คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 2 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
เขตฯ 6 ผู้จัดทำ: ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา
Cover
ด้าน 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล

โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ตั้งอยู่ในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาบนพื้นที่สูงที่มีบริบทเฉพาะด้านภูมิประเทศ การคมนาคม และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเป็นทั้งอัตลักษณ์และเงื่อนไขสำคัญต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจึงมิอาจมุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับห้องเรียน และระดับรายบุคคล โดยพิจารณาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควบคู่กับข้อมูลด้านสุขภาวะ ได้แก่ ภาวะโภชนาการ สมรรถภาพทางกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิตจากแบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) ข้อมูลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และข้อมูลจากการเยี่ยมบ้าน พบว่า นักเรียนบางส่วนยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพกาย สุขภาพช่องปาก สุขภาพจิต และความปลอดภัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความพร้อมในการเรียนรู้ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว เมื่อพิจารณาสาเหตุของปัญหา พบว่าไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงด้านเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของบริบทพื้นที่สูง ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเข้าถึงบริการสาธารณสุข วิถีชีวิตและพฤติกรรมด้านโภชนาการ ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ตลอดจนความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชุมชน ส่งผลให้การดูแลสุขภาวะนักเรียนจำเป็นต้องอาศัยระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล การป้องกัน การส่งเสริม การดูแลช่วยเหลือ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่การดำเนินงานแบบแยกส่วนเป็นรายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมีศักยภาพและต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา ได้แก่ บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็ง แหล่งเรียนรู้และฐานการเรียนรู้งานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล โรงเรียนเครือข่าย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และการดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพบริบท ปัญหา และศักยภาพดังกล่าว โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะจึงกำหนด “การพัฒนาสุขภาวะนักเรียน” เป็นจุดคานงัด (Leverage Point) สำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านสุขภาพที่กระจายอยู่ในหลายภารกิจ ให้เป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่มีข้อมูลสารสนเทศเป็นฐาน เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ PDCA อันนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “PANGKIA Healthy Highland Model : ต้นแบบการบริหารจัดการสุขภาวะนักเรียนบนพื้นที่สูงสู่มาตรฐานสากล” เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้เรียน

