คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ PANGKIA SMART Model ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะผู้เรียน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
การพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาภายใต้รูปแบบ PANGKIA SMART Model ถือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มุ่งเน้นการยืดหยุ่นและการใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ โดยโมเดลนี้ได้บูรณาการแนวคิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง (Authentic Learning) และการเรียนรู้ผ่านการบริการสังคม (Service-Learning) เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้ากับบริบทชีวิตจริงและภูมิปัญญาท้องถิ่นรอบตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม
นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย "บวร" ด้วยนวัตกรรม 4D Model
1. บริบทและสภาพปัญหา (Pain Point) ในยุคศตวรรษที่ 21 การศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นทักษะชีวิต (Life Skills) ควบคู่กับวิชาการ สำหรับ โรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง (ดาราอั้ง ลาหู่ ลีซู กระเหรี่ยง และไทยใหญ่) พบความท้าทายสำคัญคือ นักเรียนขาดทักษะการสื่อสารเชิงบวก มีการใช้คำพูดห้วน ขาดความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และเกิดการกระทบกระทั่งกันจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกัน 2. แนวคิดและหลักการแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็ง สถานศึกษาจึงมุ่งบ่มเพาะอัตลักษณ์ "3อ. (อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน)" ภายใต้โครงการโรงเรียนแห่งความดี เพื่อใช้เป็นกุศโลบายในการขัดเกลาทางสังคมและสร้างค่านิยมร่วม โดยมองว่าความอ่อนโยนและปิยวาจาคือทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่ความฉลาดทางอารมณ์และทักษะการบริการ (Service Mind) ที่ตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคต 3. กลไกและรูปแบบนวัตกรรม เพื่อทลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรม จึงมีการปรับรูปแบบการเรียนรู้เป็น ชุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเชิงรุก (Activity-Based Module) โดยบูรณาการเข้ากับ นวัตกรรม 4D Model ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่: กายภาพดี (Physical Development) สังคมดี (Social Harmony) วัฒนธรรมดี (Cultural Integrity) ปัญญาดี (Intellectual Excellence) 4. เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวัง จากเหตุผลข้างต้น จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย 'บวร' ด้วยนวัตกรรม 4D Model” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนให้มีกิริยามารยาทงดงาม มีความสมานฉันท์ และมุ่งหวังให้นวัตกรรมนี้เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) สำหรับขยายผลสู่โรงเรียนพื้นที่สูงและเครือข่าย IFTE ของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป
การพัฒนานวัตกรรมสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลบอร์ดเกม "Chiang Mai Smog Fighter : วิกฤตลมหายใจเมืองเหนือ" เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ การแก้ปัญหาเชิงสถานการณ์ และการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-Based Learning)
นวัตกรรม “Chiang Mai Smog Fighter: วิกฤตลมหายใจเมืองเหนือ” เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Unplugged Coding Board Game ที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดว่า การเรียนวิทยาการคำนวณจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาที่ใกล้ตัว โดยนำสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นบริบทของเกม เชื่อมโยงกับแนวคิด Coding, Computational Thinking, Active Learning, Game-Based Learning และ STEM Education ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้เรื่อง If–Then–Else จากการจดจำคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเผชิญสถานการณ์จำลอง วิเคราะห์ข้อมูล AQI วางแผนใช้ AP และ Budget เลือกแนวทางแก้ไข ตรวจสอบเงื่อนไข และตัดสินใจร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม กระบวนการดังกล่าวช่วยเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมของ Coding ให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็น ลงมือทำ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ พร้อมพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น
สุขภาวะ 4มิติ วิถีบ้านเมืองอาง
การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้เกิดจากการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อมูลพฤติกรรม และข้อมูลจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่าปัจจัยด้านสุขภาวะทั้ง 4 มิติ ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ โรงเรียนจึงได้พัฒนานวัตกรรม “สุขภาวะ 4 มิติ วิถีบ้านเมืองอาง (BAANMUANGANG 4D WELLNESS Model)” ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และมีทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
การพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
การศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมาตรา 22 ได้กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้กำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ โดยโรงเรียนต้องดำเนินการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการกระจายอำนาจในการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนโดยใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่ได้กำหนดไว้ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนจำเป็นต้องร่วมดำเนินการอย่างมีระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดกระบวนการสอนจึงกำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างของบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การที่ครูจะมีความสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีจะต้องได้รับการพัฒนา ช่วยเหลือ และได้รับการชี้แนะแนวทางให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและสิ่งที่จะช่วยเหลือให้ครูสามารถพัฒนาคุณภาพการสอนได้ คือ การนิเทศการจัดการศึกษา (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 12) ครูผู้สอนซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการปูพื้นฐานด้านการศึกษาของชาติทำหน้าที่จัดประสบการณ์การเรียนแก่ผู้เรียน การศึกษาระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคนในชาติ หากครูผู้สอนขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรได้รับการพัฒนาและได้รับความช่วยเหลือให้มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนที่มีคุณภาพย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสิ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนเกิดการพัฒนาดังกล่าวก็คือ การนิเทศการสอน หรือ การนิเทศการจัดการศึกษา การนิเทศเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการวางรากฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอน ครูผู้สอนจะต้องได้รับการนิเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ทักษะด้านความคิดและมีเจตคติที่ดี เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้ให้ทำ มาเป็นผู้ถ่ายทอด ความเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนต้องระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ การช่วยเหลือให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและสังคม แม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ และด้านสังคมเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง การจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้นจึงควรนำรูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลาย เข้ามาใช้โดยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การนิเทศเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้น เร่งเร้าให้ครูมีความตื่นตัวที่จะปรับปรุงการเรียน การสอนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนิเทศจากภายนอกหรือการนิเทศภายในก็ตาม (สุภาภรณ์ กิติรัชดานนท์ และคณะ, 2551 : 18) ซึ่งสอดคล้องกับมนูญ อรุณไพโรจน์ (2550 : 13) ได้กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีระบบการชี้แนะ และให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมของครูในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยผ่านตัวกลางคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากเหตุผลดังกล่าว การนิเทศการศึกษาจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ด้วยเป็นการบูรณาการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) เป็นแนวคิดหนึ่งในหลาย ๆ แนวคิดทางด้านการนิเทศการสอน ซึ่งเป็นวิธีการนิเทศที่มีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพของการเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ คือการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของครูที่จะส่งให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ด้วยการนิเทศแบบชี้แนะ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องด้วยเป็นการนิเทศเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนของครู และพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู ดังนั้น การใช้การนิเทศแบบชี้แนะจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือให้ครูสามารถปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย รายงานสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมไทยของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พุทธศักราช 2560-2564 พบว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ มีการรณรงค์จากองค์กรของรัฐ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เห็นพ้องกันว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึก และพบเกือบทุกกลุ่มอาชีพในสังคมไทย เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 1) ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พุทธศักราช 2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกระดับช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณธรรมจริยธรรมป้องกันการทุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นการดำเนินการผ่านสถาบัน หรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาสังคมให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ เสียสละเพื่อส่วนรวม และเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ กล่าวคือ กลยุทธ์ที่ 1 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต และกลยุทธ์ที่ 4 เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งที่ 646/2560 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน พุทธศักราช 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน จากทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน เพื่อดำเนินการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน นักศึกษาในทุกระดับชั้นทั้งในส่วนของการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยแต่ละระดับการศึกษาจัดทำหลักสูตร ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) 2. หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใสใจสะอาด “Youngster with good heart”) 3. หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ 4. หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต และ 5. หลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5 ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้จัดทำชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต ประกอบด้วยเนื้อหา 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต 3. STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และ 4. พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้ง 4 หน่วยนี้จะจัดทำเป็นแผนการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและป้องกันการทุจริตให้แก่ผู้เรียนทุกระดับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลดลง และดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยมีค่าคะแนนสูงขึ้น บรรลุตามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5-6 ) จากประเด็นปัญหาของการศึกษาไทยในด้านหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผู้เรียนเกิดความเครียด ผู้เรียนไม่มีความสุขกับการเรียน ผู้เรียนเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กระบวนการเรียนรู้ไม่พัฒนาผู้เรียน ทางด้านครู พบว่า ครูมีภาระงานสอนมาก ครูสอนไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงวิชาเอก ครูขาดขวัญและกำลังใจ เป็นต้น และสภาพปัญหาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ที่ผ่านมา พบว่าประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดต่อผู้เรียน ครูต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาครูนี้ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตครูจนกระทั่งถึงการพัฒนาครูประจำการโดยใช้หลักการนิเทศการศึกษาที่ถูกต้อง การนิเทศจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการบริหารโรงเรียนโดยให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารโรงเรียนจะบรรลุผลจะต้องมีการปฏิบัติการนิเทศและใช้การนิเทศเป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่องด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบคือ ครูยังไม่เข้าใจหลักสูตรที่ชัดเจน ไม่มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย สื่อไม่มีความทันสมัย และครูผู้สอนไม่มีความชำนาญในการวัดผลประเมินผล ในด้านการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ สืบเนื่องมาจากครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีจำนวนน้อยในแต่ละชั้น ครูสอนไม่เต็มเวลาเต็มความสามารถ เพราะมีภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน (กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6, 2568 : 16) ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้สำรวจและนำผลจากการออกนิเทศมาวิเคราะห์ พบปัญหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ ครูผู้สอนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา วิธีการสอน เทคนิคการสอน และการใช้สื่อเทคโนโลยีมีน้อย ส่งผลให้ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไม่นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หรือหลักสูตรแกนกลางมาใช้กับการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริงตามสภาพบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น ไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงประจักษ์ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดทักษะกระบวนการตามตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร และยังจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบอธิบาย ไม่เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา การทำงานแบบมีส่วนร่วม การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิดรวบยอดในเรื่องของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้เท่าที่ควร จากข้อมูลดังกล่าว ผู้รายงาน จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผลการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริตไปใช้ในสถานศึกษา ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าความรู้ความจำ สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร และการประเมินผลตามหลักสูตร และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิด ในขั้นเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า และในการพัฒนาการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศ โดยปฏิบัติให้สอดคล้องประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีจึงจะทำให้การพัฒนาการศึกษามีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินการจัดการศึกษา อีกทั้งพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและประสบผลสำเร็จ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำครูผู้สอน จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ และศึกษาผลการพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต สู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจ (Knowledge and Comprehension) เกิดทักษะและกระบวนการคิด (Process and Skill) และคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน (Attribute) จึงได้ดำเนินการพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาการนิเทศการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและได้แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไปในอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ในการจัดการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ 5 ประการ ตามปฏิญญาของโรงเรียนสุจริต ในการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการนิเทศ PIDCRES 4S MODEL จะทำให้มีการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย IAO Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อยอดสู่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย IAO Model ที่บูรณาการทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการสอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคะแนนผ่านระดับ 3 ขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3) เพื่อยกระดับผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และผลการทดสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม IAO Model และ 5) เพื่อส่งเสริมศักยภาพความเป็นเลิศของผู้เรียนสู่การแข่งขันทักษะทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น ต่อยอดสู่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติในระดับต่างๆ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (n=42–51 คนต่อปี) และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (n=40–42 คนต่อปี) ที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน ณ โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย ในปีการศึกษา 2566–2568 รวม 3 ปีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย IAO Model สื่อและอุปกรณ์ประกอบกิจกรรม 5 แนวทาง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC = 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t-test Paired Samples และค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรม IAO Model มีประสิทธิภาพ E₁/E₂ = 84.50/82.35 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่า IOC = 0.92 และค่า Cronbach's Alpha = 0.92 2) นักเรียนร้อยละ 84.57 มีสมรรถนะการคิดขั้นสูงระดับ 'ดี' ขึ้นไป สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3) นักเรียน ป.3 มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไปร้อยละ 83.34 และนักเรียน ป.6 ร้อยละ 82.26 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ในทุกปีการศึกษา โดยไม่มีนักเรียนระดับ 0 4) คะแนนเฉลี่ย NT ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ คะแนนเฉลี่ย O-NET ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ 5) ความพึงพอใจของผู้เรียนรวม n=175 คน x\bar = 4.77 อยู่ในระดับมากที่สุด 6) นักเรียนได้รับรางวัลมากกว่า 30 รายการตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่ถึงระดับนานาชาติ
รูปแบบการบริหารระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้คุณธรรมแบบองค์รวมด้วยนวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) สู่ค่านิยมนำทางชีวิตและปัญญาภายใน โรงเรียนวัดบวกครกเหนือ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.๒๕๖๐ : ค-ช) ที่กล่าวถึง ความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงกดดันภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสังคมโลก อันเนื่องจากการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ (The Fourth Industrial Revolution)การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ๒๕๗๓ (Sustainable Development Goals : SDGs ๒๐๓๐) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน รวมทั้งผลกระทบของการเป็นประชาคมอาเซียนและความต้องการกำลังคนที่มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบกับแรงกดดันจากภายในประเทศจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ การติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชากรที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วรวมทั้งระบบการศึกษาที่ยังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับ จุดอ่อนของระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ยังไม่เหมาะสมขาดความคล่องตัวยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมและการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจิตสาธารณะของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สนองและรองรับความท้าทายดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและคุณธรรมให้กับเยาวชน อีกทั้งจากข้อมูลแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗:๓) ได้ระบุจุดเน้นสำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับสมรรถนะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ให้กับผู้เรียน รวมถึงการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสภาพจริงของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗ : ๘-๙) พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์และวัฒนธรรมต่างชาติอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดความมีวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะในการคิดวิเคราะห์เชิงจริยธรรม นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบระดับชาติ เช่น RT, NT, O-NET และสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบ PISA ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ จากสถานการณ์ดังกล่าว สถานศึกษาจึงได้นำข้อมูลมาดำเนินการ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและรายบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ผนวกกับการศึกษา วิเคราะห์ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก (SWOT Analysis) ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของสถานศึกษา กระบวนการดังกล่าวทำให้ค้นพบข้อจำกัดและช่องโหว่ของการบริหารจัดการแบบเดิม จึงนำมาสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และเลือกปัญหาที่มีความเป็นไปได้ในการแก้ไขและพัฒนาสูงสุด นั่นคือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาทางโรงเรียนจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากการใช้นวัตกรรมเดิมคือ “METTA MODEL” ซึ่งเน้นกระบวนการบริหารจัดการ (การวางแผน, การปฏิบัติ, การติดตาม, การปรับปรุง, และการชื่นชม) แต่พบว่าโครงสร้างดังกล่าวยังเป็นเพียงกรอบการทำงานของผู้บริหารและครูเป็นหลัก ยังไม่สามารถเจาะลึกทะลุทะลวงไปถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง “ตัวตน (Ontological self)” และ “ปัญญาภายใน (Inner Wisdom)” ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ผู้เรียนยังคงตอบสนองต่อกิจกรรมคุณธรรมในลักษณะของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการเกิดค่านิยมที่ฝังลึกจากภายในจิตใจ ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับและ “ต่อยอด” นวัตกรรมการบริหารให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม นำมาสู่การพัฒนานวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) ซึ่งเป็นการผสาน ๓ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ๑) ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการเชิงระบบ (METTA) ๒) ศาสตร์แห่งค่านิยมศึกษา (Values-based Education - VbE) ที่ใช้หลัก MIRACLE ในการจัดกระทำกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เป็นระบบนิเวศแห่งการหล่อหลอมจิตใจ และ ๓) ศาสตร์แห่งกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูง (Experiential Learning) ที่ดึงผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัยให้เผชิญความท้าทาย ลงมือทำ สะท้อนคิดและยกระดับความเข้าใจ เป็นเกลียวแห่งปัญญา (Spiral Effect) ที่ไม่ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม การพัฒนานวัตกรรมนี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับทิศทางการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบ (PISA/O-NET), การจัดกิจกรรมส่งเสริม พหุปัญญาแบบ Active Learning, การสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมธนาคารโรงเรียน, ตลอดจนการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement ) เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา นวัตกรรมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารใช้เพื่อพลิกโฉม (Transform) วัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนครูจากการเป็นผู้บอกสอน (Instructor) ให้เป็นครูโค้ช (Facilitator) และเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้รับความรู้ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีเป้าหมายชีวิตที่งดงาม และมีสมรรถนะพร้อมเผชิญโลกอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป
การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยเพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ ประชากรทั้งหมดจำนวน 12 คน เป็นเด็กอนุบาลปีที่ 3 ของโรงเรียนสันมหาพนวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ศึกษาสภาพ (Study) สังเคราะห์ (Synthetic) สื่อการสอนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Media) การจัดประสบการณ์เรียนรู้ (Enrichment Activities) บูรณาการกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และการประเมินผล (Evaluation) ผลการวิจัยพบว่า เด็กมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ “นักสืบสารอาหาร” เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และเสริมสร้างสุขภาวะของผู้เรียน
การวิจัยนี้ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะ “นักสืบสารอาหาร” นวัตกรรมใช้สถานการณ์ตามแนวทาง PISA และรูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 5E นวัตกรรมใช้สื่อภาพเชิงสัญลักษณ์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ นวัตกรรมพัฒนาความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักด้านโภชนาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน 20 คน ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เป็นเวลา 2 ชั่วโมง การศึกษานี้เป็นการประเมินนวัตกรรมในชั้นเรียนแบบกลุ่มเดียวหลังการใช้ ร่วมกับการวิเคราะห์หลักฐานเชิงคุณภาพจากชิ้นงาน การสังเกต และบันทึกหลังสอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้และชุดแฟ้มคดีปริศนา 5 คดี สื่อประกอบ ได้แก่ บัตรภาพหลักฐานและตารางข้อมูลพลังงานและสารอาหาร โดยมีคู่มือนักสืบช่วยกำกับการทำงาน เครื่องมือบันทึกและประเมิน ได้แก่ แบบบันทึกนักสืบสารอาหาร แฟ้มคดีพิเศษสืบสวนจานอาหารตัวเอง แบบประเมินตนเอง 3 สี และเกณฑ์การประเมินตามสภาพจริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ฐานนิยม และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 20 คนผ่านเกณฑ์ระดับดีขึ้นไปในด้านความรู้ ทักษะการสังเกต การวิเคราะห์เชื่อมโยงหลักฐาน และความตระหนักด้านโภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 100 ระดับสมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 18 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ผู้เรียนระดับดีมี 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10 นักเรียนทุกคนประเมินตนเองด้วยสีเขียวว่าเข้าใจดีมากและสามารถอธิบายเพื่อนได้ หลักฐานเชิงคุณภาพสะท้อนว่า สถานการณ์คดีและสื่อภาพช่วยลดภาระด้านภาษา เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนอธิบายเหตุผลจากบริบทจริง และส่งเสริมการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอาหาร อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นผลจากกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหนึ่งห้องเรียนและไม่มีคะแนนหลังเรียนที่เทียบตรงกับคะแนนฐานเดิม จึงควรตีความในฐานะหลักฐานผลการใช้นวัตกรรมในบริบทจริง ไม่ใช่ข้อสรุปเชิงเหตุและผลทั่วไป
BTPS-4H SMART Model รูปแบบการพัฒนาสุขภาวะ 4 มิติ เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนสุขภาพดี มีความสุข และมีคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ตามอัตลักษณ์ “สนุกอ่าน คำนวณดี ไอทีเด่น เน้นอาชีพ” โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง
โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ธุรกิจท่องเที่ยว และเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้วิถีชีวิตของครอบครัวนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้ปกครองจำนวนมากต้องออกไปทำงานต่างถิ่นหรือทำงานนอกภาคเกษตร ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองทดแทน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ขาดการดูแลด้านพฤติกรรมและสุขภาพอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการเข้าถึงสื่อออนไลน์และอาหารแปรรูปที่สะดวกขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้เรียนทั้ง 4 มิติอย่างชัดเจน
"เทวดารวงข้าว : นวัตกรรม ECO-RICE Model พัฒนาทักษะชีวิตตามวิถีชนเผ่าสู่สังคมอนาคตที่ยั่งยืน"
การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้การศึกษาต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะชีวิต สมรรถนะ และสามารถปรับตัวได้ โดย OECD และ UNESCO ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากบริบทจริง การใช้ทุนทางวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนบ้านปางแดง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ตั้งอยู่ในชุมชนชาวปกาเกอะญอที่มีอัตลักษณ์และวิถีชีวิตที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะ วิถีข้าวปกาเกอะญอ โรงเรียนจึงจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาชุมชนเป็นฐาน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตและอาชีพตามวิถีชนเผ่า โรงเรียนดำเนินงาน Eco Activities 6 กิจกรรม โดย Eco Rice : เทวดารวงข้าว เป็นกิจกรรมสำหรับนักเรียนชั้น ป.3–4 ที่นำวิถีข้าวปกาเกอะญอมาใช้พัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งนี้ ผล NT ปีการศึกษา 2567–2568 มีคะแนนเฉลี่ย 71.00 และ 71.35 คะแนน ขณะที่ผล SAR ด้านทักษะและเจตคติต่องานอาชีพอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ร้อยละ 100 ต่อเนื่อง สะท้อนจุดแข็งที่ควรต่อยอด โรงเรียนจึงพัฒนานวัตกรรม “เทวดารวงข้าว : ECO-RICE Model” ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ Ethnic Wisdom, Community Learning, Occupation Skills, Responsibility, Identity, Creativity และ Entrepreneurship และกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น Explore, Cultivate, Organize, Recreate และ Expand เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้ประกอบการ ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานวิถีข้าวปกาเกอะเกอะญออย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษา
การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 สรุปผลได้ดังนี้ 1) ความก้าวหน้าของครูหลังการเข้ารับการพัฒนา อบรมการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 พบว่า ผลการทดสอบความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ คะแนนทดสอบก่อนการอบรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.03 และมีคะแนนทดสอบหลังการอบรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.00 เมื่อพิจารณาระดับคะแนนความรู้ความเข้าใจหลังการอบรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.87 ซึ่งอยู่ในระดับ มาก และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังการอบรม พบว่า คะแนนหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กระบวนการจัดการเรียนรู้ การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 ในสถานศึกษาในภาพรวมมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.45 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก ขึ้นไป โดยผลการปฏิบัติในด้านที่ 2 การจัดกระบวนการเรียนรู้ มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.53 3) ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศ การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 พบว่า ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.48 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านผลการดำเนินงานตามกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 ส่วนด้านการดำเนินงานตามกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.41