คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล
โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ตั้งอยู่ในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาบนพื้นที่สูงที่มีบริบทเฉพาะด้านภูมิประเทศ การคมนาคม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเป็นทั้งอัตลักษณ์และเงื่อนไขสำคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจึงมิอาจมุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับรายบุคคล โดยพิจารณาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับข้อมูลด้านสุขภาวะ ได้แก่ ภาวะโภชนาการ สมรรถภาพทางกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิตจากแบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) ข้อมูลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และข้อมูลจากการเยี่ยมบ้าน พบว่า นักเรียนบางส่วนยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต และความปลอดภัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพร้อมในการเรียนรู้ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว เมื่อพิจารณาสาเหตุของปัญหา พบว่าไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงด้านเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของบริบทพื้นที่สูง ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเข้าถึงบริการสาธารณสุข วิถีชีวิตและพฤติกรรมด้านโภชนาการ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่งผลให้การดูแลสุขภาวะนักเรียนจำเป็นต้องอาศัยระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล การป้องกัน การส่งเสริม การดูแลช่วยเหลือ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่การดำเนินงานแบบแยกส่วนเป็นรายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมีศักยภาพและต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา ได้แก่ บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง แหล่งเรียนรู้และฐานการเรียนรู้งานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล โรงเรียนเครือข่าย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพบริบท ปัญหา และศักยภาพดังกล่าว โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะจึงกำหนด “การพัฒนาสุขภาวะนักเรียน” เป็นจุดคานงัด (Leverage Point) สำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายภารกิจ ให้เป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่มีข้อมูลสารสนเทศเป็นฐาน เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA อันนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล” เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้เรียน
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล)
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล) นี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการ “สร้างคนดีเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDG 4.7 ในระดับสถานศึกษา เพื่อส่งต่อทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมระดับจังหวัดและระดับสากลต่อไป 1. การสร้างความเป็นพลเมือง (Citizenship Education): นวัตกรรม PADEE Model มุ่งเน้นการบ่ม เพาะลักษณะนิสัยการเป็น “พลเมืองดี” ตามพระบรมราโชบายฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ สอดคล้องกับความมุ่งหมายของ SDG 4.7 ที่ต้องการให้ผู้เรียนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเองต่อโลก 2. การปลูกฝังทัศนคติและค่านิยม (Values & Attitudes): การขับเคลื่อนคุณธรรมอัตลักษณ์ 3 ด้านของ โรงเรียน (ความพอเพียง ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบ) เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Sustainable Lifestyles) โดยเฉพาะด้าน “ความพอเพียง” ที่สอนให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพอประมาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน 3. การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข: การมุ่งเน้นพฤติกรรมเชิงบวก ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และสร้าง ระเบียบวินัยในสถานศึกษา เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุขและการไม่ใช้ความรุนแรง (Promotion of a culture of peace and non-violence) ตามที่ระบุไว้ในเป้าหมายย่อยนี้ 4. การพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21: การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผ่าน กระบวนการ PADEE Model ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคม (Social Skills) และการคิดเชิงจริยธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความเท่าเทียมและยั่งยืนในอนาคต
การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model
บทคัดย่อ นวัตกรรม “การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model” โรงเรียนบ้านกาดฮาว พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการสถานศึกษาให้สามารถขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ Coding ได้อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยใช้ SKS Model (Smart Kadhao School System) เป็นกรอบการบริหารจัดการ เชื่อมโยงนโยบาย แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาครู บุคลากร งบประมาณ สื่อและเทคโนโลยี การจัดการเรียนรู้ การนิเทศ กำกับ ติดตาม และเครือข่ายความร่วมมือเข้าด้วยกัน ผู้บริหารทำหน้าที่เป็น ผู้ออกแบบระบบ ผู้นำทางวิชาการ ผู้สนับสนุนทรัพยากร และผู้นำด้านการประกันคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลและสารสนเทศเป็นฐานในการวางแผนและตัดสินใจ ส่งเสริมให้ครูพัฒนาความรู้และทักษะด้าน Coding, Computational Thinking, Active Learning และ STEM Education ผ่านการอบรม PLC การ Coaching และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมสนับสนุนให้ครูออกแบบกิจกรรมจากสถานการณ์จริงที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหา และสร้างชิ้นงาน การดำเนินงานเชื่อมโยงกับวงจร PDCA ได้แก่ Plan – Do – Check – Act ตั้งแต่การวิเคราะห์บริบทและกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาครูและสนับสนุนทรัพยากร การนิเทศและติดตาม การประเมินผล ตลอดจนการนำข้อมูลมาสะท้อนผล ปรับปรุง และขยายผล โดยมุ่งเปลี่ยนจาก “การสอน Coding” สู่ “การสร้างระบบการเรียนรู้ที่ใช้ Coding เป็นเครื่องมือ” ในการพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ ผู้บริหารมีระบบบริหารจัดการที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน ครูมีความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริง และผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งทักษะการคิดเชิงคำนวณ การแก้ปัญหา และ Soft Skills นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ความเป็นมาและความสำคัญของนวัตกรรม การจัดการศึกษาในปัจจุบันมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหา ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ Coding จึงมิได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะทักษะด้านเทคโนโลยี แต่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง โดยสามารถเชื่อมโยงกับ Active Learning, STEM Education และ Soft Skills ได้อย่างเหมาะสม โรงเรียนบ้านกาดฮาวได้วิเคราะห์บริบท จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของสถานศึกษา พบว่า โรงเรียนมีจุดแข็งด้านการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและครู มีแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สามารถเชื่อมโยง การวางแผน การพัฒนาครู การสนับสนุนทรัพยากร การจัดการเรียนรู้ การนิเทศติดตาม และการประเมินผล ให้เป็นระบบเดียวกัน ผู้บริหารจึงได้ออกแบบนวัตกรรมโดยใช้ SKS Model เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยยึดเทคโนโลยีและข้อมูลเป็นฐาน คำนึงถึงบริบทและอัตลักษณ์ของโรงเรียน และเชื่อมโยงภารกิจด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และการบริหารทั่วไปเข้าด้วยกัน พร้อมใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของนวัตกรรม คือ การเปลี่ยนมุมมองจาก “การจัดการเรียนรู้ Coding” ไปสู่ “การบริหารจัดการระบบการเรียนรู้ที่ใช้ Coding เป็นเครื่องมือ” โดยผู้บริหารทำหน้าที่สร้างระบบและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สนับสนุนครูให้สามารถออกแบบกิจกรรมจากสถานการณ์จริง และส่งเสริมให้ผู้เรียน “คิดจริง ทำจริง แก้ปัญหาจริง” ควบคู่กับการพัฒนา Soft Skills และการบูรณาการ STEM Education ดังนั้น โรงเรียนบ้านกาดฮาวจึงพัฒนานวัตกรรม “การบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ Coding ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง เสริมสร้าง Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education ด้วย SKS Model” เพื่อเป็นระบบบริหารจัดการที่ช่วยให้การขับเคลื่อน Coding เกิดความชัดเจน มีส่วนร่วม ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สามารถนิเทศ ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุง และขยายผลได้อย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การพัฒนาครู ผู้เรียน และคุณภาพสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรม BPK Bath Bomb จากขมิ้นชัน ภายใต้โครงการรากแก้วแห่งปัญญา
ตามที่โรงเรียนบ้านปางกว้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ได้จัดให้มีการจัดการ เรียนการสอนบูรณาการโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning อย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครู แ ล ะ พั ฒ น า ศั ก ย ภ าพ ข อ งผู้ เรี ย น น ำไป สู่ ก าร เป็ น ส่ ว น ห นึ่ งข อ งน โย บ า ย แ ล ะ จุ ด เน้ น เพื่ อ การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสู่การปฏิบัติปีการศึกษา 2568 ในด้านที่ 1 การส่งเสริมการบริหาร วิชาการในสถานศึกษา จุดเน้นที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านปางกว้าง ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหา บริบทของสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษา ร่วมกันวิเคราะห์ตัวชี้วัดระหว่างทาง-ปลายทาง/ผลการเรียนรู้ของแต่ละรายวิชา ที่จะนำมาบูรณาการ และมีการกำหนดสาระการเรียนรู้ในหน่วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในแต่ ละระดับชั้นตามความเหมาะสม และความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน มาจัดการเรียนรู้ใน โรงเรียนอย่างมีคุณภาพทุกชั้นเรียน โดยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ เรื่อง“นวัตกรรม BPK Bath Bomb จากขมิ้นชัน ภายใต้โครงการรากแก้วแห่งปัญญา” เพื่อเป็นการแนะนำการดูแลสุขภาพเบื้องต้น และยังเป็นการนำสมุนไพรที่หาได้ง่ายในชุมชน ม า ใ ช้ ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ ร ว ม ถึ ง ส า ม า ร ถ ส ร้ า ง ร า ย ไ ด้ ใ ห้ กั บ นั ก เ รี ย น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน นักเรียนสามารถผลิตในครัวเรือนได้ด้วยตนเองโดยใช้วัสดุ อุ ป ก ร ณ์ ที่ ห า ได้ ง่ า ย ใน ท้ อ ง ถิ่ น เป็ น มิ ต ร ต่ อ สุ ข ภ า พ แ ล ะ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม เป็ น กิ จ ก ร ร ม ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยการทำงานที่ดีให้กับนักเรียน นักเรียนเรียนรู้การทำงานอาชีพและมีจิตอาสาทำงานเพื่อ ส่วนรวมและส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสำนึกสุจริต ส่งผลให้เป็นเยาวชนของประเทศชาติและพลโลก อีกทั้งยัง ส่งเสริมศักยภาพด้านการสร้างอาชีพให้แก่นักเรียนมาบูรณ าการ กับการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นบูรณ าการกับ “PANGKWANG Model”เพื่อพัฒ นาคุณ ภาพผู้เรียน ให้ครบทุกด้านตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในด้านมาตรฐาน/ตัวชี้วัด สมรรถนะ และคุณลักษณะ และครอบเนื้อหาใหม่ ที่เข้ากับบริบท ของโรงเรียน และอาศัยแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น “เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน” นอกจากนักเรียนจะได้สัมผัสกับ ภูมิปัญญาจากปราชญ์ชาวบ้านแล้วยังสามารถศึกษา วิธีการต่างๆ แล้วนำไปปฏิบัติได้จริง ตรงตามหลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการ Active Learning ได้ง่าย รู้ว่าสิ่งที่เรียนไปเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน สร้าง สถานการณ์ให้นักเรียน ในการประยุกต์ ใช้องค์ความรู้ทักษะ และเห็นคุณค่าในการ ปฏิบัติงานจนสำเร็จ แล้วเติม เต็มด้วยเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ นำมาบูรณาการเข้าสู่ห้องเรียน เพราะแหล่งเรียนรู้เป็นระบบ นิเวศทางการเรียนรู้ที่ ให้นักเรียน ได้ใช้ความรู้บนฐานของการปฏิบัติจริงจากปราชญ์ท้องถิ่น ที่มีการบ่มเพาะประสบการณ์ได้ครบทุกมิติ
4S-Green Soft Power Model
ชื่อนวัตกรรม: 4S-Green Soft Power Model : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาเชิงรุก เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียวแห่งอนาคต ผู้รับผิดชอบ: นางพิมม์ปภัส พูนพงศ์ภาสิน ตำแหน่ง/สังกัด: ครู โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ปีงบประมาณ: พ.ศ. 2569 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “4S-Green Soft Power Model” เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียว2)เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตทักษะทางวิทยาศาสตร์และจิตสำนึกพลเมืองสีเขียวของผู้เรียน 3) เพื่อพัฒนาทักษะ Soft Power และภาวะผู้นำของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสารสร้างสรรค์ การผลิตสื่อ การคิดเชิงออกแบบ และการทำงานร่วมกับชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4S – GREEN SOFT POWER และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะพลเมืองสีเขียว แบบประเมินทักษะชีวิตและทักษะวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า: ด้านกระบวนการพัฒนานวัตกรรม: รูปแบบ "4S-Green Soft Power Model" ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่สอดประสานกัน 4 ขั้นตอน ภายใต้วงจรการบริหารคุณภาพ PDCA ได้แก่ S1: Search ค้นหาและกำหนดประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่, S2: Survey สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย, S3: Save ปฏิบัติการอนุรักษ์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และ S4: Share เผยแพร่และขยายผลSoft Power สู่สาธารณะ ซึ่งมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย = 4.85, S.D. = 0.80) และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ด้านผลที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน: นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีพัฒนาการด้านสมรรถนะพลเมือสีเขียวแห่งอนาคตพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านค่านิยมสีเขียว (Green Values) (x̄ = 4.89, S.D. = 0.58) รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติสีเขียว (Green Action) (x̄ = 4.84, S.D. = 0.61) ด้านทักษะสีเขียว (Green Skills) (x̄ = 4.78, S.D. = 0.67) และด้านความรู้สีเขียว (Green Knowledge) (x̄ = 4.73, S.D. = 0.70) ตามลำดับ ด้านผลผลิต ผลลัพธ์ และการยอมรับ: เกิดนวัตกรรมสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Facebook Page “MT มหิงสาผู้พิทักษ์ธรรมชาติ” ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาพรวมคณะครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานของนวัตกรรมนี้อยู่ในระดับมากที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพ
โคมล้านนาสร้างสรรค์บูรณาการศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นกับการเรียนรู้ STEAM
ในยุคศตวรรษที่ 21 การจัดการศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายสนับสนุนให้สถานศึกษานำกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาใช้ในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการองค์ความรู้ตามแนวคิด STEAM Education ซึ่งผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ เข้าด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดเชิงออกแบบและสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นระบบ โรงเรียนแม่แตง ตั้งอยู่ในบริบทท้องถิ่นที่มีความรวบรวมไปด้วยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นล้านนาอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โคมล้านนา" ซึ่งเป็นหัตถกรรมที่มีอัตลักษณ์และสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม จากบริบทการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันพบว่า การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์ตามรูปแบบเดิม ขาดการเชื่อมโยงกับทักษะทางเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ชิ้นงาน ประกอบกับทักษะกระบวนการทำงานเป็นทีมและการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียนยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “โคมล้านนาสร้างสรรค์” โดยนำวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) มาขับเคลื่อนร่วมกับรูปแบบการจัดกิจกรรม KHOM Model 4 ขั้นตอน อันประกอบด้วย ขั้นการแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) ขั้นกระบวนการสร้างสรรค์ (How to Create) ขั้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ (Origination & Innovation) และขั้นการเรียนรู้และแบ่งปัน (Mastery & Sharing) การดำเนินงานดังกล่าวร้อยรัดเอาทักษะศิลปะพื้นถิ่นเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรมและการคำนวณตามแนวทาง STEAM เพื่อเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับความรู้ (Passive Learner) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมสมัย (Innovative Creator) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิด การเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์แห่งตน และถือเป็นแนวทางสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ ควบคู่ไปกับการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชนอำเภอแม่แตงให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย STEM Education และกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) จากการสืบเสาะหาความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม (STEM QUEST 5E : Inquiry to Innovation Model)
บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ "STEM QUEST 5E: Inquiry to Innovation Model" ที่บูรณาการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (5Es) ร่วมกับกรอบแนวคิด QUEST Framework และการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Educationประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และสร้างสมรรถนะนวัตกรของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาพัฒนาระบบการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบผ่านโครงสร้าง Input-Process-Output-Outcome (IPOO) ร่วมกับกระบวนการขับเคลื่อนคุณภาพ PDCA และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ STEM QUEST 5E แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบวัดสมรรถนะนวัตกร และแบบประเมินชิ้นงานนวัตกรรมของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ($\bar{X}$), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($S.D.$) และการทดสอบค่าที ($t$-test dependent samples)ผลการศึกษาพบว่า:รูปแบบการเรียนรู้ STEM QUEST 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ขั้นกระตุ้นความรู้และตั้งคำถาม (Questioning & Engage - Q)ขั้นสำรวจและรวบรวมความเข้าใจ (Understanding & Explore - U)ขั้นอธิบายและสร้างองค์ความรู้ (Exploring & Explain - E)ขั้นประยุกต์และแก้ปัญหา (Solving & Elaborate - S)ขั้นรังสรรค์และต่อยอดนวัตกรรม (Transforming & Evaluate - T)ซึ่งได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุดประสิทธิผลต่อผู้เรียน: ผู้เรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ STEM QUEST 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้ปัญหา และสมรรถนะนวัตกรหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01การขับเคลื่อนเชิงระบบ: ระบบการบริหารจัดการแบบ IPOO ร่วมกับวงจร PDCA และกระบวนการ PLC ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้นักเรียนสามารถตกผลึกชิ้นงานนวัตกรรมต้นแบบที่มีคุณภาพ สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่วิถีชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: STEM QUEST 5E, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, สะพานแห่งนวัตกรรม, สมรรถนะนวัตกร, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการด้วยมีสุขโมเดล (MESOOK MODEL) ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอกเพื่อยกระดับสุขภาวะ 4 มิติผู้เรียน ของโรงเรียนบ้านหัวริน
การจัดทำและพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ "MESOOK MODEL ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก" ของโรงเรียนบ้านหัวริน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างองค์กรแห่งความสุข 2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้และสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ (กาย จิต สังคม ปัญญา) ของผู้เรียนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning: BBL) และ 3) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน วิธีดำเนินงาน กระบวนการพัฒนานวัตกรรมดำเนินงานผ่านกลไก MESOOK Model ประกอบด้วย การบริหารโดยข้อตกลงร่วมกัน (Management by Agreement: M) การจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานของสมอง (Brain-Based Environment: E) การสร้างความปลอดภัยและสุขลักษณะ (Safe & Clean: S) การสร้างโอกาสและการสนับสนุนด้วยระบบเพื่อนคู่คิด (Opportunity & Peer Coaching: O) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Organizational PLC: O) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความยั่งยืน (Knowledge Sharing: K) บูรณาการร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก ผ่านการจัดสร้างสนาม BBL 10 ฐาน และการปรับบริบทห้องเรียน BBL เพื่อจัดกิจกรรม Active Learning 5 ขั้นตอน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนด้วยวงจรคุณภาพ PDCA-S (Spiral) ร่วมกับการอภิปรายกลุ่มและการประเมินผลเชิงพหุวัฒนธรรม ผลการดำเนินงาน ด้านผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะสมอง กระบวนการคิด และสุขภาวะองค์รวม ส่งผลให้เจตคติต่อการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เรียนรู้อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้านครูและสถานศึกษา ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านระบบนิเทศแบบเพื่อนคู่คิด (Peer Coaching) เกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ด้านชุมชนและประโยชน์สาธารณะ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Local Ownership) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อนอกพื้นที่ และยกระดับโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของท้องถิ่น คำสำคัญ: MESOOK Model, Brain-Based Learning (BBL), การบริหารแบบมีส่วนร่วม, สุขภาวะองค์รวม, วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัยแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนา : TDPSS Model ด้วยกลยุทธ์ : หนุน-เสริม-เติม-พลัง สู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยบนพื้นที่สูง โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑
โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ประเภทโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงบริเวณดอยปุย ให้บริการการศึกษาแก่ชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ๒ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยลักษณะพิเศษบนพื้นที่สูง ทั้งสภาพภูมิประเทศ การเดินทาง สภาพอากาศตามฤดูกาล และความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม ส่งผลให้การจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างจากโรงเรียนในพื้นที่ราบ จำเป็นต้องมีรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่ที่มุ่งหวังให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยควบคู่กับการธำรงอัตลักษณ์วิถีม้งและความเป็นพลเมืองไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ของโรงเรียน ว่า “ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม งามวิถีม้ง ดำรงความเป็นไทย ใช้ตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง” กล่าวคือ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เก่งวิชาการ ควบคู่ความเป็นคนดี มีวินัย มีความรับผิดชอบ ภูมิใจในวัฒนธรรมชนเผ่า (ม้ง) ของตนเอง รักษาความเป็นพลเมืองไทยที่ดี ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ที่ปรากฏในวิสัยทัศน์มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มิติ J-Joint Collaboration และ P-Primary Excellence และ L-Lifelong & Continuous Development) ควบคู่กับวงจรการบริหารจัดการคุณภาพ PDCA ซึ่งจากการวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา ๒๕๖๘ พบว่า สถานศึกษามีสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ ประการแรก ผลการประเมินมาตรฐานที่ ๑ คุณภาพของเด็ก อยู่ในระดับ "ดี" คิดเป็นร้อยละ ๗๘ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ ๒ กระบวนการบริหารและการจัดการ ร้อยละ ๘๖ ระดับดีเลิศ และมาตรฐานที่ ๓ การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ร้อยละ ๘๗ ระดับดีเลิศ โดยเฉพาะในตัวชี้วัดที่ ๑.๔.๓ ด้านพัฒนาการสติปัญญา เรื่องความสามารถในการคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล และการแก้ปัญหา พบว่าเด็กมีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลางและยังไม่บรรลุค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ ทั้งนี้ความสามารถด้านการคิดเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของศตวรรษที่ ๒๑ ที่หากไม่ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ประการที่สอง แม้กระบวนการบริหารและการจัดการในภาพรวมจะอยู่ในระดับดีเลิศ แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนชาวม้งในการจัดการศึกษาปฐมวัยยังไม่เป็นระบบและต่อเนื่องเท่าที่ควร เนื่องจากเงื่อนไขด้านการประกอบอาชีพ การเดินทาง และอุปสรรคด้านภาษา ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดของในมิติ J-Joint Collaboration ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ของโรงเรียนที่ต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ประการที่สาม จากกลยุทธ์ที่ ๓ อนุรักษ์และส่งเสริมอัตลักษณ์วิถีม้งควบคู่ความเป็นไทย และตัวชี้วัดที่ ๓.๑ กำหนดให้มีหลักสูตรท้องถิ่นหรือแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาม้งที่นำไปใช้จัดการเรียนรู้จริงอย่างน้อย ๑ หลักสูตร พบว่าในระดับปฐมวัยยังไม่มีรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีม้งกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งที่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชนม้งดอยปุยมีศักยภาพในการเป็นฐานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเด็กได้เป็นอย่างดี ประการที่สี่ ด้านกระบวนการนิเทศ ติดตาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ แม้โรงเรียนจะมีกิจกรรม PLC และนิเทศภายในตามกลยุทธ์ที่ ๕ แต่ยังขาดรูปแบบการขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน ซึ่งหากมีกระบวนการที่เป็นระบบจะช่วยให้การนำผลการประเมินไปสู่การปรับปรุงพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกรอบแนวคิดมิติ L-Lifelong & Continuous Development ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) จากสภาพปัญหาทั้ง ๔ ประการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ได้ประชุมวิเคราะห์สภาพปัญหาและได้นำมาจัดลำดับความสำคัญโดยพิจารณาจากผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและความจำเป็นเร่งด่วน ดังนี้ ลำดับที่ ๑ การพัฒนาการด้านสติปัญญา โดยเฉพาะความสามารถในการคิดรวบยอด คิดเชิงเหตุผล และการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยยังไม่บรรลุค่าเป้าหมาย ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นและการเรียนรู้ในระยะยาวของผู้เรียน ลำดับที่ ๒ ขาดรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยที่เป็นระบบและมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาลำดับที่ ๑ ให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ลำดับที่ ๓ การขาดรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีม้งกับการพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สูงโดยเฉพาะ ลำดับที่ ๔ การประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและภาคีเครือข่ายชุมชนยังไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะช่วยขยายผลความสำเร็จเมื่อระบบภายในมีความเข้มแข็งแล้ว จากการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ จึงตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการสถานศึกษาให้เหมะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีทิศทางเพื่อเป็นกรอบสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ความสำเร็จของการทำงานว่า ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริงได้หรือไม่ จึงได้คิดค้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาภายใต้ชื่อว่า "รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัยแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนา (TDPSS Model) ด้วยกลยุทธ์ : หนุน-เสริม-เติม-พลัง สู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยบนพื้นที่สูง" ขึ้น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ได้แก่ มิติ J (Joint Collaboration) และ P (Primary Excellence) เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับปฐมวัย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ "มีความรู้คู่คุณธรรม งามวิถีม้ง ดำรงความเป็นไทย ใช้ชีวิตตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง" อย่างยั่งยืนต่อไป
MT GROW Scholarship Model: การพัฒนาระบบแนะแนวเชิงรุกร่วมกับภาคี เครือข่ายและคลังดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงทุนการศึกษาและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการแนะแนวเชิงรุก ด้วยกระบวนการ GROW Coaching ร่วมกับภาคีเครือข่ายและคลังสารสนเทศดิจิทัล (MT GROW Scholarship Model) สําหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ส่งเสริมและเพิ่มโอกาสการ เข้าถึงทุนการศึกษาและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 3) ประเมินความพึงพอใจและการมี ส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และ 4) ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถดําเนินการตามเงื่อนไขของกองทุนฯ ได้ อย่างครบถ้วน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 36 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง นวัตกรรม MT GROW Scholarship Model บูรณา การแนวคิด GROW Coaching (Goal, Reality, Options, Will) ร่วมกับการบริหารจัดการแบบมี ส่วนร่วม และการใช้คลังสารสนเทศดิจิทัลเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูล ผลการดําเนินงานพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงคลังสารสนเทศดิจิทัลและได้รับการ แนะแนวเชิงรุกคิดเป็นร้อยละ 100 สามารถสะสมชั่วโมงจิตอาสาและผ่านการอบรม SET e-Learning ได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ 2) มีระบบการแก้ไขปัญหาผลการเรียนค้างส่งอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักเรียน รักษาสิทธิ์และได้รับอนุมัติกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือทุนการศึกษาเพิ่มขึ้น 3) เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็ง จากภาคีเครือข่าย ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ในการสนับสนุนผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม สรุปได้ว่า MT GROW Scholarship Model เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ํา และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน คําสําคัญ : MT GROW Scholarship Model, การแนะแนวเชิงรุก, GROW Coaching, ทุนการศึกษา , กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
BP-HEALTH Model รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม 4 มิติและความปลอดภัยในสถานศึกษา
การพัฒนานวัตกรรม “BP-HEALTH Model รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม 4 มิติและความปลอดภัยในสถานศึกษา” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่ส่งเสริมสุขภาวะของผู้เรียนให้ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา ควบคู่กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตและความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศผู้เรียนรายบุคคล ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลการคัดกรองพฤติกรรม SDQ ข้อมูลสุขภาพ ภาวะโภชนาการ พฤติกรรมเสี่ยง และข้อมูลด้านความปลอดภัย มาเป็นฐานในการวิเคราะห์สภาพปัญหาและออกแบบแนวทางการพัฒนา นวัตกรรม BP-HEALTH Model ได้รับการออกแบบและขับเคลื่อนโดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ B: Behavior Information การใช้ข้อมูลสารสนเทศพฤติกรรมผู้เรียนรายบุคคล, P: Partnership การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย, H: Holistic Wellbeing 4D การส่งเสริมสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ, E: Educational Active Learning การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, A: Assessment การประเมินติดตามและพัฒนา, L: Learning Community/PLC ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ, T: Teamwork การทำงานเป็นทีม และ H: High-Quality Expansion การขยายผลอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ผลการดำเนินงานพบว่า BP-HEALTH Model สามารถเป็นแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีสุขภาพกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม มีทักษะชีวิต คิดวิเคราะห์ และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ส่งผลให้เกิดสถานศึกษาที่มีความปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย โดยใช้กระบวนการ PLC การทำงานเป็นทีม และการประเมินเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการด้านสุขภาวะองค์รวมและความปลอดภัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลได้อย่างยั่งยืน
STEAM - PDCA Model
การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด สถานศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นทั้ง "คนดีและคนเก่ง" สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดจึงได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน "นวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education" ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง (Hands-on Skills) และส่งเสริมความสามารถด้าน Soft Skills เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ควบคู่ไปกับการพัฒนาในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนนวัตกรรมดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงงานบริหารวิชาการในห้องเรียนได้ แต่จำเป็นต้องอาศัย "กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management)" ที่บูรณาการงานสำคัญของสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน (ด้านบริหารวิชาการ ด้านบริหารงานบุคคล ด้านบริหารงบประมาณ และด้านบริหารทั่วไป) ร่วมกับการบริหารบริบทชั้นเรียน (Context Management: CM) เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่เอื้อต่อการลงมือปฏิบัติจริงของเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลสุมาลี ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้น้อมนำหลักศีลธรรมและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม) มาเป็นเสาหลักในการพัฒนาสถานศึกษา โดยประยุกต์ใช้ระบบวงจรคุณภาพ (PDCA) และระบบการบริหารจัดการคุณภาพอื่นๆ เข้ามาผนวกเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้มุ่งเน้นการใช้ฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยมาบูรณาการเข้ากับโจทย์การเรียนรู้แบบ STEM Education เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้ซึมซับรักษ์ในรากเหง้าของตนเอง ผสมผสานกับการพัฒนาทักษะระดับสากลได้อย่างลงตัว ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความสนใจที่จะพัฒนา กลยุทธ์การบริหารองค์รวม (Holistic Management) สู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างแบบแผนการบริหารจัดการโรงเรียนที่เข้มแข็ง เป็นระบบ มีคุณธรรมนำความรู้ และสามารถนำไปขยายผล (Scaling up) และเป็นต้นแบบในการพัฒนาสถานศึกษาปฐมวัยแห่งอื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป