คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
การใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย
การจัดทำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง การใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เพื่อส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ การนิเทศ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อการใช้รูปแบบการนิเทศดังกล่าว การพัฒนารูปแบบดำเนินการตามแนวคิด ADDIE Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ (Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินผล (Evaluation) โดยยึดหลักการของวิธีระบบ (System Approach) และสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การนิเทศแบบร่วมพัฒนา (Collaborative Supervision) การชี้แนะ (Coaching) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflective Practice) การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จนได้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Planning (P) การวางแผนการนิเทศ Understanding (U) การสร้างความเข้าใจ Doing (D) การดำเนินการนิเทศ Reflecting (R) การสะท้อนผลการนิเทศ และ Reporting (R) การรายงานผลการนิเทศ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบนิเทศติดตามการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการดำเนินงานพบว่า รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model มีองค์ประกอบที่ชัดเจน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปใช้พัฒนาครูผู้สอนในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด และครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง และใช้กระบวนการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิด การสังเกต การตั้งคำถาม และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมตามวัย ขณะเดียวกันสถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในที่เข้มแข็งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC และสามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยเห็นว่ารูปแบบมีขั้นตอนที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้จริง เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพและช่วยยกระดับคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงนับได้ว่ารูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้และขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างเหมาะสม
นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย "บวร" ด้วยนวัตกรรม 4D Model
1. บริบทและสภาพปัญหา (Pain Point) ในยุคศตวรรษที่ 21 การศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นทักษะชีวิต (Life Skills) ควบคู่กับวิชาการ สำหรับ โรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง (ดาราอั้ง ลาหู่ ลีซู กระเหรี่ยง และไทยใหญ่) พบความท้าทายสำคัญคือ นักเรียนขาดทักษะการสื่อสารเชิงบวก มีการใช้คำพูดห้วน ขาดความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และเกิดการกระทบกระทั่งกันจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกัน 2. แนวคิดและหลักการแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็ง สถานศึกษาจึงมุ่งบ่มเพาะอัตลักษณ์ "3อ. (อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน)" ภายใต้โครงการโรงเรียนแห่งความดี เพื่อใช้เป็นกุศโลบายในการขัดเกลาทางสังคมและสร้างค่านิยมร่วม โดยมองว่าความอ่อนโยนและปิยวาจาคือทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่ความฉลาดทางอารมณ์และทักษะการบริการ (Service Mind) ที่ตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคต 3. กลไกและรูปแบบนวัตกรรม เพื่อทลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรม จึงมีการปรับรูปแบบการเรียนรู้เป็น ชุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเชิงรุก (Activity-Based Module) โดยบูรณาการเข้ากับ นวัตกรรม 4D Model ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่: กายภาพดี (Physical Development) สังคมดี (Social Harmony) วัฒนธรรมดี (Cultural Integrity) ปัญญาดี (Intellectual Excellence) 4. เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวัง จากเหตุผลข้างต้น จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย 'บวร' ด้วยนวัตกรรม 4D Model” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนให้มีกิริยามารยาทงดงาม มีความสมานฉันท์ และมุ่งหวังให้นวัตกรรมนี้เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) สำหรับขยายผลสู่โรงเรียนพื้นที่สูงและเครือข่าย IFTE ของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป