คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
การพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่องการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิด โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนแม่แตง จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินการเขียนกรอบความคิด แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิจัยครั้งนี้เกิดจากสภาพปัญหาที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ไม่สามารถแยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อยจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญและจัดระบบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Study (ศึกษาและเรียนรู้) Act (ลงมือปฏิบัติ) Brain (ระดมสมอง) และ Display (นำเสนอผลงาน) ร่วมกับกิจกรรม Active Learning กระบวนการกลุ่ม กิจกรรม “บัตรคำหรรษาพัฒนาการเขียนกรอบความคิด” และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างกรอบความคิดด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.66 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 42.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 9.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.90 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.90 และนักเรียนทั้ง 30 คน ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัญและการเขียนกรอบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถอ่านบทความ แยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อย สรุปสาระสำคัญ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบกรอบความคิดได้อย่างเป็นระบบและถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีพัฒนาการด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills อย่างชัดเจน ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการนำเสนอผลงาน สามารถทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรายวิชาอื่นและในชีวิตประจำวันได้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการบูรณาการแนวคิด STEM Education ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างรอบด้านและยั่งยืน
นวัตกรรม Smart Survival CUPCUP” ปลูกพืช ปลูกวินัย ด้วยการจัดการเรียนรู้เกษตรเชิงรุก เพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติและเสริมสร้าง Soft Skill
การจัดการศึกษาในทศวรรษปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านทักษะการปฏิบัติงาน (Hard Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) บริบทของโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพื้นฐานอาชีพ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานเกษตรขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและระดับรายบุคคลของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาการงานอาชีพ (เกษตรกรรม) พบว่า ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่บรรลุตามเป้าหมาย คือ "อัตราการรอดของการขยายพันธุ์พืชที่อยู่ในระดับต่ำ" เนื่องจากการปักชำหรือเพาะปลูกแบบเปิดมักเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ยาก เช่น ความชื้นไม่คงที่ อุณหภูมิ ที่ผันผวน และแมลงศัตรูพืช ความล้มเหลวในการปฏิบัติงานนี้ส่งผลให้นักเรียนเกิดความท้อแท้ ขาดแรงจูงใจในการเรียน และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของนักเรียน ยังพบปัญหาสำคัญด้าน "ความรับผิดชอบและการมีวินัยในตนเอง" ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความสม่ำเสมอในการดูแลรักษาชิ้นงานของตนเอง