คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 27 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
T02

การจัดทำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง การใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เพื่อส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ การนิเทศ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อการใช้รูปแบบการนิเทศดังกล่าว การพัฒนารูปแบบดำเนินการตามแนวคิด ADDIE Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ (Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินผล (Evaluation) โดยยึดหลักการของวิธีระบบ (System Approach) และสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การนิเทศแบบร่วมพัฒนา (Collaborative Supervision) การชี้แนะ (Coaching) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflective Practice) การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จนได้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Planning (P) การวางแผนการนิเทศ Understanding (U) การสร้างความเข้าใจ Doing (D) การดำเนินการนิเทศ Reflecting (R) การสะท้อนผลการนิเทศ และ Reporting (R) การรายงานผลการนิเทศ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบนิเทศติดตามการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการดำเนินงานพบว่า รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model มีองค์ประกอบที่ชัดเจน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปใช้พัฒนาครูผู้สอนในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด และครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง และใช้กระบวนการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิด การสังเกต การตั้งคำถาม และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมตามวัย ขณะเดียวกันสถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในที่เข้มแข็งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC และสามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยเห็นว่ารูปแบบมีขั้นตอนที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้จริง เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพและช่วยยกระดับคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงนับได้ว่ารูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้และขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างเหมาะสม

กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา รายละเอียด →

โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานศึกษาขนาดกลางที่มุ่งมั่น พัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศและแบบ ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน ทั้งในภาพรวมระดับสถานศึกษาและระดับรายบุคคล พบว่า ผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ยังคงมีผลสัมฤทธิ์และสมรรถนะด้านการสื่อสาร ภาษาอังกฤษที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง เมื่อวิเคราะห์ความเป็นมาและสภาพปัญหาอย่าง ละเอียดพบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมส่วนใหญ่ยังคงเน้นการท่องจำโครงสร้าง ไวยากรณ์และคำศัพท์แบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการสู่การนำไปใช้ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดโอกาสใน การฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษในรูปแบบของการปฏิบัติจริง นักเรียนส่วนใหญ่จึงขาดความมั่นใจ ไม่ กล้าแสดงออก และไม่สามารถเชื่อมโยงทักษะทางภาษาเข้ากับการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงการขาดสมรรถนะด้านซอฟต์สกิลที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ เพื่อแนวทางการแก้ปัญหาที่ตรงจุด จึงได้ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพตามบทบาทของโรงเรียน โดยในกระบวนการพัฒนานวัตกรรม FUNgLish Model ที่ได้ส่งผลงานและนำไปใช้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการชี้แนะและข้อเสนอแนะอัน เป็นประโยชน์ยิ่งจากคณะผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้ให้แนวคิดในการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรม เดิมให้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประกอบกับการนำข้อเสนอแนะดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ร่วมกับผู้บริหารและเพื่อนครู ผลการวิเคราะห์และ จัดลำดับความสำคัญของปัญหาพบว่า "การขาดทักษะภาคปฏิบัติและความต่อเนื่องในการฝึกฝน ซอฟต์สกิล" เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องนำมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเดิมเป็น ลำดับแรก ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงตัดสินใจเลือกปัญหานี้มาดำเนินการแก้ไข และปรับเยียวยา เนื่องจากมีความเป็นไปได้จริง (Feasibility) ในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา ทรัพยากรที่มีอยู่ และข้อคิดเห็นเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ โดยได้นำทฤษฎีการสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มา บูรณาการขยายผล ยกระดับนวัตกรรมเดิมสู่ "รูปแบบการจัดการเรียนรู้ FUNgLish-Active & Smart" โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติและสมรรถนะด้านซอฟต์สกิล (Soft Skills) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออก มีความสุขใน การเรียนรู้ และสามารถนำทักษะภาษาอังกฤษไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตจริงได้อย่างยั่งยืน

โรงเรียนบ้านสันทราย รายละเอียด →

โรงเรียนบ้านทับเดื่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๒ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดระบบโครงสร้างการส่วนราชการครอบคลุมงาน ๔ ฝ่าย ฝ่ายบริหารวิชาการ ฝ่ายบริหารงบประมาณ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และฝ่ายบริหารทั่วไป เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการบริหารจัดการมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถตามหลักสูตรที่กำหนดและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา มุ่งเน้นจัดการศึกษาร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้การทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัย สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับประชากรวัยเรียนอย่างทั่วถึง ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน ตลอดจนผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่งผลให้มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นและลดลงแบบไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเท่าที่ควรด้วยเหตุนี้ จึงได้สร้างนวัตกรรม PASS AS MODEL ขึ้นจากความต้องการในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ PASS AS MODEL ผ่านกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านประโยคอย่างง่าย เรื่อง My favorite fruit is grape ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โดยอาศัยแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Learning) ร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น PASS AS Model จึงเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนบ้านทับเดื่อ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

นวัตกรรมบอร์ดเกมจำลองธุรกิจ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการและการแปรรูปอัญชัน "Anchan Mini-Enterprise" สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่โจ้

ครูผู้สอนจึงมองเห็นถึงโอกาสที่ดีและเป็นต้นทุนทางวัตถุดิบ (Asset) ที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือชุมชนที่สามารถ สร้างมูลค่าให้กับผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนนยังสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะอาชีพการเป็นผู้ประกอบการ แต่จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้เรียนยังขาดทักษะในการเรียงลำดับขั้นตอนกระบวนการแปรรูปอย่างถูกต้อง และยังขาดความเข้าใจในกลไกตลาดและการเป็นผู้ประกอบการ นักเรียนมักมองข้ามเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงรวมถึงการคำนวณ "ต้นทุนแฝง" ที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปรรูปผลผลิต ทักษะการคิดเชิงระบบ ผู้เรียนขาดความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของลำดับขั้นตอน ขาดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ที่จะเปลี่ยนจากผลผลิตในโรงเรียน ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนและเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมรรถนะสำคัญในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 จากปัญหาดังกล่าวนี้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนจะไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้เรียนจะเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพไป

โรงเรียนบ้านแม่โจ้ รายละเอียด →

การพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาภายใต้รูปแบบ PANGKIA SMART Model ถือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มุ่งเน้นการยืดหยุ่นและการใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ โดยโมเดลนี้ได้บูรณาการแนวคิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง (Authentic Learning) และการเรียนรู้ผ่านการบริการสังคม (Service-Learning) เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้ากับบริบทชีวิตจริงและภูมิปัญญาท้องถิ่นรอบตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม

บ้านปางเกี๊ยะ รายละเอียด →

นวัตกรรม “Chiang Mai Smog Fighter: วิกฤตลมหายใจเมืองเหนือ” เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Unplugged Coding Board Game ที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดว่า การเรียนวิทยาการคำนวณจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาที่ใกล้ตัว โดยนำสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นบริบทของเกม เชื่อมโยงกับแนวคิด Coding, Computational Thinking, Active Learning, Game-Based Learning และ STEM Education ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้เรื่อง If–Then–Else จากการจดจำคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเผชิญสถานการณ์จำลอง วิเคราะห์ข้อมูล AQI วางแผนใช้ AP และ Budget เลือกแนวทางแก้ไข ตรวจสอบเงื่อนไข และตัดสินใจร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม กระบวนการดังกล่าวช่วยเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมของ Coding ให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็น ลงมือทำ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ พร้อมพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

โรงเรียนบ้านแม่โจ้ รายละเอียด →

การศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และมาตรา 22 ได้กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้กำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ โดยโรงเรียนต้องดำเนินการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับการกระจายอำนาจในการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนโดยใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่ได้กำหนดไว้ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนจำเป็นต้องร่วมดำเนินการอย่างมีระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การจัดกระบวนการสอนจึงกำหนดให้จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างของบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การที่ครูจะมีความสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีจะต้องได้รับการพัฒนา ช่วยเหลือ และได้รับการชี้แนะแนวทางให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและสิ่งที่จะช่วยเหลือให้ครูสามารถพัฒนาคุณภาพการสอนได้ คือ การนิเทศการจัดการศึกษา (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556 : 12) ครูผู้สอนซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการปูพื้นฐานด้านการศึกษาของชาติทำหน้าที่จัดประสบการณ์การเรียนแก่ผู้เรียน การศึกษาระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคนในชาติ หากครูผู้สอนขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา ดังนั้น ครูผู้สอนจึงควรได้รับการพัฒนาและได้รับความช่วยเหลือให้มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนที่มีคุณภาพย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสิ่งที่ช่วยให้ครูผู้สอนเกิดการพัฒนาดังกล่าวก็คือ การนิเทศการสอน หรือ การนิเทศการจัดการศึกษา การนิเทศเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการวางรากฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอน ครูผู้สอนจะต้องได้รับการนิเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะกระบวนการในการแสวงหาความรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ ทักษะด้านความคิดและมีเจตคติที่ดี เพื่อเสริมสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็นผู้ชี้ให้ทำ มาเป็นผู้ถ่ายทอด ความเป็นผู้ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนต้องระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ การช่วยเหลือให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและสังคม แม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ และด้านสังคมเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา วิธีการเรียนรู้ ความสนใจ และความสามารถของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง การจัดการเรียนรู้ในแต่ละช่วงชั้นจึงควรนำรูปแบบและวิธีการสอนที่หลากหลาย เข้ามาใช้โดยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้จากธรรมชาติ และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การนิเทศเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้น เร่งเร้าให้ครูมีความตื่นตัวที่จะปรับปรุงการเรียน การสอนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนิเทศจากภายนอกหรือการนิเทศภายในก็ตาม (สุภาภรณ์ กิติรัชดานนท์ และคณะ, 2551 : 18) ซึ่งสอดคล้องกับมนูญ อรุณไพโรจน์ (2550 : 13) ได้กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีระบบการชี้แนะ และให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมของครูในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยผ่านตัวกลางคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากเหตุผลดังกล่าว การนิเทศการศึกษาจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ด้วยเป็นการบูรณาการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) เป็นแนวคิดหนึ่งในหลาย ๆ แนวคิดทางด้านการนิเทศการสอน ซึ่งเป็นวิธีการนิเทศที่มีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพของการเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ คือการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของครูที่จะส่งให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ด้วยการนิเทศแบบชี้แนะ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องด้วยเป็นการนิเทศเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนของครู และพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู ดังนั้น การใช้การนิเทศแบบชี้แนะจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือให้ครูสามารถปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย รายงานสถานการณ์และแนวโน้มของสังคมไทยของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พุทธศักราช 2560-2564 พบว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปัญหานี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะก้าวสู่ความทันสมัย มีระบบการบริหารราชการสมัยใหม่ มีการรณรงค์จากองค์กรของรัฐ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เห็นพ้องกันว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานจนฝังรากลึก และพบเกือบทุกกลุ่มอาชีพในสังคมไทย เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 1) ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พุทธศักราช 2560-2565) ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกระดับช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณธรรมจริยธรรมป้องกันการทุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เป็นการดำเนินการผ่านสถาบัน หรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาสังคมให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ เสียสละเพื่อส่วนรวม และเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ กล่าวคือ กลยุทธ์ที่ 1 ปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต้านทุจริต และกลยุทธ์ที่ 4 เสริมพลังการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community) และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งที่ 646/2560 สั่ง ณ วันที่ 26 เมษายน พุทธศักราช 2560 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน จากทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน เพื่อดำเนินการจัดทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน นักศึกษาในทุกระดับชั้นทั้งในส่วนของการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยแต่ละระดับการศึกษาจัดทำหลักสูตร ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) 2. หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใสใจสะอาด “Youngster with good heart”) 3. หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ 4. หลักสูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต และ 5. หลักสูตรโค้ชเพื่อการรู้คิดต้านทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5 ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะองค์กรรับผิดชอบการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จึงได้จัดทำชุดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต ประกอบด้วยเนื้อหา 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต 3. STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต และ 4. พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้ง 4 หน่วยนี้จะจัดทำเป็นแผนการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและป้องกันการทุจริตให้แก่ผู้เรียนทุกระดับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ประเทศชาติ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันลดลง และดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยมีค่าคะแนนสูงขึ้น บรรลุตามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 5-6 ) จากประเด็นปัญหาของการศึกษาไทยในด้านหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผู้เรียนเกิดความเครียด ผู้เรียนไม่มีความสุขกับการเรียน ผู้เรียนเรียนมากแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กระบวนการเรียนรู้ไม่พัฒนาผู้เรียน ทางด้านครู พบว่า ครูมีภาระงานสอนมาก ครูสอนไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงวิชาเอก ครูขาดขวัญและกำลังใจ เป็นต้น และสภาพปัญหาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ที่ผ่านมา พบว่าประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสูงสุดต่อผู้เรียน ครูต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาครูนี้ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตครูจนกระทั่งถึงการพัฒนาครูประจำการโดยใช้หลักการนิเทศการศึกษาที่ถูกต้อง การนิเทศจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการบริหารโรงเรียนโดยให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วม ซึ่งการบริหารโรงเรียนจะบรรลุผลจะต้องมีการปฏิบัติการนิเทศและใช้การนิเทศเป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ แก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่องด้านหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบคือ ครูยังไม่เข้าใจหลักสูตรที่ชัดเจน ไม่มีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย สื่อไม่มีความทันสมัย และครูผู้สอนไม่มีความชำนาญในการวัดผลประเมินผล ในด้านการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ สืบเนื่องมาจากครูส่วนใหญ่ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีจำนวนน้อยในแต่ละชั้น ครูสอนไม่เต็มเวลาเต็มความสามารถ เพราะมีภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน (กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6, 2568 : 16) ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้สำรวจและนำผลจากการออกนิเทศมาวิเคราะห์ พบปัญหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ ครูผู้สอนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา วิธีการสอน เทคนิคการสอน และการใช้สื่อเทคโนโลยีมีน้อย ส่งผลให้ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไม่นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หรือหลักสูตรแกนกลางมาใช้กับการจัดการเรียนการสอนที่แท้จริงตามสภาพบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น ไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงประจักษ์ได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดทักษะกระบวนการตามตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร และยังจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบอธิบาย ไม่เน้นกระบวนการให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา การทำงานแบบมีส่วนร่วม การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิดรวบยอดในเรื่องของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้เท่าที่ควร จากข้อมูลดังกล่าว ผู้รายงาน จึงได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผลการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริตไปใช้ในสถานศึกษา ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าความรู้ความจำ สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร และการประเมินผลตามหลักสูตร และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิด ในขั้นเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า และในการพัฒนาการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศ โดยปฏิบัติให้สอดคล้องประสานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีจึงจะทำให้การพัฒนาการศึกษามีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนดำเนินการจัดการศึกษา อีกทั้งพัฒนางานได้อย่างเหมาะสมและประสบผลสำเร็จ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ผู้รายงาน ในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีหน้าที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำครูผู้สอน จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ และศึกษาผลการพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันทุจริต สู่การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจ (Knowledge and Comprehension) เกิดทักษะและกระบวนการคิด (Process and Skill) และคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน (Attribute) จึงได้ดำเนินการพัฒนาทักษะกระบวนการนิเทศแบบ PIDCRES 4S MODEL ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา สำหรับโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนาการนิเทศการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและได้แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไปในอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ในการจัดการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะ 5 ประการ ตามปฏิญญาของโรงเรียนสุจริต ในการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการนิเทศ PIDCRES 4S MODEL จะทำให้มีการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างมีประสิทธิภาพ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย IAO Model ที่บูรณาการทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการสอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคะแนนผ่านระดับ 3 ขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3) เพื่อยกระดับผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และผลการทดสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม IAO Model และ 5) เพื่อส่งเสริมศักยภาพความเป็นเลิศของผู้เรียนสู่การแข่งขันทักษะทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น ต่อยอดสู่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติในระดับต่างๆ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (n=42–51 คนต่อปี) และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (n=40–42 คนต่อปี) ที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน ณ โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย ในปีการศึกษา 2566–2568 รวม 3 ปีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย IAO Model สื่อและอุปกรณ์ประกอบกิจกรรม 5 แนวทาง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC = 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t-test Paired Samples และค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรม IAO Model มีประสิทธิภาพ E₁/E₂ = 84.50/82.35 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่า IOC = 0.92 และค่า Cronbach's Alpha = 0.92 2) นักเรียนร้อยละ 84.57 มีสมรรถนะการคิดขั้นสูงระดับ 'ดี' ขึ้นไป สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3) นักเรียน ป.3 มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไปร้อยละ 83.34 และนักเรียน ป.6 ร้อยละ 82.26 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ในทุกปีการศึกษา โดยไม่มีนักเรียนระดับ 0 4) คะแนนเฉลี่ย NT ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ คะแนนเฉลี่ย O-NET ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ 5) ความพึงพอใจของผู้เรียนรวม n=175 คน x\bar = 4.77 อยู่ในระดับมากที่สุด 6) นักเรียนได้รับรางวัลมากกว่า 30 รายการตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่ถึงระดับนานาชาติ

โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย รายละเอียด →

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ ประชากรทั้งหมดจำนวน 12 คน เป็นเด็กอนุบาลปีที่ 3 ของโรงเรียนสันมหาพนวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ศึกษาสภาพ (Study) สังเคราะห์ (Synthetic) สื่อการสอนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Media) การจัดประสบการณ์เรียนรู้ (Enrichment Activities) บูรณาการกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และการประเมินผล (Evaluation) ผลการวิจัยพบว่า เด็กมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนสันมหาพนวิทยา รายละเอียด →

ก⁠า⁠รวิ⁠จั⁠ยนี้ศึ⁠ก⁠ษ⁠าผ⁠ลก⁠า⁠รใ⁠ช้ชุ⁠ดกิ⁠จ⁠ก⁠ร⁠ร⁠มแ⁠บ⁠บสื⁠บเ⁠ส⁠า⁠ะ “นั⁠ก⁠สื⁠บส⁠า⁠รอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร” น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠ช้ส⁠ถ⁠า⁠น⁠ก⁠า⁠ร⁠ณ์ต⁠า⁠มแ⁠น⁠ว⁠ท⁠า⁠ง PISA แ⁠ล⁠ะรู⁠ปแ⁠บ⁠บก⁠า⁠รสื⁠บเ⁠ส⁠า⁠ะห⁠าค⁠ว⁠า⁠มรู้ 5E น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠ช้สื่⁠อภ⁠า⁠พเ⁠ชิ⁠งสั⁠ญ⁠ลั⁠ก⁠ษ⁠ณ์แ⁠ล⁠ะก⁠า⁠รเ⁠รี⁠ย⁠นรู้แ⁠บ⁠บร่⁠ว⁠มมื⁠อ น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มพั⁠ฒ⁠น⁠าค⁠ว⁠า⁠มฉ⁠ล⁠า⁠ดรู้ท⁠า⁠งวิ⁠ท⁠ย⁠า⁠ศ⁠า⁠ส⁠ต⁠ร์แ⁠ล⁠ะค⁠ว⁠า⁠มต⁠ร⁠ะ⁠ห⁠นั⁠กด้⁠า⁠นโ⁠ภ⁠ช⁠น⁠า⁠ก⁠า⁠รข⁠อ⁠งนั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠นชั้⁠นป⁠ร⁠ะ⁠ถ⁠มศึ⁠ก⁠ษ⁠าปีที่ 6/1 โ⁠ร⁠ง⁠เ⁠รี⁠ย⁠นร⁠า⁠ชป⁠ร⁠ะ⁠ช⁠านุเ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์ 60 จั⁠ง⁠ห⁠วั⁠ดเ⁠ชี⁠ย⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ม่ ก⁠ลุ่⁠มเ⁠ป้⁠าห⁠ม⁠า⁠ยคื⁠อนั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠น 20 ค⁠น ซึ่⁠งเ⁠ข้⁠าร่⁠ว⁠มกิ⁠จ⁠ก⁠ร⁠ร⁠มเ⁠มื่⁠อวั⁠นที่ 4 มิ⁠ถุ⁠น⁠า⁠ย⁠น 2569 เ⁠ป็⁠นเ⁠ว⁠ล⁠า 2 ชั่⁠ว⁠โ⁠ม⁠ง ก⁠า⁠รศึ⁠ก⁠ษ⁠านี้เ⁠ป็⁠นก⁠า⁠รป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นน⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠นชั้⁠นเ⁠รี⁠ย⁠นแ⁠บ⁠บก⁠ลุ่⁠มเ⁠ดี⁠ย⁠วห⁠ลั⁠งก⁠า⁠รใ⁠ช้ ร่⁠ว⁠มกั⁠บก⁠า⁠รวิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์ห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นเ⁠ชิ⁠งคุ⁠ณ⁠ภ⁠า⁠พจ⁠า⁠กชิ้⁠นง⁠า⁠น ก⁠า⁠รสั⁠ง⁠เ⁠ก⁠ต แ⁠ล⁠ะบั⁠น⁠ทึ⁠กห⁠ลั⁠งส⁠อ⁠น เ⁠ค⁠รื่⁠อ⁠งมื⁠อวิ⁠จั⁠ยป⁠ร⁠ะ⁠ก⁠อ⁠บด้⁠ว⁠ยแ⁠ผ⁠น⁠ก⁠า⁠รจั⁠ด⁠ก⁠า⁠รเ⁠รี⁠ย⁠นรู้แ⁠ล⁠ะชุ⁠ดแ⁠ฟ้⁠มค⁠ดีป⁠ริ⁠ศ⁠น⁠า 5 ค⁠ดี สื่⁠อป⁠ร⁠ะ⁠ก⁠อ⁠บ ไ⁠ด้⁠แ⁠ก่ บั⁠ต⁠รภ⁠า⁠พห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นแ⁠ล⁠ะต⁠า⁠ร⁠า⁠งข้⁠อ⁠มู⁠ลพ⁠ลั⁠ง⁠ง⁠า⁠นแ⁠ล⁠ะส⁠า⁠รอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร โ⁠ด⁠ยมีคู่⁠มื⁠อนั⁠ก⁠สื⁠บช่⁠ว⁠ยกำ⁠กั⁠บก⁠า⁠รทำ⁠ง⁠า⁠น เ⁠ค⁠รื่⁠อ⁠ง⁠มื⁠อบั⁠น⁠ทึ⁠กแ⁠ล⁠ะป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠น ไ⁠ด้⁠แ⁠ก่ แ⁠บ⁠บบั⁠น⁠ทึ⁠กนั⁠ก⁠สื⁠บส⁠า⁠รอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร แ⁠ฟ้⁠มค⁠ดีพิ⁠เ⁠ศ⁠ษสื⁠บ⁠ส⁠ว⁠นจ⁠า⁠นอ⁠า⁠ห⁠า⁠รตั⁠วเ⁠อ⁠ง แ⁠บ⁠บป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นต⁠น⁠เ⁠อ⁠ง 3 สี แ⁠ล⁠ะเ⁠ก⁠ณ⁠ฑ์ก⁠า⁠รป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นต⁠า⁠มส⁠ภ⁠า⁠พจ⁠ริ⁠ง วิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์ข้⁠อ⁠มู⁠ลด้⁠ว⁠ยค⁠ว⁠า⁠มถี่ ร้⁠อ⁠ยล⁠ะ ฐ⁠า⁠นนิ⁠ย⁠ม แ⁠ล⁠ะก⁠า⁠รวิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์เ⁠นื้⁠อ⁠ห⁠า ผ⁠ลก⁠า⁠รวิ⁠จั⁠ยพ⁠บว่⁠า นั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠นทั้⁠ง 20 ค⁠นผ่⁠า⁠นเ⁠ก⁠ณ⁠ฑ์ร⁠ะ⁠ดั⁠บดีขึ้⁠นไ⁠ปใ⁠นด้⁠า⁠นค⁠ว⁠า⁠มรู้ ทั⁠ก⁠ษ⁠ะก⁠า⁠รสั⁠ง⁠เ⁠ก⁠ต ก⁠า⁠รวิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์เ⁠ชื่⁠อ⁠มโ⁠ย⁠งห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠น แ⁠ล⁠ะค⁠ว⁠า⁠มต⁠ร⁠ะ⁠ห⁠นั⁠กด้⁠า⁠นโ⁠ภ⁠ช⁠น⁠า⁠ก⁠า⁠ร คิ⁠ดเ⁠ป็⁠นร้⁠อ⁠ยล⁠ะ 100 ร⁠ะ⁠ดั⁠บส⁠ม⁠ร⁠ร⁠ถ⁠น⁠ะโ⁠ด⁠ยร⁠ว⁠มอ⁠ยู่ใ⁠นร⁠ะ⁠ดั⁠บดีม⁠า⁠ก 18 ค⁠น คิ⁠ดเ⁠ป็⁠นร้⁠อ⁠ยล⁠ะ 90 ผู้เ⁠รี⁠ย⁠นร⁠ะ⁠ดั⁠บดีมี 2 ค⁠น คิ⁠ดเ⁠ป็⁠นร้⁠อ⁠ยล⁠ะ 10 นั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠นทุ⁠กค⁠นป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นต⁠น⁠เ⁠อ⁠งด้⁠ว⁠ยสีเ⁠ขี⁠ย⁠วว่⁠าเ⁠ข้⁠า⁠ใ⁠จดีม⁠า⁠กแ⁠ล⁠ะส⁠า⁠ม⁠า⁠ร⁠ถอ⁠ธิ⁠บ⁠า⁠ยเ⁠พื่⁠อ⁠นไ⁠ด้ ห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นเ⁠ชิ⁠งคุ⁠ณ⁠ภ⁠า⁠พส⁠ะ⁠ท้⁠อ⁠นว่⁠า ส⁠ถ⁠า⁠น⁠ก⁠า⁠ร⁠ณ์ค⁠ดีแ⁠ล⁠ะสื่⁠อภ⁠า⁠พช่⁠ว⁠ยล⁠ดภ⁠า⁠ร⁠ะด้⁠า⁠นภ⁠า⁠ษ⁠า เ⁠ปิ⁠ดพื้⁠น⁠ที่ใ⁠ห้ผู้เ⁠รี⁠ย⁠นอ⁠ธิ⁠บ⁠า⁠ยเ⁠ห⁠ตุ⁠ผ⁠ลจ⁠า⁠กบ⁠ริ⁠บ⁠ทจ⁠ริ⁠ง แ⁠ล⁠ะส่⁠งเ⁠ส⁠ริ⁠มก⁠า⁠รใ⁠ช้ค⁠ว⁠า⁠มรู้วิ⁠ท⁠ย⁠า⁠ศ⁠า⁠ส⁠ต⁠ร์ใ⁠นก⁠า⁠รตั⁠ด⁠สิ⁠นใ⁠จเ⁠กี่⁠ย⁠วกั⁠บอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร อ⁠ย่⁠า⁠ง⁠ไ⁠รก็ต⁠า⁠ม ผ⁠ลดั⁠งก⁠ล่⁠า⁠วเ⁠ป็⁠นผ⁠ลจ⁠า⁠กก⁠ลุ่⁠มเ⁠ป้⁠าห⁠ม⁠า⁠ยเ⁠ฉ⁠พ⁠า⁠ะห⁠นึ่⁠งห้⁠อ⁠งเ⁠รี⁠ย⁠นแ⁠ล⁠ะไ⁠ม่มีค⁠ะ⁠แ⁠น⁠นห⁠ลั⁠งเ⁠รี⁠ย⁠นที่เ⁠ที⁠ย⁠บต⁠ร⁠งกั⁠บค⁠ะ⁠แ⁠น⁠นฐ⁠า⁠นเ⁠ดิ⁠ม จึ⁠งค⁠ว⁠รตี⁠ค⁠ว⁠า⁠มใ⁠นฐ⁠า⁠น⁠ะห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นผ⁠ลก⁠า⁠รใ⁠ช้น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠นบ⁠ริ⁠บ⁠ทจ⁠ริ⁠ง ไ⁠ม่ใ⁠ช่ข้⁠อส⁠รุ⁠ปเ⁠ชิ⁠งเ⁠ห⁠ตุแ⁠ล⁠ะผ⁠ลทั่⁠ว⁠ไ⁠ป

โรงเรียนราชประช่นุ้คราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียด →

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กำหนดให้การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ คุณธรรม และสมรรถนะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด การลงมือปฏิบัติ และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การพัฒนาการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) และการบูรณาการการเรียนรู้กับบริบทของชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม และการดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) นอกจากนี้ การพัฒนาการศึกษายังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education) และเป้าหมายที่ 11 ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ที่มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โรงเรียนวัดศรีสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ตั้งอยู่ในตำบล หารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น โดยเฉพาะ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 200 ปี และได้รับการยอมรับว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน สามารถสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการบูรณาการเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสภาพปัญหาโดยการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา การสำรวจความต้องการของผู้เรียน (Needs Assessment) การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ การสัมภาษณ์ครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชุมชน และการวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดโอกาสในการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับการดำรงชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Active Learning ของ Bonwell และ Eison (1991) ที่เสนอว่าผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งสอดคล้องกับแนวคิด Experiential Learning ของ Kolb (1984) ซึ่งอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากการเปลี่ยนประสบการณ์เป็นองค์ความรู้ผ่านวงจรของการปฏิบัติ การสะท้อนคิด การสร้างแนวคิด และการนำไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนแนวคิด Learning by Doing ของ Dewey (1938) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมยังอาศัยแนวคิด Place-Based Learning ของ Sobel (2004) ที่เน้นการใช้ชุมชนและบริบทของพื้นที่เป็นฐานการเรียนรู้ และแนวคิด Community-Based Learning ของ Melaville, Berg และ Blank (2006) ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ควบคู่กับแนวคิด Competency-Based Education ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการปฏิบัติจริง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) และแนวคิด STEM Education ที่ส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้สู่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรม (Bybee, 2013) จากการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็น และศักยภาพของชุมชน ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” รูปแบบการจัดการเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ด้วยกระบวนการ Active Learning โดยผ่านกระบวนการศึกษาบริบท การสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎี การออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทดลองใช้ การปรับปรุง และการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา จนได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DINPUN Model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ Discover (ค้นพบ) Investigate (สืบค้น) Network Learning (เรียนรู้ร่วมกับเครือข่าย) Practice (ลงมือปฏิบัติ) Understanding (สะท้อนและสังเคราะห์องค์ความรู้) และ New Innovation (สร้างสรรค์นวัตกรรม) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรง เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้ทางวิชาการ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ผลการนำนวัตกรรมไปใช้พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนเฉลี่ย 61.20 คะแนน เป็น 84.35 คะแนน มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 65.26 เป็นร้อยละ 95.79 สมรรถนะผู้เรียนเพิ่มขึ้นจาก 3.18 เป็น 4.56 และคะแนน Soft Skills เพิ่มขึ้นจาก 3.42 เป็น 4.61 อีกทั้งผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น พวงกุญแจดินปั้น ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสร้างสรรค์ และกิจกรรมผู้ประกอบการน้อย ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ นวัตกรรมยังส่งผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ศูนย์วิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน เทศบาลตำบลหารแก้ว สถาบันอุดมศึกษา ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา จนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ที่ใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับเขตพื้นที่ จังหวัด และระดับประเทศ ดังนั้น นวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” จึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีฐานคิดทางวิชาการชัดเจน ผ่านกระบวนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพอย่างเป็นระบบ สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ทักษะในศตวรรษที่ 21 และ Soft Skills ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างคุณค่าทางการศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนวัดศรีสว่าง รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน

การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนานวัตกรรม 2) ยกร่างและประเมินร่างนวัตกรรม 3) ทดลองและขยายผลการใช้นวัตกรรม และ 4) ประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร ครู นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินร่างนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า : สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่า PNI Modified เท่ากับ 0.47 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดผู้เรียนมีสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ นวัตกรรม RARE S-TEAM Model ยังส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานศึกษามีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

โรงเรียนวัดเวฬุวัน รายละเอียด →