คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัยแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนา : TDPSS Model ด้วยกลยุทธ์ : หนุน-เสริม-เติม-พลัง สู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยบนพื้นที่สูง โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑
โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ประเภทโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงบริเวณดอยปุย ให้บริการการศึกษาแก่ชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ๒ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยลักษณะพิเศษบนพื้นที่สูง ทั้งสภาพภูมิประเทศ การเดินทาง สภาพอากาศตามฤดูกาล และความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม ส่งผลให้การจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างจากโรงเรียนในพื้นที่ราบ จำเป็นต้องมีรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่ที่มุ่งหวังให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยควบคู่กับการธำรงอัตลักษณ์วิถีม้งและความเป็นพลเมืองไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ของโรงเรียน ว่า “ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม งามวิถีม้ง ดำรงความเป็นไทย ใช้ตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง” กล่าวคือ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เก่งวิชาการ ควบคู่ความเป็นคนดี มีวินัย มีความรับผิดชอบ ภูมิใจในวัฒนธรรมชนเผ่า (ม้ง) ของตนเอง รักษาความเป็นพลเมืองไทยที่ดี ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ที่ปรากฏในวิสัยทัศน์มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มิติ J-Joint Collaboration และ P-Primary Excellence และ L-Lifelong & Continuous Development) ควบคู่กับวงจรการบริหารจัดการคุณภาพ PDCA ซึ่งจากการวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา ๒๕๖๘ พบว่า สถานศึกษามีสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ ประการแรก ผลการประเมินมาตรฐานที่ ๑ คุณภาพของเด็ก อยู่ในระดับ "ดี" คิดเป็นร้อยละ ๗๘ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ ๒ กระบวนการบริหารและการจัดการ ร้อยละ ๘๖ ระดับดีเลิศ และมาตรฐานที่ ๓ การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ร้อยละ ๘๗ ระดับดีเลิศ โดยเฉพาะในตัวชี้วัดที่ ๑.๔.๓ ด้านพัฒนาการสติปัญญา เรื่องความสามารถในการคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล และการแก้ปัญหา พบว่าเด็กมีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลางและยังไม่บรรลุค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ ทั้งนี้ความสามารถด้านการคิดเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของศตวรรษที่ ๒๑ ที่หากไม่ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ประการที่สอง แม้กระบวนการบริหารและการจัดการในภาพรวมจะอยู่ในระดับดีเลิศ แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนชาวม้งในการจัดการศึกษาปฐมวัยยังไม่เป็นระบบและต่อเนื่องเท่าที่ควร เนื่องจากเงื่อนไขด้านการประกอบอาชีพ การเดินทาง และอุปสรรคด้านภาษา ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดของในมิติ J-Joint Collaboration ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ของโรงเรียนที่ต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ประการที่สาม จากกลยุทธ์ที่ ๓ อนุรักษ์และส่งเสริมอัตลักษณ์วิถีม้งควบคู่ความเป็นไทย และตัวชี้วัดที่ ๓.๑ กำหนดให้มีหลักสูตรท้องถิ่นหรือแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาม้งที่นำไปใช้จัดการเรียนรู้จริงอย่างน้อย ๑ หลักสูตร พบว่าในระดับปฐมวัยยังไม่มีรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีม้งกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งที่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชนม้งดอยปุยมีศักยภาพในการเป็นฐานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเด็กได้เป็นอย่างดี ประการที่สี่ ด้านกระบวนการนิเทศ ติดตาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ แม้โรงเรียนจะมีกิจกรรม PLC และนิเทศภายในตามกลยุทธ์ที่ ๕ แต่ยังขาดรูปแบบการขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน ซึ่งหากมีกระบวนการที่เป็นระบบจะช่วยให้การนำผลการประเมินไปสู่การปรับปรุงพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกรอบแนวคิดมิติ L-Lifelong & Continuous Development ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) จากสภาพปัญหาทั้ง ๔ ประการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ได้ประชุมวิเคราะห์สภาพปัญหาและได้นำมาจัดลำดับความสำคัญโดยพิจารณาจากผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและความจำเป็นเร่งด่วน ดังนี้ ลำดับที่ ๑ การพัฒนาการด้านสติปัญญา โดยเฉพาะความสามารถในการคิดรวบยอด คิดเชิงเหตุผล และการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยยังไม่บรรลุค่าเป้าหมาย ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นและการเรียนรู้ในระยะยาวของผู้เรียน ลำดับที่ ๒ ขาดรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยที่เป็นระบบและมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาลำดับที่ ๑ ให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ลำดับที่ ๓ การขาดรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีม้งกับการพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สูงโดยเฉพาะ ลำดับที่ ๔ การประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและภาคีเครือข่ายชุมชนยังไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะช่วยขยายผลความสำเร็จเมื่อระบบภายในมีความเข้มแข็งแล้ว จากการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ จึงตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการสถานศึกษาให้เหมะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีทิศทางเพื่อเป็นกรอบสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ความสำเร็จของการทำงานว่า ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริงได้หรือไม่ จึงได้คิดค้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาภายใต้ชื่อว่า "รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัยแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนา (TDPSS Model) ด้วยกลยุทธ์ : หนุน-เสริม-เติม-พลัง สู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยบนพื้นที่สูง" ขึ้น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ได้แก่ มิติ J (Joint Collaboration) และ P (Primary Excellence) เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับปฐมวัย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ "มีความรู้คู่คุณธรรม งามวิถีม้ง ดำรงความเป็นไทย ใช้ชีวิตตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง" อย่างยั่งยืนต่อไป
รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสริมสร้าง Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนม้งเป็นฐาน “มัคคุเทศก์น้อยดอยปุย” (TDPSS – Guide Model)
เป็นกรอบกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดการกับปัญหาและขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารศึกษา ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับมิติ J-Joint Collaboration ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) โดยผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้านม้ง ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจาก SAR ปีการศึกษา ๒๕๖๗ - ๒๕๖๘ เพื่อระบุปัญหาด้านพัฒนาการสติปัญญา (ตัวชี้วัด ๑.๔.๓) และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่สูง มีการจัดประชุม PLC ให้ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา ได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลรอบด้าน เช่น ผล SAR ข้อมูลพัฒนาการเด็กข้อมูลความพึงพอใจจากผู้ปกครอง เป็นต้น เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงและความต้องการในการพัฒนา ร่วมกัน เช่น การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายเชื่อมโยงกับ TDPSS Model สู่บริบทดอยปุย การร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมหลักสูตรในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โดยคณะครูทุกคน การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและอนุมัติแนวทาง โดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นวิทยากรชุมชน โดยผู้ปกครองและผู้นำชุมชนม้งบ้านดอยปุย ปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาการทอผ้า ปักผ้า และผ้าเขียนเทียนลายม้ง การแสดงเป่าแคนม้ง การให้การส่งเสริม สนับสนุน ร่วมพัฒนา ตลอดจนการให้ข้อมูลบริบทตลาดแรงงานจริงและพื้นที่ฝึกปฏิบัติ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ อุทยาแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สภาพลมหายใจเชียงใหม่ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมม้งอเมริการจากคริสตจักรดอยปุย ที่มาสอนภาษาอังกฤษ ธนาคารออมสินภาค ๘ โรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์ ตลอดจน การให้คำปรึกษาทางวิชาการและตรวจสอบคุณภาพ ได้แก่ คณะศึกษานิเทศก์ จาก สพป.เชียงใหม่ เขต ๑ และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นต้น และเป็นการแก้ปัญหากระบวนทำงานเชิงระบบ โดยริเริ่มจากการวิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพ โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. รอบที่ผ่านมา มีผลการพิจารณาเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ในระดับ ดี โดยได้รับการเสนอแนะให้สถานศึกษาควรระบุรายละเอียดกระบวนการที่ได้มาซึ่งนโยบาย จุดเน้น อัตลักษณ์ และวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับ บริบท วิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น กระบวนการนิเทศ กำกับ ติดตาม และการประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และการตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ ควรใช้วงจรคุณภาพ PDCA ซึ่งสถานศึกษานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่แล้ว โดยดำเนินการให้เป็นระบบตามขั้นตอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติงานที่เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) หรือนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ๆ ซึ่ง เป็นแนวทางหนึ่งที่สถานศึกษาสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจะส่งผลให้เกิดคุณภาพของงานที่ปฏิบัติมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จึงได้ริเริ่มคิดรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมการบริหารภายใต้ชื่อว่า รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสริมสร้าง Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนม้งเป็นฐาน “มัคคุเทศก์น้อยดอยปุย” (TDPSS – Guide Model)