คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้ หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและ การมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เ
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนควรยึดบริบทท้องถิ่นเป็นฐาน โดยบูรณาการภูมิปัญญา วัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และศักยภาพของชุมชนผ่านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของท้องถิ่น และสามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและผลการวิจัยที่ยืนยันว่าหลักสูตรท้องถิ่นสามารถส่งเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีบริบทใน ด้านความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ส่งเสริมให้สถานศึกษานำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นตามบริบทของตนเองโดยในระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้ศึกษาการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิดของโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรจำนวน 15 โรงเรียน ในระยะที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้ขยายผลการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นสู่ 138 โรงเรียนและมีการประเมินหลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยผลการนิเทศและการสำรวจความต้องการจำเป็นของครูพบว่า ครูยังต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ การสร้างผลิตภัณฑ์ การประเมินผล และการตลาดออนไลน์ รวมทั้งมีความต้องการรูปแบบการนิเทศที่เน้นการโค้ช (Coaching) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การนิเทศออนไลน์ และการนิเทศเชิงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ต่อผู้เรียนอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME Model ในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อการใช้รูปแบบดังกล่าว การดำเนินงานใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพบริบท ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน รวมทั้งการสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และระยะที่ 3 การนำรูปแบบไปใช้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พร้อมทั้งติดตามประเมินผลและศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะอาชีพของผู้เรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผลการนิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. รูปแบบการนิเทศ PUCME Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ P (Planning), U (Understanding), C (Cooperative Networking), M (Monitoring and Assessment) และ E (Empowering Teachers)การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) มีองค์ประกอบครบถ้วนครอบคลุมหลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือ การวัดและประเมินผล ตลอดจนเงื่อนไขความสำเร็จของการนำรูปแบบไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ามีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ครูผู้สอนมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถบูรณาการหลักสูตรท้องถิ่นกับการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่น เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมและสามารถ นำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ระหว่างเรียน ผลการประเมินภาพรวมสะท้อนว่าบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่กำหนดไว้โดยผู้เรียน ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะอาชีพ ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้และโรงเรียนมีผลิตภัณฑ์หรือบริการจากหลักสูตรท้องถิ่นตามเป้าหมายของโครงการ 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกด้าน โดยเฉพาะด้าน ความชัดเจนของรูปแบบ ความเหมาะสมของกระบวนการนิเทศ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การให้คำปรึกษาและการนิเทศแบบกัลยาณมิตร การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการนำผล การนิเทศไปใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาครู ผู้เรียน และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน