คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
การใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย
การจัดทำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง การใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เพื่อส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ การนิเทศ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อการใช้รูปแบบการนิเทศดังกล่าว การพัฒนารูปแบบดำเนินการตามแนวคิด ADDIE Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ (Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินผล (Evaluation) โดยยึดหลักการของวิธีระบบ (System Approach) และสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การนิเทศแบบร่วมพัฒนา (Collaborative Supervision) การชี้แนะ (Coaching) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflective Practice) การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จนได้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Planning (P) การวางแผนการนิเทศ Understanding (U) การสร้างความเข้าใจ Doing (D) การดำเนินการนิเทศ Reflecting (R) การสะท้อนผลการนิเทศ และ Reporting (R) การรายงานผลการนิเทศ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบนิเทศติดตามการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการดำเนินงานพบว่า รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model มีองค์ประกอบที่ชัดเจน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปใช้พัฒนาครูผู้สอนในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด และครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง และใช้กระบวนการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิด การสังเกต การตั้งคำถาม และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมตามวัย ขณะเดียวกันสถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในที่เข้มแข็งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC และสามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยเห็นว่ารูปแบบมีขั้นตอนที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้จริง เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพและช่วยยกระดับคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงนับได้ว่ารูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้และขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างเหมาะสม
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ FUNgLish-Active & Smart Model เพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติและสมรรถนะด้านซอฟต์สกิล (Soft Skills) สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาขนาดกลางที่มุ่งมั่น พัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศและแบบ ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน ทั้งในภาพรวมระดับสถานศึกษาและระดับรายบุคคล พบว่า ผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ยังคงมีผลสัมฤทธิ์และสมรรถนะด้านการสื่อสาร ภาษาอังกฤษที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง เมื่อวิเคราะห์ความเป็นมาและสภาพปัญหาอย่าง ละเอียดพบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมส่วนใหญ่ยังคงเน้นการท่องจำโครงสร้าง ไวยากรณ์และคำศัพท์แบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการสู่การนำไปใช้ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดโอกาสใน การฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษในรูปแบบของการปฏิบัติจริง นักเรียนส่วนใหญ่จึงขาดความมั่นใจ ไม่ กล้าแสดงออก และไม่สามารถเชื่อมโยงทักษะทางภาษาเข้ากับการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงการขาดสมรรถนะด้านซอฟต์สกิลที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เพื่อแนวทางการแก้ปัญหาที่ตรงจุด จึงได้ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของโรงเรียน โดยในกระบวนการพัฒนานวัตกรรม FUNgLish Model ที่ได้ส่งผลงานและนำไปใช้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการชี้แนะและข้อเสนอแนะอัน เป็นประโยชน์ยิ่งจากคณะผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้ให้แนวคิดในการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรม เดิมให้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประกอบกับการนำข้อเสนอแนะดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกับผู้บริหารและเพื่อนครู ผลการวิเคราะห์และ จัดลำดับความสำคัญของปัญหาพบว่า "การขาดทักษะภาคปฏิบัติและความต่อเนื่องในการฝึกฝน ซอฟต์สกิล" เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องนำมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเดิมเป็น ลำดับแรก ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงตัดสินใจเลือกปัญหานี้มาดำเนินการแก้ไข และปรับเยียวยา เนื่องจากมีความเป็นไปได้จริง (Feasibility) ในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ทรัพยากรที่มีอยู่ และข้อคิดเห็นเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ โดยได้นำทฤษฎีการสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มา บูรณาการขยายผล ยกระดับนวัตกรรมเดิมสู่ "รูปแบบการจัดการเรียนรู้ FUNgLish-Active & Smart" โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติและสมรรถนะด้านซอฟต์สกิล (Soft Skills) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออก มีความสุขใน การเรียนรู้ และสามารถนำทักษะภาษาอังกฤษไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตจริงได้อย่างยั่งยืน
การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ PASS AS MODEL ผ่านกิจกรรม การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านประโยคอย่างง่าย เรื่อง My favorite fruit is grape ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
โรงเรียนบ้านทับเดื่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๒ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดระบบโครงสร้างการส่วนราชการครอบคลุมงาน ๔ ฝ่าย ฝ่ายบริหารวิชาการ ฝ่ายบริหารงบประมาณ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และฝ่ายบริหารทั่วไป เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการบริหารจัดการมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถตามหลักสูตรที่กำหนดและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา มุ่งเน้นจัดการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้การทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัย สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับประชากรวัยเรียนอย่างทั่วถึง ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน ตลอดจนผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่งผลให้มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นและลดลงแบบไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเท่าที่ควรด้วยเหตุนี้ จึงได้สร้างนวัตกรรม PASS AS MODEL ขึ้นจากความต้องการในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ PASS AS MODEL ผ่านกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านประโยคอย่างง่าย เรื่อง My favorite fruit is grape ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โดยอาศัยแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Learning) ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น PASS AS Model จึงเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมบอร์ดเกมจำลองธุรกิจ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแปรรูปอัญชัน "Anchan Mini-Enterprise" สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่โจ้
ครูผู้สอนจึงมองเห็นถึงโอกาสที่ดีและเป็นต้นทุนทางวัตถุดิบ (Asset) ที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือชุมชนที่สามารถ สร้างมูลค่าให้กับผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนนยังสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะอาชีพการเป็นผู้ประกอบการ แต่จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้เรียนยังขาดทักษะในการเรียงลำดับขั้นตอนกระบวนการแปรรูปอย่างถูกต้อง และยังขาดความเข้าใจในกลไกตลาดและการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนมักมองข้ามเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงรวมถึงการคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปผลผลิต ทักษะการคิดเชิงระบบ ผู้เรียนขาดความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของลำดับขั้นตอน ขาดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ที่จะเปลี่ยนจากผลผลิตในโรงเรียน ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนและเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมรรถนะสำคัญในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 จากปัญหาดังกล่าวนี้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนจะไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้เรียนจะเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพไป
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ PANGKIA SMART Model ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะผู้เรียน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
การพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาภายใต้รูปแบบ PANGKIA SMART Model ถือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มุ่งเน้นการยืดหยุ่นและการใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ โดยโมเดลนี้ได้บูรณาการแนวคิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง (Authentic Learning) และการเรียนรู้ผ่านการบริการสังคม (Service-Learning) เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้ากับบริบทชีวิตจริงและภูมิปัญญาท้องถิ่นรอบตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม
การพัฒนานวัตกรรมสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลบอร์ดเกม "Chiang Mai Smog Fighter : วิกฤตลมหายใจเมืองเหนือ" เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ การแก้ปัญหาเชิงสถานการณ์ และการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-Based Learning)
นวัตกรรม “Chiang Mai Smog Fighter: วิกฤตลมหายใจเมืองเหนือ” เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Unplugged Coding Board Game ที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดว่า การเรียนวิทยาการคำนวณจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาที่ใกล้ตัว โดยนำสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นบริบทของเกม เชื่อมโยงกับแนวคิด Coding, Computational Thinking, Active Learning, Game-Based Learning และ STEM Education ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้เรื่อง If–Then–Else จากการจดจำคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเผชิญสถานการณ์จำลอง วิเคราะห์ข้อมูล AQI วางแผนใช้ AP และ Budget เลือกแนวทางแก้ไข ตรวจสอบเงื่อนไข และตัดสินใจร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม กระบวนการดังกล่าวช่วยเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมของ Coding ให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็น ลงมือทำ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ พร้อมพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น
การพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้าน ทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
การศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมาตรา 22 ได้กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้กำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ โดยโรงเรียนต้องดำเนินการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการกระจายอำนาจในการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนโดยใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่ได้กำหนดไว้ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนจำเป็นต้องร่วมดำเนินการอย่างมีระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดกระบวนการสอนจึงกำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างของบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การที่ครูจะมีความสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีจะต้องได้รับการพัฒนา ช่วยเหลือ และได้รับการชี้แนะแนวทางให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและสิ่งที่จะช่วยเหลือให้ครูสามารถพัฒนาคุณภาพการสอนได้ คือ การนิเทศการจัดการศึกษา (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 12) ครูผู้สอนซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการปูพื้นฐานด้านการศึกษาของชาติทำหน้าที่จัดประสบการณ์การเรียนแก่ผู้เรียน การศึกษาระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคนในชาติ หากครูผู้สอนขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรได้รับการพัฒนาและได้รับความช่วยเหลือให้มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนที่มีคุณภาพย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสิ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนเกิดการพัฒนาดังกล่าวก็คือ การนิเทศการสอน หรือ การนิเทศการจัดการศึกษา การนิเทศเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการวางรากฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอน ครูผู้สอนจะต้องได้รับการนิเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ทักษะด้านความคิดและมีเจตคติที่ดี เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้ให้ทำ มาเป็นผู้ถ่ายทอด ความเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนต้องระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ การช่วยเหลือให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและสังคม แม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ และด้านสังคมเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง การจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้นจึงควรนำรูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลาย เข้ามาใช้โดยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การนิเทศเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้น เร่งเร้าให้ครูมีความตื่นตัวที่จะปรับปรุงการเรียน การสอนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนิเทศจากภายนอกหรือการนิเทศภายในก็ตาม (สุภาภรณ์ กิติรัชดานนท์ และคณะ, 2551 : 18) ซึ่งสอดคล้องกับมนูญ อรุณไพโรจน์ (2550 : 13) ได้กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีระบบการชี้แนะ และให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมของครูในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยผ่านตัวกลางคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากเหตุผลดังกล่าว การนิเทศการศึกษาจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ด้วยเป็นการบูรณาการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) เป็นแนวคิดหนึ่งในหลาย ๆ แนวคิดทางด้านการนิเทศการสอน ซึ่งเป็นวิธีการนิเทศที่มีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพของการเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ คือการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของครูที่จะส่งให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ด้วยการนิเทศแบบชี้แนะ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องด้วยเป็นการนิเทศเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนของครู และพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู ดังนั้น การใช้การนิเทศแบบชี้แนะจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือให้ครูสามารถปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย รายงานสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมไทยของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พุทธศักราช 2560-2564 พบว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ มีการรณรงค์จากองค์กรของรัฐ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เห็นพ้องกันว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึก และพบเกือบทุกกลุ่มอาชีพในสังคมไทย เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 1) ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พุทธศักราช 2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกระดับช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณธรรมจริยธรรมป้องกันการทุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นการดำเนินการผ่านสถาบัน หรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาสังคมให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ เสียสละเพื่อส่วนรวม และเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ กล่าวคือ กลยุทธ์ที่ 1 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต และกลยุทธ์ที่ 4 เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งที่ 646/2560 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน พุทธศักราช 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน จากทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน เพื่อดำเนินการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน นักศึกษาในทุกระดับชั้นทั้งในส่วนของการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยแต่ละระดับการศึกษาจัดทำหลักสูตร ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) 2. หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใสใจสะอาด “Youngster with good heart”) 3. หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ 4. หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต และ 5. หลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5 ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้จัดทำชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต ประกอบด้วยเนื้อหา 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต 3. STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และ 4. พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้ง 4 หน่วยนี้จะจัดทำเป็นแผนการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและป้องกันการทุจริตให้แก่ผู้เรียนทุกระดับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลดลง และดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยมีค่าคะแนนสูงขึ้น บรรลุตามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5-6 ) จากประเด็นปัญหาของการศึกษาไทยในด้านหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผู้เรียนเกิดความเครียด ผู้เรียนไม่มีความสุขกับการเรียน ผู้เรียนเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กระบวนการเรียนรู้ไม่พัฒนาผู้เรียน ทางด้านครู พบว่า ครูมีภาระงานสอนมาก ครูสอนไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงวิชาเอก ครูขาดขวัญและกำลังใจ เป็นต้น และสภาพปัญหาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ที่ผ่านมา พบว่าประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดต่อผู้เรียน ครูต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาครูนี้ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตครูจนกระทั่งถึงการพัฒนาครูประจำการโดยใช้หลักการนิเทศการศึกษาที่ถูกต้อง การนิเทศจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการบริหารโรงเรียนโดยให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารโรงเรียนจะบรรลุผลจะต้องมีการปฏิบัติการนิเทศและใช้การนิเทศเป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่องด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบคือ ครูยังไม่เข้าใจหลักสูตรที่ชัดเจน ไม่มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย สื่อไม่มีความทันสมัย และครูผู้สอนไม่มีความชำนาญในการวัดผลประเมินผล ในด้านการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ สืบเนื่องมาจากครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีจำนวนน้อยในแต่ละชั้น ครูสอนไม่เต็มเวลาเต็มความสามารถ เพราะมีภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน (กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6, 2568 : 16) ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้สำรวจและนำผลจากการออกนิเทศมาวิเคราะห์ พบปัญหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ ครูผู้สอนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา วิธีการสอน เทคนิคการสอน และการใช้สื่อเทคโนโลยีมีน้อย ส่งผลให้ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไม่นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หรือหลักสูตรแกนกลางมาใช้กับการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริงตามสภาพบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น ไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงประจักษ์ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดทักษะกระบวนการตามตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร และยังจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบอธิบาย ไม่เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา การทำงานแบบมีส่วนร่วม การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิดรวบยอดในเรื่องของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้เท่าที่ควร จากข้อมูลดังกล่าว ผู้รายงาน จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผลการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริตไปใช้ในสถานศึกษา ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าความรู้ความจำ สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร และการประเมินผลตามหลักสูตร และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิด ในขั้นเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า และในการพัฒนาการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศ โดยปฏิบัติให้สอดคล้องประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีจึงจะทำให้การพัฒนาการศึกษามีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินการจัดการศึกษา อีกทั้งพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและประสบผลสำเร็จ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำครูผู้สอน จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ และศึกษาผลการพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต สู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจ (Knowledge and Comprehension) เกิดทักษะและกระบวนการคิด (Process and Skill) และคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน (Attribute) จึงได้ดำเนินการพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาการนิเทศการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและได้แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไปในอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ในการจัดการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ 5 ประการ ตามปฏิญญาของโรงเรียนสุจริต ในการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการนิเทศ PIDCRES 4S MODEL จะทำให้มีการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย IAO Model เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อยอดสู่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย IAO Model ที่บูรณาการทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการสอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคะแนนผ่านระดับ 3 ขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3) เพื่อยกระดับผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และผลการทดสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม IAO Model และ 5) เพื่อส่งเสริมศักยภาพความเป็นเลิศของผู้เรียนสู่การแข่งขันทักษะทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น ต่อยอดสู่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติในระดับต่างๆ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (n=42–51 คนต่อปี) และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (n=40–42 คนต่อปี) ที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน ณ โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย ในปีการศึกษา 2566–2568 รวม 3 ปีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย IAO Model สื่อและอุปกรณ์ประกอบกิจกรรม 5 แนวทาง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC = 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t-test Paired Samples และค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรม IAO Model มีประสิทธิภาพ E₁/E₂ = 84.50/82.35 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่า IOC = 0.92 และค่า Cronbach's Alpha = 0.92 2) นักเรียนร้อยละ 84.57 มีสมรรถนะการคิดขั้นสูงระดับ 'ดี' ขึ้นไป สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3) นักเรียน ป.3 มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไปร้อยละ 83.34 และนักเรียน ป.6 ร้อยละ 82.26 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ในทุกปีการศึกษา โดยไม่มีนักเรียนระดับ 0 4) คะแนนเฉลี่ย NT ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ คะแนนเฉลี่ย O-NET ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ 5) ความพึงพอใจของผู้เรียนรวม n=175 คน x\bar = 4.77 อยู่ในระดับมากที่สุด 6) นักเรียนได้รับรางวัลมากกว่า 30 รายการตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่ถึงระดับนานาชาติ
การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยเพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ ประชากรทั้งหมดจำนวน 12 คน เป็นเด็กอนุบาลปีที่ 3 ของโรงเรียนสันมหาพนวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ศึกษาสภาพ (Study) สังเคราะห์ (Synthetic) สื่อการสอนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Media) การจัดประสบการณ์เรียนรู้ (Enrichment Activities) บูรณาการกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และการประเมินผล (Evaluation) ผลการวิจัยพบว่า เด็กมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ “นักสืบสารอาหาร” เพื่อยกระดับความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และเสริมสร้างสุขภาวะของผู้เรียน
การวิจัยนี้ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะ “นักสืบสารอาหาร” นวัตกรรมใช้สถานการณ์ตามแนวทาง PISA และรูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 5E นวัตกรรมใช้สื่อภาพเชิงสัญลักษณ์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ นวัตกรรมพัฒนาความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักด้านโภชนาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน 20 คน ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เป็นเวลา 2 ชั่วโมง การศึกษานี้เป็นการประเมินนวัตกรรมในชั้นเรียนแบบกลุ่มเดียวหลังการใช้ ร่วมกับการวิเคราะห์หลักฐานเชิงคุณภาพจากชิ้นงาน การสังเกต และบันทึกหลังสอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้และชุดแฟ้มคดีปริศนา 5 คดี สื่อประกอบ ได้แก่ บัตรภาพหลักฐานและตารางข้อมูลพลังงานและสารอาหาร โดยมีคู่มือนักสืบช่วยกำกับการทำงาน เครื่องมือบันทึกและประเมิน ได้แก่ แบบบันทึกนักสืบสารอาหาร แฟ้มคดีพิเศษสืบสวนจานอาหารตัวเอง แบบประเมินตนเอง 3 สี และเกณฑ์การประเมินตามสภาพจริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ฐานนิยม และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 20 คนผ่านเกณฑ์ระดับดีขึ้นไปในด้านความรู้ ทักษะการสังเกต การวิเคราะห์เชื่อมโยงหลักฐาน และความตระหนักด้านโภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 100 ระดับสมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก 18 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ผู้เรียนระดับดีมี 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10 นักเรียนทุกคนประเมินตนเองด้วยสีเขียวว่าเข้าใจดีมากและสามารถอธิบายเพื่อนได้ หลักฐานเชิงคุณภาพสะท้อนว่า สถานการณ์คดีและสื่อภาพช่วยลดภาระด้านภาษา เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนอธิบายเหตุผลจากบริบทจริง และส่งเสริมการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอาหาร อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นผลจากกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหนึ่งห้องเรียนและไม่มีคะแนนหลังเรียนที่เทียบตรงกับคะแนนฐานเดิม จึงควรตีความในฐานะหลักฐานผลการใช้นวัตกรรมในบริบทจริง ไม่ใช่ข้อสรุปเชิงเหตุและผลทั่วไป
DINPUN Model : รูปแบบการจัดการเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ด้วยกระบวนการ Active Learning โรงเรียนวัดศรีสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กำหนดให้การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ คุณธรรม และสมรรถนะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด การลงมือปฏิบัติ และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การพัฒนาการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) และการบูรณาการการเรียนรู้กับบริบทของชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม และการดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) นอกจากนี้ การพัฒนาการศึกษายังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education) และเป้าหมายที่ 11 ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ที่มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โรงเรียนวัดศรีสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ตั้งอยู่ในตำบล หารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น โดยเฉพาะ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 200 ปี และได้รับการยอมรับว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน สามารถสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการบูรณาการเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสภาพปัญหาโดยการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา การสำรวจความต้องการของผู้เรียน (Needs Assessment) การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ การสัมภาษณ์ครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชุมชน และการวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดโอกาสในการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับการดำรงชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Active Learning ของ Bonwell และ Eison (1991) ที่เสนอว่าผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งสอดคล้องกับแนวคิด Experiential Learning ของ Kolb (1984) ซึ่งอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากการเปลี่ยนประสบการณ์เป็นองค์ความรู้ผ่านวงจรของการปฏิบัติ การสะท้อนคิด การสร้างแนวคิด และการนำไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนแนวคิด Learning by Doing ของ Dewey (1938) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมยังอาศัยแนวคิด Place-Based Learning ของ Sobel (2004) ที่เน้นการใช้ชุมชนและบริบทของพื้นที่เป็นฐานการเรียนรู้ และแนวคิด Community-Based Learning ของ Melaville, Berg และ Blank (2006) ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ควบคู่กับแนวคิด Competency-Based Education ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการปฏิบัติจริง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) และแนวคิด STEM Education ที่ส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้สู่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรม (Bybee, 2013) จากการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็น และศักยภาพของชุมชน ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” รูปแบบการจัดการเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ด้วยกระบวนการ Active Learning โดยผ่านกระบวนการศึกษาบริบท การสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎี การออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทดลองใช้ การปรับปรุง และการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา จนได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DINPUN Model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ Discover (ค้นพบ) Investigate (สืบค้น) Network Learning (เรียนรู้ร่วมกับเครือข่าย) Practice (ลงมือปฏิบัติ) Understanding (สะท้อนและสังเคราะห์องค์ความรู้) และ New Innovation (สร้างสรรค์นวัตกรรม) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรง เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้ทางวิชาการ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ผลการนำนวัตกรรมไปใช้พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนเฉลี่ย 61.20 คะแนน เป็น 84.35 คะแนน มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 65.26 เป็นร้อยละ 95.79 สมรรถนะผู้เรียนเพิ่มขึ้นจาก 3.18 เป็น 4.56 และคะแนน Soft Skills เพิ่มขึ้นจาก 3.42 เป็น 4.61 อีกทั้งผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น พวงกุญแจดินปั้น ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสร้างสรรค์ และกิจกรรมผู้ประกอบการน้อย ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ นวัตกรรมยังส่งผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ศูนย์วิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน เทศบาลตำบลหารแก้ว สถาบันอุดมศึกษา ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา จนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ที่ใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับเขตพื้นที่ จังหวัด และระดับประเทศ ดังนั้น นวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” จึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีฐานคิดทางวิชาการชัดเจน ผ่านกระบวนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพอย่างเป็นระบบ สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ทักษะในศตวรรษที่ 21 และ Soft Skills ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างคุณค่าทางการศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนานวัตกรรม 2) ยกร่างและประเมินร่างนวัตกรรม 3) ทดลองและขยายผลการใช้นวัตกรรม และ 4) ประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร ครู นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินร่างนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า : สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่า PNI Modified เท่ากับ 0.47 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดผู้เรียนมีสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ นวัตกรรม RARE S-TEAM Model ยังส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานศึกษามีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน