คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
รูปแบบการบริหารจัดการโภชนาการและสุขภาวะแบบมีส่วนร่วม เพื ่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน ประจำพักนอน ด้วยนวัตกรรม 4D Wellness Participatory Model โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 61 จังหวัดเชียงใหม่
การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม (Holistic Development) เพื่อหล่อหลอมให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และ คุณธรรม ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ให้คำนิยามของสุขภาพว่าหมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ใน 4 มิติ ได้แก่ มิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา ซึ่งสุขภาวะแบบองค์รวมนี้ถือเป็น "ต้นทุนชีวิต" ที่สำคัญยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของเยาวชน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 61 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนพักนอน (Boarding School) โดยมีภารกิจหลักในการดูแลนักเรียนด้อยโอกาสและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประสบสภาวะยากลำบาก จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและบริบทของสถานศึกษา (SWOT Analysis) พบประเด็นปัญหาที่สำคัญทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน กล่าวคือ นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที ่มีฐานะยากจนในพื้นที่ทุรกันดาร ขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน และขาดความรู้ ความเข้าใจด้านโภชนาการที่ ถูกต้อง ส่งผลให้นักเรียนใหม่ที่เข้าศึกษาต่อมีพื้นฐานสุขภาพที่อ่อนแอและเผชิญกับภาวะทุพโภชนาการ ทั้งในรูปแบบของน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และภาวะโรคอ้วน นอกจากนี้ในส่วนของปัจจัยภายใน สถานศึกษามีภาระรับผิดชอบในการดูแลคุณภาพชีวิตของนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการด้านโภชนาการที่ต้องจัดเลี้ยงอาหารแก่นักเรียนมากกว่า 600 คนต่อมื้อภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งหากระบบการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ย่อมก่อให้เกิดความเสี ่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางระบบ ทางเดินอาหาร หรือส่งผลให้นักเรียนได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ จากการนำข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพรายบุคคล (Health Data Analytics) คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาพบข้อค้นพบที่สำคัญ (Key Findings) ว่า ปัญหาด้านโภชนาการและสุขภาวะเป็นสาเหตุรากเหง้า (Root Cause) ที ่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ (Chain Reaction) ต่อคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ โดยในด้านสุขภาพกาย ภาวะเจ็บป่วยและการขาดสารอาหารส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพร้อมในการเรียนรู้ ในด้านสุขภาพจิตและสังคม การที่นักเรียนต้องพักอาศัยในโรงเรียนประจำและห่างไกลจากครอบครัว มักก่อให้เกิดสภาวะความเครียด มี ปัญหาในการปรับตัว และขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลสืบเนื่องมายังด้านสุขภาพปัญญา กล่าวคือ เมื่อร่างกายและจิตใจไม่อยู่ในสภาวะที่พร้อมสมบูรณ์ ย่อมส่งผลให้สมองทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ นักเรียนมีสมาธิสั้นลง และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำในที่สุด ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาดังกล่าวของสถานศึกษามักเป็นการดำเนินการแบบแยกส่วนและขาด ความยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ สถานศึกษาจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเชิงระบบที่บูรณาการความร่วมมือและเน้นการมีส่วนร่วม (Participation) ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงได้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรม "รูปแบบการบริหารจัดการโภชนาการและสุขภาวะ 4 มิติแบบมีส่วนร่วม (4D Wellness Participatory Model)" ขึ้น โดยนวัตกรรมดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไข ปัญหาอย่างตรงจุดและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การลดอัตราการเกิดโรคติดต่อในหอพักลงร้อยละ 30 และการยกระดับผลการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน 3 (SDQ) ของนักเรียนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู ้ที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนด้อยโอกาสให้ สามารถเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้ หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและ การมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เ
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนควรยึดบริบทท้องถิ่นเป็นฐาน โดยบูรณาการภูมิปัญญา วัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และศักยภาพของชุมชนผ่านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของท้องถิ่น และสามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและผลการวิจัยที่ยืนยันว่าหลักสูตรท้องถิ่นสามารถส่งเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีบริบทใน ด้านความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ส่งเสริมให้สถานศึกษานำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นตามบริบทของตนเองโดยในระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้ศึกษาการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิดของโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรจำนวน 15 โรงเรียน ในระยะที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้ขยายผลการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นสู่ 138 โรงเรียนและมีการประเมินหลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยผลการนิเทศและการสำรวจความต้องการจำเป็นของครูพบว่า ครูยังต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ การสร้างผลิตภัณฑ์ การประเมินผล และการตลาดออนไลน์ รวมทั้งมีความต้องการรูปแบบการนิเทศที่เน้นการโค้ช (Coaching) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การนิเทศออนไลน์ และการนิเทศเชิงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ต่อผู้เรียนอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME Model ในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อการใช้รูปแบบดังกล่าว การดำเนินงานใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพบริบท ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน รวมทั้งการสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และระยะที่ 3 การนำรูปแบบไปใช้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พร้อมทั้งติดตามประเมินผลและศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะอาชีพของผู้เรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผลการนิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. รูปแบบการนิเทศ PUCME Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ P (Planning), U (Understanding), C (Cooperative Networking), M (Monitoring and Assessment) และ E (Empowering Teachers)การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) มีองค์ประกอบครบถ้วนครอบคลุมหลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือ การวัดและประเมินผล ตลอดจนเงื่อนไขความสำเร็จของการนำรูปแบบไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ามีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ครูผู้สอนมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถบูรณาการหลักสูตรท้องถิ่นกับการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่น เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมและสามารถ นำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ระหว่างเรียน ผลการประเมินภาพรวมสะท้อนว่าบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่กำหนดไว้โดยผู้เรียน ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะอาชีพ ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้และโรงเรียนมีผลิตภัณฑ์หรือบริการจากหลักสูตรท้องถิ่นตามเป้าหมายของโครงการ 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกด้าน โดยเฉพาะด้าน ความชัดเจนของรูปแบบ ความเหมาะสมของกระบวนการนิเทศ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การให้คำปรึกษาและการนิเทศแบบกัลยาณมิตร การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการนำผล การนิเทศไปใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาครู ผู้เรียน และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
SWR STEM-MAKER Soft Skills Ecosystem Model ระบบนิเวศเพื่อพัฒนานวัตกรรุ่นเยาว์ ในศตวรรษที่ 21
การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การท างาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสร้างสรรค์นวัตกรรม การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน (Partnership for 21st Century Skills (P21, 2019) สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐ ดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการ ประกอบอาชีพและดรำงชีวิตได้อย่างมีความสุข (ราชกิจจานุเบกษา, 2560) รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดให้การจัดการศึกษายึดผู้เรียนเป็นสำคัญและส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การฝึกปฏิบัติ การคิดเป็น ทำเป็น และการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542) นอกจากนี้ พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ยังส่งเสริมให้ สถานศึกษาสามารถพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่ออนาคตและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ราชกิจจานุเบกษา, 2562) โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) ได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับภาพรวมและรายบุคคล โดยใช้ข้อมูลจากผลการเรียน ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน ผล การทดสอบระดับชาติ ผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศจากการนิเทศภายในและการ ติดตามพัฒนาการของผู้เรียน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้นักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังมี ประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาในด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การประยุกต์ใช้ความรู้ใน สถานการณ์จริง การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสมรรถนะสคัญำตามเป้าประสงค์ของ สถานศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมที่สามารถ น าไปใช้ได้จริง รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่หลากหลายได้อย่างมีความสุข (โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร), 2568) ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลเพิ่มเติม พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกัน ด้านศักยภาพ ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ ขณะที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในบางส่วนยังเน้นการรับความรู้ มากกว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้ผู้เรียนจวนำนหนึ่งยังไม่สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง (Practical Skills) และสมรรถนะด้าน STEM Education ได้เต็มศักยภาพ อีกทั้งยังขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จ าเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ภาวะผู้นำ (Leadership) และการ ปรับตัว (Adaptability) ซึ่งเป็นทักษะที่ภาคการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคตให้ความสคัญำอย่างยิ่ง (World Economic Forum, 2025) โรงเรียนจึงได้ดำเนินการวิเคราะห์ปัญหาและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาโดย อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินสมรรถนะผู้เรียน การประชุมชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ผลการนิเทศภายใน และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบประเด็นปัญหาสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้เรียนยังขาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง (2) การบูรณาการ STEM Education กับการพัฒนา Soft Skills ยังไม่เป็นระบบทั้งโรงเรียน (3) ผู้เรียนยังมีโอกาสจำกัดในการสร้าง นวัตกรรมจากสถานการณ์จริง และ (4) การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทของชุมชนยังไม่ครอบคลุมทุกระดับชั้น และเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาตามเกณฑ์ผลกระทบต่อคุณภาพผู้เรียน ความสอดคล้องกับ นโยบายการศึกษา และความเป็นไปได้ในการดำเนินการ พบว่า ปัญหาที่มีความสำคัญสูงสุด คือ “การขาดระบบบริหารจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะด้าน STEM Education และ Soft Skills อย่างเป็นระบบทั้งโรงเรียน” เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผู้เรียนในระยะยาวและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ FUNgLish-Active & Smart Model เพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติและสมรรถนะด้านซอฟต์สกิล (Soft Skills) สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาขนาดกลางที่มุ่งมั่น พัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศและแบบ ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน ทั้งในภาพรวมระดับสถานศึกษาและระดับรายบุคคล พบว่า ผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ยังคงมีผลสัมฤทธิ์และสมรรถนะด้านการสื่อสาร ภาษาอังกฤษที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง เมื่อวิเคราะห์ความเป็นมาและสภาพปัญหาอย่าง ละเอียดพบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมส่วนใหญ่ยังคงเน้นการท่องจำโครงสร้าง ไวยากรณ์และคำศัพท์แบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการสู่การนำไปใช้ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดโอกาสใน การฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษในรูปแบบของการปฏิบัติจริง นักเรียนส่วนใหญ่จึงขาดความมั่นใจ ไม่ กล้าแสดงออก และไม่สามารถเชื่อมโยงทักษะทางภาษาเข้ากับการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงการขาดสมรรถนะด้านซอฟต์สกิลที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เพื่อแนวทางการแก้ปัญหาที่ตรงจุด จึงได้ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของโรงเรียน โดยในกระบวนการพัฒนานวัตกรรม FUNgLish Model ที่ได้ส่งผลงานและนำไปใช้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการชี้แนะและข้อเสนอแนะอัน เป็นประโยชน์ยิ่งจากคณะผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้ให้แนวคิดในการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรม เดิมให้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประกอบกับการนำข้อเสนอแนะดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกับผู้บริหารและเพื่อนครู ผลการวิเคราะห์และ จัดลำดับความสำคัญของปัญหาพบว่า "การขาดทักษะภาคปฏิบัติและความต่อเนื่องในการฝึกฝน ซอฟต์สกิล" เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องนำมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเดิมเป็น ลำดับแรก ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงตัดสินใจเลือกปัญหานี้มาดำเนินการแก้ไข และปรับเยียวยา เนื่องจากมีความเป็นไปได้จริง (Feasibility) ในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ทรัพยากรที่มีอยู่ และข้อคิดเห็นเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ โดยได้นำทฤษฎีการสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มา บูรณาการขยายผล ยกระดับนวัตกรรมเดิมสู่ "รูปแบบการจัดการเรียนรู้ FUNgLish-Active & Smart" โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติและสมรรถนะด้านซอฟต์สกิล (Soft Skills) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออก มีความสุขใน การเรียนรู้ และสามารถนำทักษะภาษาอังกฤษไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตจริงได้อย่างยั่งยืน
การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ PASS AS MODEL ผ่านกิจกรรม การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านประโยคอย่างง่าย เรื่อง My favorite fruit is grape ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
โรงเรียนบ้านทับเดื่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๒ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดระบบโครงสร้างการส่วนราชการครอบคลุมงาน ๔ ฝ่าย ฝ่ายบริหารวิชาการ ฝ่ายบริหารงบประมาณ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และฝ่ายบริหารทั่วไป เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการบริหารจัดการมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถตามหลักสูตรที่กำหนดและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา มุ่งเน้นจัดการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้การทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัย สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับประชากรวัยเรียนอย่างทั่วถึง ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน ตลอดจนผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่งผลให้มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นและลดลงแบบไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเท่าที่ควรด้วยเหตุนี้ จึงได้สร้างนวัตกรรม PASS AS MODEL ขึ้นจากความต้องการในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ PASS AS MODEL ผ่านกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านประโยคอย่างง่าย เรื่อง My favorite fruit is grape ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โดยอาศัยแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Learning) ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น PASS AS Model จึงเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมบอร์ดเกมจำลองธุรกิจ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแปรรูปอัญชัน "Anchan Mini-Enterprise" สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่โจ้
ครูผู้สอนจึงมองเห็นถึงโอกาสที่ดีและเป็นต้นทุนทางวัตถุดิบ (Asset) ที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือชุมชนที่สามารถ สร้างมูลค่าให้กับผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนนยังสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะอาชีพการเป็นผู้ประกอบการ แต่จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้เรียนยังขาดทักษะในการเรียงลำดับขั้นตอนกระบวนการแปรรูปอย่างถูกต้อง และยังขาดความเข้าใจในกลไกตลาดและการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนมักมองข้ามเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงรวมถึงการคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปผลผลิต ทักษะการคิดเชิงระบบ ผู้เรียนขาดความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของลำดับขั้นตอน ขาดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ที่จะเปลี่ยนจากผลผลิตในโรงเรียน ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนและเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมรรถนะสำคัญในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 จากปัญหาดังกล่าวนี้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนจะไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้เรียนจะเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพไป
รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสริมสร้าง Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนม้งเป็นฐาน “มัคคุเทศก์น้อยดอยปุย” (TDPSS – Guide Model)
เป็นกรอบกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดการกับปัญหาและขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารศึกษา ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับมิติ J-Joint Collaboration ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) โดยผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้านม้ง ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจาก SAR ปีการศึกษา ๒๕๖๗ - ๒๕๖๘ เพื่อระบุปัญหาด้านพัฒนาการสติปัญญา (ตัวชี้วัด ๑.๔.๓) และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่สูง มีการจัดประชุม PLC ให้ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา ได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลรอบด้าน เช่น ผล SAR ข้อมูลพัฒนาการเด็กข้อมูลความพึงพอใจจากผู้ปกครอง เป็นต้น เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงและความต้องการในการพัฒนา ร่วมกัน เช่น การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายเชื่อมโยงกับ TDPSS Model สู่บริบทดอยปุย การร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมหลักสูตรในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โดยคณะครูทุกคน การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและอนุมัติแนวทาง โดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นวิทยากรชุมชน โดยผู้ปกครองและผู้นำชุมชนม้งบ้านดอยปุย ปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาการทอผ้า ปักผ้า และผ้าเขียนเทียนลายม้ง การแสดงเป่าแคนม้ง การให้การส่งเสริม สนับสนุน ร่วมพัฒนา ตลอดจนการให้ข้อมูลบริบทตลาดแรงงานจริงและพื้นที่ฝึกปฏิบัติ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ อุทยาแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สภาพลมหายใจเชียงใหม่ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมม้งอเมริการจากคริสตจักรดอยปุย ที่มาสอนภาษาอังกฤษ ธนาคารออมสินภาค ๘ โรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์ ตลอดจน การให้คำปรึกษาทางวิชาการและตรวจสอบคุณภาพ ได้แก่ คณะศึกษานิเทศก์ จาก สพป.เชียงใหม่ เขต ๑ และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นต้น และเป็นการแก้ปัญหากระบวนทำงานเชิงระบบ โดยริเริ่มจากการวิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพ โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. รอบที่ผ่านมา มีผลการพิจารณาเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ในระดับ ดี โดยได้รับการเสนอแนะให้สถานศึกษาควรระบุรายละเอียดกระบวนการที่ได้มาซึ่งนโยบาย จุดเน้น อัตลักษณ์ และวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับ บริบท วิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น กระบวนการนิเทศ กำกับ ติดตาม และการประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และการตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ ควรใช้วงจรคุณภาพ PDCA ซึ่งสถานศึกษานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่แล้ว โดยดำเนินการให้เป็นระบบตามขั้นตอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติงานที่เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) หรือนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ๆ ซึ่ง เป็นแนวทางหนึ่งที่สถานศึกษาสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจะส่งผลให้เกิดคุณภาพของงานที่ปฏิบัติมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จึงได้ริเริ่มคิดรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมการบริหารภายใต้ชื่อว่า รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสริมสร้าง Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนม้งเป็นฐาน “มัคคุเทศก์น้อยดอยปุย” (TDPSS – Guide Model)
การพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
การศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมาตรา 22 ได้กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้กำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ โดยโรงเรียนต้องดำเนินการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการกระจายอำนาจในการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนโดยใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่ได้กำหนดไว้ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนจำเป็นต้องร่วมดำเนินการอย่างมีระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดกระบวนการสอนจึงกำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างของบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การที่ครูจะมีความสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีจะต้องได้รับการพัฒนา ช่วยเหลือ และได้รับการชี้แนะแนวทางให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและสิ่งที่จะช่วยเหลือให้ครูสามารถพัฒนาคุณภาพการสอนได้ คือ การนิเทศการจัดการศึกษา (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 12) ครูผู้สอนซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการปูพื้นฐานด้านการศึกษาของชาติทำหน้าที่จัดประสบการณ์การเรียนแก่ผู้เรียน การศึกษาระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคนในชาติ หากครูผู้สอนขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรได้รับการพัฒนาและได้รับความช่วยเหลือให้มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนที่มีคุณภาพย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสิ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนเกิดการพัฒนาดังกล่าวก็คือ การนิเทศการสอน หรือ การนิเทศการจัดการศึกษา การนิเทศเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการวางรากฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอน ครูผู้สอนจะต้องได้รับการนิเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ทักษะด้านความคิดและมีเจตคติที่ดี เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้ให้ทำ มาเป็นผู้ถ่ายทอด ความเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนต้องระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ การช่วยเหลือให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและสังคม แม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ และด้านสังคมเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง การจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้นจึงควรนำรูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลาย เข้ามาใช้โดยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การนิเทศเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้น เร่งเร้าให้ครูมีความตื่นตัวที่จะปรับปรุงการเรียน การสอนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนิเทศจากภายนอกหรือการนิเทศภายในก็ตาม (สุภาภรณ์ กิติรัชดานนท์ และคณะ, 2551 : 18) ซึ่งสอดคล้องกับมนูญ อรุณไพโรจน์ (2550 : 13) ได้กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีระบบการชี้แนะ และให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมของครูในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยผ่านตัวกลางคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากเหตุผลดังกล่าว การนิเทศการศึกษาจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ด้วยเป็นการบูรณาการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) เป็นแนวคิดหนึ่งในหลาย ๆ แนวคิดทางด้านการนิเทศการสอน ซึ่งเป็นวิธีการนิเทศที่มีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพของการเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ คือการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของครูที่จะส่งให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ด้วยการนิเทศแบบชี้แนะ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องด้วยเป็นการนิเทศเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนของครู และพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู ดังนั้น การใช้การนิเทศแบบชี้แนะจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือให้ครูสามารถปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย รายงานสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมไทยของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พุทธศักราช 2560-2564 พบว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ มีการรณรงค์จากองค์กรของรัฐ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เห็นพ้องกันว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึก และพบเกือบทุกกลุ่มอาชีพในสังคมไทย เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 1) ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พุทธศักราช 2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกระดับช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณธรรมจริยธรรมป้องกันการทุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นการดำเนินการผ่านสถาบัน หรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาสังคมให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ เสียสละเพื่อส่วนรวม และเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ กล่าวคือ กลยุทธ์ที่ 1 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต และกลยุทธ์ที่ 4 เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งที่ 646/2560 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน พุทธศักราช 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน จากทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน เพื่อดำเนินการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน นักศึกษาในทุกระดับชั้นทั้งในส่วนของการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยแต่ละระดับการศึกษาจัดทำหลักสูตร ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) 2. หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใสใจสะอาด “Youngster with good heart”) 3. หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ 4. หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต และ 5. หลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5 ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้จัดทำชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต ประกอบด้วยเนื้อหา 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต 3. STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และ 4. พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้ง 4 หน่วยนี้จะจัดทำเป็นแผนการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและป้องกันการทุจริตให้แก่ผู้เรียนทุกระดับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลดลง และดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยมีค่าคะแนนสูงขึ้น บรรลุตามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5-6 ) จากประเด็นปัญหาของการศึกษาไทยในด้านหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผู้เรียนเกิดความเครียด ผู้เรียนไม่มีความสุขกับการเรียน ผู้เรียนเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กระบวนการเรียนรู้ไม่พัฒนาผู้เรียน ทางด้านครู พบว่า ครูมีภาระงานสอนมาก ครูสอนไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงวิชาเอก ครูขาดขวัญและกำลังใจ เป็นต้น และสภาพปัญหาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ที่ผ่านมา พบว่าประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดต่อผู้เรียน ครูต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาครูนี้ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตครูจนกระทั่งถึงการพัฒนาครูประจำการโดยใช้หลักการนิเทศการศึกษาที่ถูกต้อง การนิเทศจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการบริหารโรงเรียนโดยให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารโรงเรียนจะบรรลุผลจะต้องมีการปฏิบัติการนิเทศและใช้การนิเทศเป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่องด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบคือ ครูยังไม่เข้าใจหลักสูตรที่ชัดเจน ไม่มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย สื่อไม่มีความทันสมัย และครูผู้สอนไม่มีความชำนาญในการวัดผลประเมินผล ในด้านการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ สืบเนื่องมาจากครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีจำนวนน้อยในแต่ละชั้น ครูสอนไม่เต็มเวลาเต็มความสามารถ เพราะมีภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน (กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6, 2568 : 16) ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้สำรวจและนำผลจากการออกนิเทศมาวิเคราะห์ พบปัญหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ ครูผู้สอนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา วิธีการสอน เทคนิคการสอน และการใช้สื่อเทคโนโลยีมีน้อย ส่งผลให้ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไม่นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หรือหลักสูตรแกนกลางมาใช้กับการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริงตามสภาพบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น ไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงประจักษ์ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดทักษะกระบวนการตามตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร และยังจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบอธิบาย ไม่เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา การทำงานแบบมีส่วนร่วม การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิดรวบยอดในเรื่องของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้เท่าที่ควร จากข้อมูลดังกล่าว ผู้รายงาน จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผลการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริตไปใช้ในสถานศึกษา ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าความรู้ความจำ สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร และการประเมินผลตามหลักสูตร และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิด ในขั้นเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า และในการพัฒนาการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศ โดยปฏิบัติให้สอดคล้องประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีจึงจะทำให้การพัฒนาการศึกษามีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินการจัดการศึกษา อีกทั้งพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและประสบผลสำเร็จ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำครูผู้สอน จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ และศึกษาผลการพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต สู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจ (Knowledge and Comprehension) เกิดทักษะและกระบวนการคิด (Process and Skill) และคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน (Attribute) จึงได้ดำเนินการพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาการนิเทศการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและได้แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไปในอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ในการจัดการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ 5 ประการ ตามปฏิญญาของโรงเรียนสุจริต ในการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการนิเทศ PIDCRES 4S MODEL จะทำให้มีการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างมีประสิทธิภาพ
รูปแบบการบริหารระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้คุณธรรมแบบองค์รวมด้วยนวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) สู่ค่านิยมนำทางชีวิตและปัญญาภายใน โรงเรียนวัดบวกครกเหนือ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๗๙ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.๒๕๖๐ : ค-ช) ที่กล่าวถึง ความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงกดดันภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสังคมโลก อันเนื่องจากการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) การเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ (The Fourth Industrial Revolution)การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ๒๕๗๓ (Sustainable Development Goals : SDGs ๒๐๓๐) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน รวมทั้งผลกระทบของการเป็นประชาคมอาเซียนและความต้องการกำลังคนที่มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบกับแรงกดดันจากภายในประเทศจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลให้ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ การติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชากรที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วรวมทั้งระบบการศึกษาที่ยังมีปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ปัญหาคุณภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ปัญหาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับ จุดอ่อนของระบบการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ยังไม่เหมาะสมขาดความคล่องตัวยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมและการขาดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริตและการมีจิตสาธารณะของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สนองและรองรับความท้าทายดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาเป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่และกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ ๒๑ ดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรงในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและคุณธรรมให้กับเยาวชน อีกทั้งจากข้อมูลแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗:๓) ได้ระบุจุดเน้นสำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับสมรรถนะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ให้กับผู้เรียน รวมถึงการเสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสภาพจริงของโรงเรียนวัดบวกครกเหนือ (๒๕๖๗ : ๘-๙) พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์และวัฒนธรรมต่างชาติอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดความมีวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะในการคิดวิเคราะห์เชิงจริยธรรม นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบระดับชาติ เช่น RT, NT, O-NET และสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบ PISA ยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ จากสถานการณ์ดังกล่าว สถานศึกษาจึงได้นำข้อมูลมาดำเนินการ วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและรายบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน ผนวกกับการศึกษา วิเคราะห์ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก (SWOT Analysis) ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของสถานศึกษา กระบวนการดังกล่าวทำให้ค้นพบข้อจำกัดและช่องโหว่ของการบริหารจัดการแบบเดิม จึงนำมาสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และเลือกปัญหาที่มีความเป็นไปได้ในการแก้ไขและพัฒนาสูงสุด นั่นคือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาทางโรงเรียนจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากการใช้นวัตกรรมเดิมคือ “METTA MODEL” ซึ่งเน้นกระบวนการบริหารจัดการ (การวางแผน, การปฏิบัติ, การติดตาม, การปรับปรุง, และการชื่นชม) แต่พบว่าโครงสร้างดังกล่าวยังเป็นเพียงกรอบการทำงานของผู้บริหารและครูเป็นหลัก ยังไม่สามารถเจาะลึกทะลุทะลวงไปถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง “ตัวตน (Ontological self)” และ “ปัญญาภายใน (Inner Wisdom)” ของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง ผู้เรียนยังคงตอบสนองต่อกิจกรรมคุณธรรมในลักษณะของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการเกิดค่านิยมที่ฝังลึกจากภายในจิตใจ ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับและ “ต่อยอด” นวัตกรรมการบริหารให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม นำมาสู่การพัฒนานวัตกรรม METTA-MIRACLE SPIRAL Model (MMS Model) ซึ่งเป็นการผสาน ๓ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ๑) ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการเชิงระบบ (METTA) ๒) ศาสตร์แห่งค่านิยมศึกษา (Values-based Education - VbE) ที่ใช้หลัก MIRACLE ในการจัดกระทำกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศให้เป็นระบบนิเวศแห่งการหล่อหลอมจิตใจ และ ๓) ศาสตร์แห่งกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูง (Experiential Learning) ที่ดึงผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัยให้เผชิญความท้าทาย ลงมือทำ สะท้อนคิดและยกระดับความเข้าใจ เป็นเกลียวแห่งปัญญา (Spiral Effect) ที่ไม่ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม การพัฒนานวัตกรรมนี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับทิศทางการพัฒนาตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการทดสอบ (PISA/O-NET), การจัดกิจกรรมส่งเสริม พหุปัญญาแบบ Active Learning, การสร้างวินัยทางการเงินผ่านกิจกรรมธนาคารโรงเรียน, ตลอดจนการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Engagement ) เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษา นวัตกรรมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารใช้เพื่อพลิกโฉม (Transform) วัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนครูจากการเป็นผู้บอกสอน (Instructor) ให้เป็นครูโค้ช (Facilitator) และเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้รับความรู้ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีเป้าหมายชีวิตที่งดงาม และมีสมรรถนะพร้อมเผชิญโลกอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนานวัตกรรม 2) ยกร่างและประเมินร่างนวัตกรรม 3) ทดลองและขยายผลการใช้นวัตกรรม และ 4) ประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร ครู นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินร่างนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า : สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่า PNI Modified เท่ากับ 0.47 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดผู้เรียนมีสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ นวัตกรรม RARE S-TEAM Model ยังส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานศึกษามีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
การพัฒนานวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ “4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว”
ในสภาพสังคมยุคปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจและสังคม มักส่งผลกระทบที่อาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ กับผู้เรียนในสถานศึกษาหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรมของผู้เรียน ด้านความปลอดภัยของผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นมลพิษต่อสุขภาวะของผู้เรียน ด้านการกลั่นแกล้งทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมออนไลน์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง ครูจึงควรมีเทคนิควิธีและกระบวนการในการให้การช่วยเหลือผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพละเอียดรอบคอบมากขึ้น มีบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นและการแนะแนวยังเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่มีความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะต้องเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความสมดุลหรือมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน ในระหว่างมิติต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม จิตใจ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นองค์ประกอบที่จะรวมกันหรือองค์รวมในการทำให้ชีวิตมนุษย์สามารถอยู่ดีมีสุขได้ ทั้งสำหรับคนในรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต การแนะแนวได้รับการยอมรับว่าเป็นแขนงวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีปรัชญาจุดมุ่งหมาย กระบวนการ จรรยาบรรณ และการวิจัยที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้การพัฒนาเยาวชนไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง การดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เยาวชนมีคุณภาพตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายโดยเฉพาะครูซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน การแนะแนวเป็นศาสตร์ หนึ่งที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเจริญเติบโตเต็มตามศักยภาพบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่ตั้งไว้ ดังนั้นครูทุกคนจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการแนะแนวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือพัฒนาผู้เรียน การจัดการแนะแนวจึงเป็นความสมัครใจของผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อเติมเต็ม การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้น ด้านความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องสาระความรู้ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3), 2553) การให้คำปรึกษาในการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน โดยการบริการให้การปรึกษา (Counseling Service) ถือ ได้ว่าเป็นหัวใจของการแนะแนว “เป็นพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง การสร้างพื้นที่ภายในโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียนโดยให้มีการสนทนาพูดคุยระหว่างครูกับนักเรียน โดยใช้ทักษะให้การปรึกษา เพื่อสร้างสัมพันธภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การแนะแนวในสถานศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตอบสนองพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นให้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขโดยเฉพาะบริการแนะแนวในสถานศึกษายังสนับสนุนจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตัวเอง มีความสามารถในการสื่อสารและเทคโนโลยี มีทักษะชีวิตสามารถรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิต รักการออกกำลังกาย มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของโลก มีจิตสาธารณะอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข ทั้งนี้หลักสูตรได้กำหนดให้มีกิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร จากความสำคัญของงานแนะแนว มีความสำคัญได้ดังนี้ 1. งานแนะแนวมีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการส่งเสริมพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและ สติปัญญา ความสามารถปรับตัว ความสามารถการศึกษาและพัฒนาทักษะพื้นฐานการงานอาชีพตามวัย 2. งานแนะแนวมีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการป้องกันปัญหาของผู้เรียนทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน 3. งานแนะแนวช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถช่วยตนเอง แก้ไขปัญหาของตนและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมตามวัย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (งานแนะแนว) โรงเรียนศรีจอมทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 จึงมุ่งส่งเสริมให้ครูทุกท่าน สามารถให้คำปรึกษาแก่นักเรียนแบบบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียน ส่วนตัวและสังคม สามารถนำองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละด้าน นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริงได้ ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ 4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว แบบบูรณาการทั้งสามด้าน คือ 1) ด้านการศึกษา 2) ด้านส่วนตัวและสังคม 3) ด้านอาชีพ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีแนวทางเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองได้ดีขึ้น พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตจะสอดคล้องกับประเด็นกลยุทธ์ของโรงเรียนมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมีคุณธรรมรับผิดชอบต่อสังคม เป็นพลเมืองดีและมีค่านิยมที่พึงประสงค์ ระบบในการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาให้วัยรุ่นมีความพร้อมในการดำเนินชีวิตและก้าวข้ามอุปสรรคถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในสถานศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะและเตรียม ความพร้อมให้กับผู้เรียน ทั้งนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ กำหนดให้สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมแนะแนว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ แก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียนช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) โรงเรียนศรีจอมทอง เป็นโรงเรียนสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 โรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญในหน้าที่ของการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีกระบวนการบริหารจัดการ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นโรงเรียนคุณภาพด้านวิชาการ ส่งเสริมนวัตกรรม ให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มีสมรรถนะ สื่อสารสามภาษา พัฒนาสู่สากล บนพื้นฐานความเป็นไทย” มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้ ผู้เรียนมีความรู้ มีความเป็นเลิศทางวิชาการมีคุณธรรมและมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อเป็น พลเมืองที่ดีของสังคม โดยการส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีความรู้ มีทักษะ กระบวนการและมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน โดยโรงเรียนศรีจอมทองมีกระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์และพันธกิจซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษาโดยการวิเคราะห์ (SWOT Analysis) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของสถานศึกษา พร้อมทั้งเสนอแนะ วิธีการพัฒนาส่งเสริมแก้ไข โดยอยู่บนพื้นฐานข้อมูลของสถานศึกษาร่วมกันกำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ และพันธกิจซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนโดยมอบหมายหน้าที่ ผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละโครงการอย่างเป็นระบบคำนึงถึงเป้าหมายของความสำเร็จในแต่ละปี ความสอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษารวมถึงทุกโครงการจะต้องส่งผลเพื่อให้วิสัยทัศน์ของโรงเรียนศรีจอมทองประสบความสำเร็จ ในการดำเนินงานมีการกำกับ ติดตามผล การดำเนินงานตามโครงการ/กิจกรรม ทั้งในด้านระยะเวลา งบประมาณ ความสำเร็จของโครงการ กิจกรรมและนำข้อมูลที่สรุปมาเป็นส่วนสำคัญใน การวางแผนจัดทำแผนปฏิบัติการในปีถัดไปมีการ จัดทำและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาโดยสถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบท ท้องถิ่นและสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราชการ 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน งานแนะแนวในโรงเรียนจึงเป็นอีกหนึ่งงานซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการพัฒนาผู้เรียน จึงได้มีการสร้างและออกแบบนวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ “4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว” ขึ้น เนื่องจากงานแนะแนวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้มีการจัด กิจกรรมแนะแนวในชั้นเรียนและงานบริการแนะแนวเพื่อให้ข้อมูลด้านการศึกษา อาชีพและส่วนตัวให้ทั่วถึงนักเรียนทุกคนโดยมีการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้สามารถค้นพบตนเองและพัฒนาศักยภาพตนเองได้ การแนะแนวจึงได้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาองค์รวมของนักเรียนทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม สามารถคิดแก้ปัญหากำหนดเป้าหมายวางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม