มาพัฒนา “เกมเศรษฐีผู้ร่ายรำ” ซึ่งเป็นเกมกระดานที่บูรณาการเนื้อหานาฏยศัพท์และภาษาท่าผ่านการตอบคำถาม การปฏิบัติท่ารำ การ์ดภารกิจ และการทำงานร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ตัดสินใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในนาฏยศัพท์และภาษาท่าเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติท่ารำได้อย่างถูกต้อง มีความกล้าแสดงออก มีความรับผิดชอบ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ให้มีความสนุกสนาน มีความหมาย และส่งเสริมการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง
การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model
บทคัดย่อ นวัตกรรม “การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model” โรงเรียนบ้านกาดฮาว พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการสถานศึกษาให้สามารถขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ Coding ได้อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยใช้ SKS Model (Smart Kadhao School System) เป็นกรอบการบริหารจัดการ เชื่อมโยงนโยบาย แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาครู บุคลากร งบประมาณ สื่อและเทคโนโลยี การจัดการเรียนรู้ การนิเทศ กำกับ ติดตาม และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกัน ผู้บริหารทำหน้าที่เป็น ผู้ออกแบบระบบ ผู้นำทางวิชาการ ผู้สนับสนุนทรัพยากร และผู้นำด้านการประกันคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลและสารสนเทศเป็นฐานในการวางแผนและตัดสินใจ ส่งเสริมให้ครูพัฒนาความรู้และทักษะด้าน Coding, Computational Thinking, Active Learning และ STEM Education ผ่านการอบรม PLC การ Coaching และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมสนับสนุนให้ครูออกแบบกิจกรรมจากสถานการณ์จริงที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา และสร้างชิ้นงาน การดำเนินงานเชื่อมโยงกับวงจร PDCA ได้แก่ Plan – Do – Check – Act ตั้งแต่การวิเคราะห์บริบทและกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาครูและสนับสนุนทรัพยากร การนิเทศและติดตาม การประเมินผล ตลอดจนการนำข้อมูลมาสะท้อนผล ปรับปรุง และขยายผล โดยมุ่งเปลี่ยนจาก “การสอน Coding” สู่ “การสร้างระบบการเรียนรู้ที่ใช้ Coding เป็นเครื่องมือ” ในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ ผู้บริหารมีระบบบริหารจัดการที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน ครูมีความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริง และผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งทักษะการคิดเชิงคำนวณ การแก้ปัญหา และ Soft Skills นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความเป็นมาและความสำคัญของนวัตกรรม การจัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหา ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ Coding จึงมิได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะทักษะด้านเทคโนโลยี แต่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง โดยสามารถเชื่อมโยงกับ Active Learning, STEM Education และ Soft Skills ได้อย่างเหมาะสม โรงเรียนบ้านกาดฮาวได้วิเคราะห์บริบท จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของสถานศึกษา พบว่า โรงเรียนมีจุดแข็งด้านการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและครู มีแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สามารถเชื่อมโยง การวางแผน การพัฒนาครู การสนับสนุนทรัพยากร การจัดการเรียนรู้ การนิเทศติดตาม และการประเมินผล ให้เป็นระบบเดียวกัน ผู้บริหารจึงได้ออกแบบนวัตกรรมโดยใช้ SKS Model เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยยึดเทคโนโลยีและข้อมูลเป็นฐาน คำนึงถึงบริบทและอัตลักษณ์ของโรงเรียน และเชื่อมโยงภารกิจด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และการบริหารทั่วไปเข้าด้วยกัน พร้อมใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของนวัตกรรม คือ การเปลี่ยนมุมมองจาก “การจัดการเรียนรู้ Coding” ไปสู่ “การบริหารจัดการระบบการเรียนรู้ที่ใช้ Coding เป็นเครื่องมือ” โดยผู้บริหารทำหน้าที่สร้างระบบและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สนับสนุนครูให้สามารถออกแบบกิจกรรมจากสถานการณ์จริง และส่งเสริมให้ผู้เรียน “คิดจริง ทำจริง แก้ปัญหาจริง” ควบคู่กับการพัฒนา Soft Skills และการบูรณาการ STEM Education ดังนั้น โรงเรียนบ้านกาดฮาวจึงพัฒนานวัตกรรม “การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model” เพื่อเป็นระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้การขับเคลื่อน Coding เกิดความชัดเจน มีส่วนร่วม ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุง และขยายผลได้อย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การพัฒนาครู ผู้เรียน และคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
การพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่องการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิด โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนแม่แตง จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินการเขียนกรอบความคิด แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิจัยครั้งนี้เกิดจากสภาพปัญหาที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ไม่สามารถแยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อยจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญและจัดระบบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Study (ศึกษาและเรียนรู้) Act (ลงมือปฏิบัติ) Brain (ระดมสมอง) และ Display (นำเสนอผลงาน) ร่วมกับกิจกรรม Active Learning กระบวนการกลุ่ม กิจกรรม “บัตรคำหรรษาพัฒนาการเขียนกรอบความคิด” และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างกรอบความคิดด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.66 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 42.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 9.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.90 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.90 และนักเรียนทั้ง 30 คน ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัญและการเขียนกรอบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถอ่านบทความ แยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อย สรุปสาระสำคัญ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบกรอบความคิดได้อย่างเป็นระบบและถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีพัฒนาการด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills อย่างชัดเจน ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการนำเสนอผลงาน สามารถทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรายวิชาอื่นและในชีวิตประจำวันได้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการบูรณาการแนวคิด STEM Education ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างรอบด้านและยั่งยืน
นวัตกรรมการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน รูปแบบ Active2 Model ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่ความสำเร็จของผู้เรียน
นวัตกรรมการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน รูปแบบ Active2 Model ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่ความสำเร็จของผู้เรียน เป็น นวัตกรรมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง และเสริมความสามารถด้าน Soft skill ควบคู่กับการพัฒนา ( Stem Education) สถานศึกษาต้องมีระบบที่สนับสนุนให้ครูสามารถออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การใช้สื่อเทคโนโลยี หรือกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งนวัตกรรม (Innovation Space) ภายในโรงเรียน และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อเปลี่ยนบทบาทการนิเทศให้เป็นพลังขับเคลื่อนศักยภาพครู ให้สามารถสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีคุณค่าต่อตัวผู้เรียนและสังคม
นวัตกรรม Smart Survival CUPCUP” ปลูกพืช ปลูกวินัย ด้วยการจัดการเรียนรู้เกษตรเชิงรุก เพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติและเสริมสร้าง Soft Skill
การจัดการศึกษาในทศวรรษปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านทักษะการปฏิบัติงาน (Hard Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) บริบทของโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพื้นฐานอาชีพ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานเกษตรขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและระดับรายบุคคลของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาการงานอาชีพ (เกษตรกรรม) พบว่า ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่บรรลุตามเป้าหมาย คือ "อัตราการรอดของการขยายพันธุ์พืชที่อยู่ในระดับต่ำ" เนื่องจากการปักชำหรือเพาะปลูกแบบเปิดมักเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ยาก เช่น ความชื้นไม่คงที่ อุณหภูมิ ที่ผันผวน และแมลงศัตรูพืช ความล้มเหลวในการปฏิบัติงานนี้ส่งผลให้นักเรียนเกิดความท้อแท้ ขาดแรงจูงใจในการเรียน และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของนักเรียน ยังพบปัญหาสำคัญด้าน "ความรับผิดชอบและการมีวินัยในตนเอง" ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความสม่ำเสมอในการดูแลรักษาชิ้นงานของตนเอง
Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรม BPK Bath Bomb จากขมิ้นชัน ภายใต้โครงการรากแก้วแห่งปัญญา
ตามที่โรงเรียนบ้านปางกว้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ได้จัดให้มีการจัดการ เรียนการสอนบูรณาการโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning อย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครู แ ล ะ พั ฒ น า ศั ก ย ภ าพ ข อ งผู้ เรี ย น น ำไป สู่ ก าร เป็ น ส่ ว น ห นึ่ งข อ งน โย บ า ย แ ล ะ จุ ด เน้ น เพื่ อ การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสู่การปฏิบัติปีการศึกษา 2568 ในด้านที่ 1 การส่งเสริมการบริหาร วิชาการในสถานศึกษา จุดเน้นที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านปางกว้าง ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหา บริบทของสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษา ร่วมกันวิเคราะห์ตัวชี้วัดระหว่างทาง-ปลายทาง/ผลการเรียนรู้ของแต่ละรายวิชา ที่จะนำมาบูรณาการ และมีการกำหนดสาระการเรียนรู้ในหน่วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในแต่ ละระดับชั้นตามความเหมาะสม และความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน มาจัดการเรียนรู้ใน โรงเรียนอย่างมีคุณภาพทุกชั้นเรียน โดยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ เรื่อง“นวัตกรรม BPK Bath Bomb จากขมิ้นชัน ภายใต้โครงการรากแก้วแห่งปัญญา” เพื่อเป็นการแนะนำการดูแลสุขภาพเบื้องต้น และยังเป็นการนำสมุนไพรที่หาได้ง่ายในชุมชน ม า ใ ช้ ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ ร ว ม ถึ ง ส า ม า ร ถ ส ร้ า ง ร า ย ไ ด้ ใ ห้ กั บ นั ก เ รี ย น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน นักเรียนสามารถผลิตในครัวเรือนได้ด้วยตนเองโดยใช้วัสดุ อุ ป ก ร ณ์ ที่ ห า ได้ ง่ า ย ใน ท้ อ ง ถิ่ น เป็ น มิ ต ร ต่ อ สุ ข ภ า พ แ ล ะ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม เป็ น กิ จ ก ร ร ม ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยการทำงานที่ดีให้กับนักเรียน นักเรียนเรียนรู้การทำงานอาชีพและมีจิตอาสาทำงานเพื่อ ส่วนรวมและส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสำนึกสุจริต ส่งผลให้เป็นเยาวชนของประเทศชาติและพลโลก อีกทั้งยัง ส่งเสริมศักยภาพด้านการสร้างอาชีพให้แก่นักเรียนมาบูรณ าการ กับการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นบูรณ าการกับ “PANGKWANG Model”เพื่อพัฒ นาคุณ ภาพผู้เรียน ให้ครบทุกด้านตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในด้านมาตรฐาน/ตัวชี้วัด สมรรถนะ และคุณลักษณะ และครอบเนื้อหาใหม่ ที่เข้ากับบริบท ของโรงเรียน และอาศัยแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น “เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน” นอกจากนักเรียนจะได้สัมผัสกับ ภูมิปัญญาจากปราชญ์ชาวบ้านแล้วยังสามารถศึกษา วิธีการต่างๆ แล้วนำไปปฏิบัติได้จริง ตรงตามหลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการ Active Learning ได้ง่าย รู้ว่าสิ่งที่เรียนไปเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน สร้าง สถานการณ์ให้นักเรียน ในการประยุกต์ ใช้องค์ความรู้ทักษะ และเห็นคุณค่าในการ ปฏิบัติงานจนสำเร็จ แล้วเติม เต็มด้วยเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ นำมาบูรณาการเข้าสู่ห้องเรียน เพราะแหล่งเรียนรู้เป็นระบบ นิเวศทางการเรียนรู้ที่ ให้นักเรียน ได้ใช้ความรู้บนฐานของการปฏิบัติจริงจากปราชญ์ท้องถิ่น ที่มีการบ่มเพาะประสบการณ์ได้ครบทุกมิติ