โรงเรียนบ้านปางเกี๊ยะ รายละเอียด →

การศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมาตรา 22 ได้กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้กำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ โดยโรงเรียนต้องดำเนินการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการกระจายอำนาจในการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนโดยใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่ได้กำหนดไว้ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนจำเป็นต้องร่วมดำเนินการอย่างมีระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดกระบวนการสอนจึงกำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างของบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การที่ครูจะมีความสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีจะต้องได้รับการพัฒนา ช่วยเหลือ และได้รับการชี้แนะแนวทางให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและสิ่งที่จะช่วยเหลือให้ครูสามารถพัฒนาคุณภาพการสอนได้ คือ การนิเทศการจัดการศึกษา (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 12) ครูผู้สอนซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการปูพื้นฐานด้านการศึกษาของชาติทำหน้าที่จัดประสบการณ์การเรียนแก่ผู้เรียน การศึกษาระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคนในชาติ หากครูผู้สอนขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรได้รับการพัฒนาและได้รับความช่วยเหลือให้มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนที่มีคุณภาพย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสิ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนเกิดการพัฒนาดังกล่าวก็คือ การนิเทศการสอน หรือ การนิเทศการจัดการศึกษา การนิเทศเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการวางรากฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอน ครูผู้สอนจะต้องได้รับการนิเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ทักษะด้านความคิดและมีเจตคติที่ดี เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้ให้ทำ มาเป็นผู้ถ่ายทอด ความเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนต้องระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ การช่วยเหลือให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและสังคม แม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ และด้านสังคมเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง การจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้นจึงควรนำรูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลาย เข้ามาใช้โดยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การนิเทศเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้น เร่งเร้าให้ครูมีความตื่นตัวที่จะปรับปรุงการเรียน การสอนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนิเทศจากภายนอกหรือการนิเทศภายในก็ตาม (สุภาภรณ์ กิติรัชดานนท์ และคณะ, 2551 : 18) ซึ่งสอดคล้องกับมนูญ อรุณไพโรจน์ (2550 : 13) ได้กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีระบบการชี้แนะ และให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมของครูในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยผ่านตัวกลางคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากเหตุผลดังกล่าว การนิเทศการศึกษาจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ด้วยเป็นการบูรณาการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) เป็นแนวคิดหนึ่งในหลาย ๆ แนวคิดทางด้านการนิเทศการสอน ซึ่งเป็นวิธีการนิเทศที่มีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพของการเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ คือการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของครูที่จะส่งให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ด้วยการนิเทศแบบชี้แนะ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องด้วยเป็นการนิเทศเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนของครู และพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู ดังนั้น การใช้การนิเทศแบบชี้แนะจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือให้ครูสามารถปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย รายงานสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมไทยของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พุทธศักราช 2560-2564 พบว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ มีการรณรงค์จากองค์กรของรัฐ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เห็นพ้องกันว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึก และพบเกือบทุกกลุ่มอาชีพในสังคมไทย เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 1) ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พุทธศักราช 2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกระดับช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณธรรมจริยธรรมป้องกันการทุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นการดำเนินการผ่านสถาบัน หรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาสังคมให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ เสียสละเพื่อส่วนรวม และเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ กล่าวคือ กลยุทธ์ที่ 1 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต และกลยุทธ์ที่ 4 เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งที่ 646/2560 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน พุทธศักราช 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน จากทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน เพื่อดำเนินการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน นักศึกษาในทุกระดับชั้นทั้งในส่วนของการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยแต่ละระดับการศึกษาจัดทำหลักสูตร ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) 2. หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใสใจสะอาด “Youngster with good heart”) 3. หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ 4. หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต และ 5. หลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5 ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้จัดทำชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต ประกอบด้วยเนื้อหา 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต 3. STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และ 4. พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้ง 4 หน่วยนี้จะจัดทำเป็นแผนการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและป้องกันการทุจริตให้แก่ผู้เรียนทุกระดับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลดลง และดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยมีค่าคะแนนสูงขึ้น บรรลุตามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5-6 ) จากประเด็นปัญหาของการศึกษาไทยในด้านหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผู้เรียนเกิดความเครียด ผู้เรียนไม่มีความสุขกับการเรียน ผู้เรียนเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กระบวนการเรียนรู้ไม่พัฒนาผู้เรียน ทางด้านครู พบว่า ครูมีภาระงานสอนมาก ครูสอนไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงวิชาเอก ครูขาดขวัญและกำลังใจ เป็นต้น และสภาพปัญหาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ที่ผ่านมา พบว่าประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดต่อผู้เรียน ครูต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาครูนี้ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตครูจนกระทั่งถึงการพัฒนาครูประจำการโดยใช้หลักการนิเทศการศึกษาที่ถูกต้อง การนิเทศจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการบริหารโรงเรียนโดยให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารโรงเรียนจะบรรลุผลจะต้องมีการปฏิบัติการนิเทศและใช้การนิเทศเป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่องด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบคือ ครูยังไม่เข้าใจหลักสูตรที่ชัดเจน ไม่มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย สื่อไม่มีความทันสมัย และครูผู้สอนไม่มีความชำนาญในการวัดผลประเมินผล ในด้านการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ สืบเนื่องมาจากครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีจำนวนน้อยในแต่ละชั้น ครูสอนไม่เต็มเวลาเต็มความสามารถ เพราะมีภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน (กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6, 2568 : 16) ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้สำรวจและนำผลจากการออกนิเทศมาวิเคราะห์ พบปัญหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ ครูผู้สอนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา วิธีการสอน เทคนิคการสอน และการใช้สื่อเทคโนโลยีมีน้อย ส่งผลให้ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไม่นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หรือหลักสูตรแกนกลางมาใช้กับการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริงตามสภาพบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น ไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงประจักษ์ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดทักษะกระบวนการตามตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร และยังจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบอธิบาย ไม่เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา การทำงานแบบมีส่วนร่วม การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิดรวบยอดในเรื่องของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้เท่าที่ควร จากข้อมูลดังกล่าว ผู้รายงาน จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผลการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริตไปใช้ในสถานศึกษา ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าความรู้ความจำ สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร และการประเมินผลตามหลักสูตร และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิด ในขั้นเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า และในการพัฒนาการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศ โดยปฏิบัติให้สอดคล้องประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีจึงจะทำให้การพัฒนาการศึกษามีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินการจัดการศึกษา อีกทั้งพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและประสบผลสำเร็จ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำครูผู้สอน จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ และศึกษาผลการพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต สู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจ (Knowledge and Comprehension) เกิดทักษะและกระบวนการคิด (Process and Skill) และคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน (Attribute) จึงได้ดำเนินการพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาการนิเทศการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและได้แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไปในอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ในการจัดการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ 5 ประการ ตามปฏิญญาของโรงเรียนสุจริต ในการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการนิเทศ PIDCRES 4S MODEL จะทำให้มีการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างมีประสิทธิภาพ