คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 6 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
เขตฯ 4 ผู้จัดทำ: ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย STEM Education และกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) จากการสืบเสาะหาความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม (STEM QUEST 5E : Inquiry to Innovation Model)

บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ "STEM QUEST 5E: Inquiry to Innovation Model" ที่บูรณาการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (5Es) ร่วมกับกรอบแนวคิด QUEST Framework และการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Educationประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และสร้างสมรรถนะนวัตกรของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาพัฒนาระบบการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบผ่านโครงสร้าง Input-Process-Output-Outcome (IPOO) ร่วมกับกระบวนการขับเคลื่อนคุณภาพ PDCA และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ STEM QUEST 5E แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบวัดสมรรถนะนวัตกร และแบบประเมินชิ้นงานนวัตกรรมของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ($\bar{X}$), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($S.D.$) และการทดสอบค่าที ($t$-test dependent samples)ผลการศึกษาพบว่า:รูปแบบการเรียนรู้ STEM QUEST 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ขั้นกระตุ้นความรู้และตั้งคำถาม (Questioning & Engage - Q)ขั้นสำรวจและรวบรวมความเข้าใจ (Understanding & Explore - U)ขั้นอธิบายและสร้างองค์ความรู้ (Exploring & Explain - E)ขั้นประยุกต์และแก้ปัญหา (Solving & Elaborate - S)ขั้นรังสรรค์และต่อยอดนวัตกรรม (Transforming & Evaluate - T)ซึ่งได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุดประสิทธิผลต่อผู้เรียน: ผู้เรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ STEM QUEST 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้ปัญหา และสมรรถนะนวัตกรหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01การขับเคลื่อนเชิงระบบ: ระบบการบริหารจัดการแบบ IPOO ร่วมกับวงจร PDCA และกระบวนการ PLC ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้นักเรียนสามารถตกผลึกชิ้นงานนวัตกรรมต้นแบบที่มีคุณภาพ สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่วิถีชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: STEM QUEST 5E, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, สะพานแห่งนวัตกรรม, สมรรถนะนวัตกร, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก

โรงเรียนบ้านสันทราย รายละเอียด →
Cover
ด้าน 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการด้วยมีสุขโมเดล (MESOOK MODEL) ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอกเพื่อยกระดับสุขภาวะ 4 มิติผู้เรียน ของโรงเรียนบ้านหัวริน

การจัดทำและพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ "MESOOK MODEL ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก" ของโรงเรียนบ้านหัวริน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างองค์กรแห่งความสุข 2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้และสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ (กาย จิต สังคม ปัญญา) ของผู้เรียนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning: BBL) และ 3) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน วิธีดำเนินงาน กระบวนการพัฒนานวัตกรรมดำเนินงานผ่านกลไก MESOOK Model ประกอบด้วย การบริหารโดยข้อตกลงร่วมกัน (Management by Agreement: M) การจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานของสมอง (Brain-Based Environment: E) การสร้างความปลอดภัยและสุขลักษณะ (Safe & Clean: S) การสร้างโอกาสและการสนับสนุนด้วยระบบเพื่อนคู่คิด (Opportunity & Peer Coaching: O) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Organizational PLC: O) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความยั่งยืน (Knowledge Sharing: K) บูรณาการร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก ผ่านการจัดสร้างสนาม BBL 10 ฐาน และการปรับบริบทห้องเรียน BBL เพื่อจัดกิจกรรม Active Learning 5 ขั้นตอน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนด้วยวงจรคุณภาพ PDCA-S (Spiral) ร่วมกับการอภิปรายกลุ่มและการประเมินผลเชิงพหุวัฒนธรรม ผลการดำเนินงาน ด้านผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะสมอง กระบวนการคิด และสุขภาวะองค์รวม ส่งผลให้เจตคติต่อการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เรียนรู้อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้านครูและสถานศึกษา ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านระบบนิเทศแบบเพื่อนคู่คิด (Peer Coaching) เกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ด้านชุมชนและประโยชน์สาธารณะ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Local Ownership) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อนอกพื้นที่ และยกระดับโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของท้องถิ่น คำสำคัญ: MESOOK Model, Brain-Based Learning (BBL), การบริหารแบบมีส่วนร่วม, สุขภาวะองค์รวม, วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

โรงเรียนบ้านหัวริน รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

SWR STEM-MAKER Soft Skills Ecosystem Model ระบบนิเวศเพื่อพัฒนานวัตกรรุ่นเยาว์ ในศตวรรษที่ 21

การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การท างาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสร้างสรรค์นวัตกรรม การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน (Partnership for 21st Century Skills (P21, 2019) สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐ ดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการ ประกอบอาชีพและดรำงชีวิตได้อย่างมีความสุข (ราชกิจจานุเบกษา, 2560) รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้การจัดการศึกษายึดผู้เรียนเป็นสำคัญและส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การฝึกปฏิบัติ การคิดเป็น ทำเป็น และการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542) นอกจากนี้ พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ยังส่งเสริมให้ สถานศึกษาสามารถพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่ออนาคตและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ราชกิจจานุเบกษา, 2562) โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) ได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับภาพรวมและรายบุคคล โดยใช้ข้อมูลจากผลการเรียน ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน ผล การทดสอบระดับชาติ ผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศจากการนิเทศภายในและการ ติดตามพัฒนาการของผู้เรียน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้นักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังมี ประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาในด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การประยุกต์ใช้ความรู้ใน สถานการณ์จริง การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสมรรถนะสคัญำตามเป้าประสงค์ของ สถานศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมที่สามารถ น าไปใช้ได้จริง รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หลากหลายได้อย่างมีความสุข (โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร), 2568) ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลเพิ่มเติม พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกัน ด้านศักยภาพ ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ ขณะที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในบางส่วนยังเน้นการรับความรู้ มากกว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้ผู้เรียนจวนำนหนึ่งยังไม่สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง (Practical Skills) และสมรรถนะด้าน STEM Education ได้เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จ าเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ภาวะผู้นำ (Leadership) และการ ปรับตัว (Adaptability) ซึ่งเป็นทักษะที่ภาคการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคตให้ความสคัญำอย่างยิ่ง (World Economic Forum, 2025) โรงเรียนจึงได้ดำเนินการวิเคราะห์ปัญหาและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาโดย อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน การประชุมชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ผลการนิเทศภายใน และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบประเด็นปัญหาสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้เรียนยังขาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง (2) การบูรณาการ STEM Education กับการพัฒนา Soft Skills ยังไม่เป็นระบบทั้งโรงเรียน (3) ผู้เรียนยังมีโอกาสจำกัดในการสร้าง นวัตกรรมจากสถานการณ์จริง และ (4) การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทของชุมชนยังไม่ครอบคลุมทุกระดับชั้น และเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาตามเกณฑ์ผลกระทบต่อคุณภาพผู้เรียน ความสอดคล้องกับ นโยบายการศึกษา และความเป็นไปได้ในการดำเนินการ พบว่า ปัญหาที่มีความสำคัญสูงสุด คือ “การขาดระบบบริหารจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะด้าน STEM Education และ Soft Skills อย่างเป็นระบบทั้งโรงเรียน” เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียนในระยะยาวและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา

โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) รายละเอียด →

โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาขนาดกลางที่มุ่งมั่น พัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศและแบบ ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน ทั้งในภาพรวมระดับสถานศึกษาและระดับรายบุคคล พบว่า ผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ยังคงมีผลสัมฤทธิ์และสมรรถนะด้านการสื่อสาร ภาษาอังกฤษที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง เมื่อวิเคราะห์ความเป็นมาและสภาพปัญหาอย่าง ละเอียดพบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมส่วนใหญ่ยังคงเน้นการท่องจำโครงสร้าง ไวยากรณ์และคำศัพท์แบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการสู่การนำไปใช้ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดโอกาสใน การฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษในรูปแบบของการปฏิบัติจริง นักเรียนส่วนใหญ่จึงขาดความมั่นใจ ไม่ กล้าแสดงออก และไม่สามารถเชื่อมโยงทักษะทางภาษาเข้ากับการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงการขาดสมรรถนะด้านซอฟต์สกิลที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เพื่อแนวทางการแก้ปัญหาที่ตรงจุด จึงได้ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของโรงเรียน โดยในกระบวนการพัฒนานวัตกรรม FUNgLish Model ที่ได้ส่งผลงานและนำไปใช้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการชี้แนะและข้อเสนอแนะอัน เป็นประโยชน์ยิ่งจากคณะผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้ให้แนวคิดในการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรม เดิมให้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประกอบกับการนำข้อเสนอแนะดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกับผู้บริหารและเพื่อนครู ผลการวิเคราะห์และ จัดลำดับความสำคัญของปัญหาพบว่า "การขาดทักษะภาคปฏิบัติและความต่อเนื่องในการฝึกฝน ซอฟต์สกิล" เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องนำมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเดิมเป็น ลำดับแรก ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงตัดสินใจเลือกปัญหานี้มาดำเนินการแก้ไข และปรับเยียวยา เนื่องจากมีความเป็นไปได้จริง (Feasibility) ในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ทรัพยากรที่มีอยู่ และข้อคิดเห็นเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ โดยได้นำทฤษฎีการสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มา บูรณาการขยายผล ยกระดับนวัตกรรมเดิมสู่ "รูปแบบการจัดการเรียนรู้ FUNgLish-Active & Smart" โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติและสมรรถนะด้านซอฟต์สกิล (Soft Skills) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออก มีความสุขใน การเรียนรู้ และสามารถนำทักษะภาษาอังกฤษไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตจริงได้อย่างยั่งยืน

โรงเรียนบ้านสันทราย รายละเอียด →

แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.๒๕๖๐ : ค-ช) ที่กล่าวถึง ความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงกดดันภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสังคมโลก อันเนื่องจากการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ (The Fourth Industrial Revolution)การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ๒๕๗๓ (Sustainable Development Goals : SDGs ๒๐๓๐) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน รวมทั้งผลกระทบของการเป็นประชาคมอาเซียนและความต้องการกำลังคนที่มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบกับแรงกดดันจากภายในประเทศจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ การติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชากรที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วรวมทั้งระบบการศึกษาที่ยังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับ จุดอ่อนของระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ยังไม่เหมาะสมขาดความคล่องตัวยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมและการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจิตสาธารณะของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สนองและรองรับความท้าทายดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและคุณธรรมให้กับเยาวชน อีกทั้งจากข้อมูลแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗:๓) ได้ระบุจุดเน้นสำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับสมรรถนะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ให้กับผู้เรียน รวมถึงการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสภาพจริงของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗ : ๘-๙) พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์และวัฒนธรรมต่างชาติอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดความมีวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะในการคิดวิเคราะห์เชิงจริยธรรม นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบระดับชาติ เช่น RT, NT, O-NET และสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบ PISA ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ จากสถานการณ์ดังกล่าว สถานศึกษาจึงได้นำข้อมูลมาดำเนินการ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและรายบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ผนวกกับการศึกษา วิเคราะห์ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก (SWOT Analysis) ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของสถานศึกษา กระบวนการดังกล่าวทำให้ค้นพบข้อจำกัดและช่องโหว่ของการบริหารจัดการแบบเดิม จึงนำมาสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และเลือกปัญหาที่มีความเป็นไปได้ในการแก้ไขและพัฒนาสูงสุด นั่นคือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาทางโรงเรียนจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากการใช้นวัตกรรมเดิมคือ “METTA MODEL” ซึ่งเน้นกระบวนการบริหารจัดการ (การวางแผน, การปฏิบัติ, การติดตาม, การปรับปรุง, และการชื่นชม) แต่พบว่าโครงสร้างดังกล่าวยังเป็นเพียงกรอบการทำงานของผู้บริหารและครูเป็นหลัก ยังไม่สามารถเจาะลึกทะลุทะลวงไปถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง “ตัวตน (Ontological self)” และ “ปัญญาภายใน (Inner Wisdom)” ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ผู้เรียนยังคงตอบสนองต่อกิจกรรมคุณธรรมในลักษณะของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการเกิดค่านิยมที่ฝังลึกจากภายในจิตใจ ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับและ “ต่อยอด” นวัตกรรมการบริหารให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม นำมาสู่การพัฒนานวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) ซึ่งเป็นการผสาน ๓ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ๑) ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการเชิงระบบ (METTA) ๒) ศาสตร์แห่งค่านิยมศึกษา (Values-based Education - VbE) ที่ใช้หลัก MIRACLE ในการจัดกระทำกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เป็นระบบนิเวศแห่งการหล่อหลอมจิตใจ และ ๓) ศาสตร์แห่งกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูง (Experiential Learning) ที่ดึงผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัยให้เผชิญความท้าทาย ลงมือทำ สะท้อนคิดและยกระดับความเข้าใจ เป็นเกลียวแห่งปัญญา (Spiral Effect) ที่ไม่ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม การพัฒนานวัตกรรมนี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับทิศทางการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบ (PISA/O-NET), การจัดกิจกรรมส่งเสริม พหุปัญญาแบบ Active Learning, การสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมธนาคารโรงเรียน, ตลอดจนการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement ) เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา นวัตกรรมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารใช้เพื่อพลิกโฉม (Transform) วัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนครูจากการเป็นผู้บอกสอน (Instructor) ให้เป็นครูโค้ช (Facilitator) และเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้รับความรู้ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีเป้าหมายชีวิตที่งดงาม และมีสมรรถนะพร้อมเผชิญโลกอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป

โรงเรียนวัดบวกครกเหนือ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน

การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนานวัตกรรม 2) ยกร่างและประเมินร่างนวัตกรรม 3) ทดลองและขยายผลการใช้นวัตกรรม และ 4) ประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร ครู นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินร่างนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า : สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่า PNI Modified เท่ากับ 0.47 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดผู้เรียนมีสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ นวัตกรรม RARE S-TEAM Model ยังส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานศึกษามีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

โรงเรียนวัดเวฬุวัน รายละเอียด →