คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
นวัตกรรมเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ชุมชนอำเภอพร้าว (Phrao Learning District) เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
นวัตกรรม "PHRAO LEARNING DISTRICT" อุบัติขึ้นจากความท้าทายในการจัดการศึกษาที่แยกส่วนจากบริบทชุมชนและผู้เรียนขาดแรงจูงใจ สกร.ระดับอำเภอพร้าว จึงได้พัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มเว็บแอปพลิเคชัน (PHP & Web Hosting) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่อำเภอพร้าวให้เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยบูรณาการแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิด "Learn to Earn" และกลไกเกม (Gamification) ผู้เรียนสามารถลงพื้นที่ศึกษา สแกนคิวอาร์โค้ด และทำกิจกรรมเพื่อสะสมแต้มความรู้ แล้วนำไปแลกเป็นส่วนลดสินค้าจากร้านค้าเครือข่ายในชุมชน นวัตกรรมนี้ไม่เพียงพลิกโฉมพฤติกรรมผู้เรียนให้เป็นผู้แสวงหาความรู้เชิงรุก (Active Learner) ที่ได้รับการบ่มเพาะทักษะสะเต็มศึกษา (STEM) และทักษะอารมณ์สังคม (Soft Skills) แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ความสำเร็จเชิงประจักษ์นี้ได้รับการการันตีด้วยรางวัลที่ 1 เมืองนวัตกรรม (Innovative City) จากเวทีระดับนานาชาติที่รับรองโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่เชื่อมโยงการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน
ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ดิจิทัลแบบบูรณาการเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต (LMS สกร. ระดับอำเภอพร้าว)
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอพร้าว (สกร.ระดับอำเภอพร้าว) มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตครอบคลุมพื้นที่ ๑๑ ตำบล และศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" (ศศช.) อีกกว่า ๑๐ แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทุรกันดารและพื้นที่สูง จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบสภาพปัญหาและความท้าทายสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ สภาพภูมิประเทศและความห่างไกล: อำเภอพร้าวมีพื้นที่กว้างขวางและเป็นหุบเขาสลับซับซ้อน ผู้เรียนกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านห่างไกล ทำให้การเดินทางมาพบกลุ่มมีอุปสรรคด้านระยะทางและค่าใช้จ่าย รวมถึงการติดตามผู้เรียนและการเยี่ยมบ้านทำได้ยากลำบาก ภาระงานการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน: ครู ๑ คน ต้องรับผิดชอบผู้เรียนหลายตำบลและครอบคลุมทุกระดับชั้น ทำให้ต้องจัดการเรียนรู้หลายสิบรายวิชาในภาคเรียนเดียว อีกทั้งยังต้องจัดการเอกสารกระดาษที่กินเวลาและเกิดความล่าช้า เช่น การทำแผนพบกลุ่ม การเช็คชื่อ การตรวจใบงาน และการประเมินคุณธรรม ๑๑ หมวด (๔๘ ข้อ) ปัญหานักศึกษาขาดสอบและติด มส. (หมดสิทธิ์สอบ): ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงานและผู้มีภาระครอบครัว จึงมักขาดการรับรู้ข้อมูลเวลาเรียนที่แท้จริง ส่งผลให้เวลาเรียนไม่ครบตามเกณฑ์และเกิดภาวะติด มส. รวมทั้งปัญหาการไม่ทราบวัน เวลา อาคาร ห้องสอบ และเลขที่นั่งสอบที่ถูกต้อง ทำให้พลาดโอกาสสอบปลายภาค ข้อจำกัดของเทคโนโลยีเดิม: สถานศึกษาเคยนำ Google Sheets และ Google Apps Script มาประยุกต์ใช้ แต่พบข้อจำกัดด้านความเร็ว (API Quota Limit) ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โครงสร้างข้อมูลไม่เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ขาดการแยกสิทธิ์การเข้าถึงระหว่างครูแต่ละศูนย์ และไม่สามารถรองรับการเติบโตของข้อมูลในระยะยาวได้ จากปัญหาดังกล่าว คณะผู้พัฒนาจึงได้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม LMS สกร.ระดับอำเภอพร้าว บนฐานสถาปัตยกรรม Laravel ๑๒ และ MySQL ซึ่งออกแบบมาให้สอดคล้องกับบริบทของ สกร. โดยตรง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พัฒนาศักยภาพผู้เรียน และอำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนอย่างยั่งยืน
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ Unplugged Coding โดยใช้นวัตกรรมการสอน SAIER Model เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานด้านการคิดเชิงคำนวณ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2
การจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 มุ่งพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ และทักษะดิจิทัล จึงเป็นสมรรถนะสำคัญ ที่ควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะ Coding ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อเป็นรากฐานของการคิดอย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model
นวัตกรรม “นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model” มีความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนมูลนิธิมหาราช 5 เนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การควบคุมอารมณ์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน โรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีแนวทางในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ มิใช่มุ่งเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงด้านเดียว การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคลผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสังเกตพฤติกรรม การเยี่ยมบ้าน การพูดคุยกับผู้ปกครอง และข้อมูลจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พบว่าผู้เรียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านสุขภาพกาย อารมณ์ สังคม ครอบครัว และการเรียนรู้ ผู้เรียนบางส่วนยังควรได้รับการส่งเสริมด้านการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การพักผ่อน การจัดการอารมณ์ การสื่อสารเชิงบวก การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ และการเลือกปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม โรงเรียนจึงนำประเด็นดังกล่าวมาจัดลำดับความสำคัญ โดยกำหนดให้การเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนเป็นประเด็นเร่งด่วนที่สามารถพัฒนาได้จริงตามบริบทของสถานศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต รู้จักดูแลตนเอง รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข นวัตกรรมนี้จึงได้ออกแบบขึ้นโดยใช้ MAHARAJ Model ร่วมกับกระบวนการบริหารคุณภาพ PDCA เพื่อบูรณาการการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เรียน การสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาทักษะชีวิต การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การส่งเสริมแกนนำและบุคคลต้นแบบ การติดตามประเมินผล และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ส่งผลให้การดูแลผู้เรียนมีความชัดเจน เป็นระบบ และต่อเนื่อง ความสำคัญของนวัตกรรมนี้คือ ช่วยให้สถานศึกษามีรูปแบบการพัฒนาผู้เรียนที่เชื่อมโยงข้อมูลรายบุคคลกับการจัดกิจกรรมและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ครูสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามความต้องการ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการดูแลผู้เรียนมากขึ้น ขณะที่ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้ง 4 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ สุขภาพสังคม และสุขภาพปัญญา ดังนั้น นวัตกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและคุณภาพชีวิตผู้เรียน โดยใช้ MAHARAJ Model จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สามารถดูแลตนเอง มีทักษะชีวิตที่จำเป็น มีพฤติกรรมเหมาะสม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
การพัฒนาทักษะนาฏยศัพท์และภาษาท่า โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) “เกมเศรษฐีผู้ร่ายรำ” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าเหมือด
การจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ในระดับประถมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อศิลปวัฒนธรรมไทย แต่จากการจัดการเรียนรู้พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ยังมีปัญหาในการจดจำและเชื่อมโยงนาฏยศัพท์และภาษาท่ากับการปฏิบัติจริง ขาดความมั่นใจและแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผู้พัฒนาจึงได้นำแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) มาพัฒนา “เกมเศรษฐีผู้ร่ายรำ” ซึ่งเป็นเกมกระดานที่บูรณาการเนื้อหานาฏยศัพท์และภาษาท่าผ่านการตอบคำถาม การปฏิบัติท่ารำ การ์ดภารกิจ และการทำงานร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ตัดสินใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในนาฏยศัพท์และภาษาท่าเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติท่ารำได้อย่างถูกต้อง มีความกล้าแสดงออก มีความรับผิดชอบ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ให้มีความสนุกสนาน มีความหมาย และส่งเสริมการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่องการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิด โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนแม่แตง จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินการเขียนกรอบความคิด แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิจัยครั้งนี้เกิดจากสภาพปัญหาที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ไม่สามารถแยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อยจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญและจัดระบบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Study (ศึกษาและเรียนรู้) Act (ลงมือปฏิบัติ) Brain (ระดมสมอง) และ Display (นำเสนอผลงาน) ร่วมกับกิจกรรม Active Learning กระบวนการกลุ่ม กิจกรรม “บัตรคำหรรษาพัฒนาการเขียนกรอบความคิด” และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างกรอบความคิดด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.66 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 42.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 9.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.90 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.90 และนักเรียนทั้ง 30 คน ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัญและการเขียนกรอบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถอ่านบทความ แยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อย สรุปสาระสำคัญ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบกรอบความคิดได้อย่างเป็นระบบและถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีพัฒนาการด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills อย่างชัดเจน ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการนำเสนอผลงาน สามารถทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรายวิชาอื่นและในชีวิตประจำวันได้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการบูรณาการแนวคิด STEM Education ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างรอบด้านและยั่งยืน
นวัตกรรมการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน รูปแบบ Active2 Model ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่ความสำเร็จของผู้เรียน
นวัตกรรมการพัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน รูปแบบ Active2 Model ยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่ความสำเร็จของผู้เรียน เป็น นวัตกรรมนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง และเสริมความสามารถด้าน Soft skill ควบคู่กับการพัฒนา ( Stem Education) สถานศึกษาต้องมีระบบที่สนับสนุนให้ครูสามารถออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เช่น การใช้สื่อเทคโนโลยี หรือกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งนวัตกรรม (Innovation Space) ภายในโรงเรียน และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อเปลี่ยนบทบาทการนิเทศให้เป็นพลังขับเคลื่อนศักยภาพครู ให้สามารถสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีคุณค่าต่อตัวผู้เรียนและสังคม
นวัตกรรม Smart Survival CUPCUP” ปลูกพืช ปลูกวินัย ด้วยการจัดการเรียนรู้เกษตรเชิงรุก เพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติและเสริมสร้าง Soft Skill
การจัดการศึกษาในทศวรรษปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านทักษะการปฏิบัติงาน (Hard Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) บริบทของโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพื้นฐานอาชีพ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานเกษตรขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและระดับรายบุคคลของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาการงานอาชีพ (เกษตรกรรม) พบว่า ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่บรรลุตามเป้าหมาย คือ "อัตราการรอดของการขยายพันธุ์พืชที่อยู่ในระดับต่ำ" เนื่องจากการปักชำหรือเพาะปลูกแบบเปิดมักเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ยาก เช่น ความชื้นไม่คงที่ อุณหภูมิ ที่ผันผวน และแมลงศัตรูพืช ความล้มเหลวในการปฏิบัติงานนี้ส่งผลให้นักเรียนเกิดความท้อแท้ ขาดแรงจูงใจในการเรียน และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของนักเรียน ยังพบปัญหาสำคัญด้าน "ความรับผิดชอบและการมีวินัยในตนเอง" ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความสม่ำเสมอในการดูแลรักษาชิ้นงานของตนเอง
การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ความหลากหลาย และประโยชน์ของแพลงก์ตอนพืชในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนส่วนมากเน้นการบรรยายมากเกินไปส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ในปีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ารายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่โจ้ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.82 คะแนน โดยที่คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 36.06 คะแนน สูงกว่าระดับประเทศแต่คะแนนยังไม่ถึงร้อยละ 50 เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยได้ทำการ PLC ร่วมกันภายในกลุ่มโรงเรียนบ้านแม่โจ้ในระดับชั้นช่วงชั้นที่ 2 จึงได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์สูงขึ้นต่อไป จึงได้คิดสร้างนวัตกรรมชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในสาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 ป.4/1 การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยใช้ความเหมือน และความแตกต่างของลักษณะของสิ่งมีชีวิตออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มที่ไม่ใช่พืชและสัตว์ ในหน่วยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต เรื่อง ระบบนิเวศน้ำ โดยบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวมกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินคุณภาพน้ำและยังสามารถประยุกต์ใช้ความหลากหลายของแพลงก์ตอนพืชเป็นดัชนีชี้การวัดคุณภาพน้ำในแหล่งศึกษาอื่นได้ และช่วยให้นักเรียนได้รู้จักแหล่งน้ำในท้องถิ่นของตนเอง และสร้างเจตคติที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำต่อไป
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เรื่องคำควบกล้ำแท้ โดยใช้ PATCHAREE MODEL ร่วมกับกิจกรรมร้านหรรษาหาคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านผีปานเหนือ นักเรียนเป็นชนเผ่ากระเหรี่ยง ปัญหาการออกเสียงคำควบกล้ำจึงเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง เนื่องด้วยภาษาถิ่นที่นักเรียนใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันมีการออกเสียงที่แตกต่างจากภาษาไทยอย่างสิ้นเชิง ทำให้นักเรียนประสบปัญหาในการแยกเสียงที่ควบกล้ำและออกเสียงผิดเพี้ยน ส่งผลให้นักเรียนขาดความมั่นใจในการสื่อสาร และนำไปสู่ปัญหาการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ หลักการและแนวคิดได้จากการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ยึดหลักการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน โดยบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้ที่อิงสมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สนุกสนาน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ควบคู่กับเทคนิคการเสริมแรงจูงใจที่ช่วยกระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงผลักดันให้นักเรียนเกิดความต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง
การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย
การจัดการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งมีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษที่ 21 ความฉลาดดิจิทัล ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่เน้นการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทั้งความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะการทำงานร่วมกัน งานวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษาส่งผลโดยตรงต่อการส่งเสริมความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ของผู้เรียน (วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2565) ขณะเดียวกัน ทักษะที่ไม่ใช่เนื้อหาวิชาการโดยตรงหรือที่เรียกว่า Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาร่วมกัน ก็เป็นสมรรถนะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกปัจจุบัน โดยงานวิจัยเชิงทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่าแม้ผู้เรียนจะมีความสามารถทางเทคนิคสูง แต่ยังขาดทักษะที่จำเป็น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้สำเร็จการศึกษากับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรม (Mohammed & Ozdamli, 2024) ดังนั้น การจัด การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริงควบคู่กับการเสริมสร้าง Soft Skills จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับสากล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางข้างต้น คือ การพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและการเสริมสร้าง Soft Skills มักถูกออกแบบแยกจากกันเป็นกิจกรรม คนละส่วนในทางปฏิบัติ ทำให้ครูขาดกรอบการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ทั้งสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบภายในบทเรียนเดียว โรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนากรอบแนวคิด ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมประสานระหว่างสองเป้าหมายนี้ อันนำไปสู่การพัฒนา DARA Thinking Model ขึ้นเป็นแกนกลางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทุกบทเรียน โดยแต่ละขั้นของกระบวนการ D.I.Y. – Action – Reflection – Application ถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางสะเต็มศึกษา ไปพร้อมกับการฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการสะท้อนคิดอันเป็น Soft Skills ที่จำเป็น ในทุกขั้นตอนของบทเรียนเดียวกัน กรอบแนวคิดนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวประสานที่ทำให้เป้าหมาย ทั้งสองด้านหลอมรวมเป็นกระบวนการเดียว มิใช่กิจกรรมเสริมที่แยกจากกัน และเป็นสิ่งที่ครูสามารถออกแบบและตรวจสอบความสอดคล้องได้อย่างเป็นระบบในทุกครั้งที่วางแผนบทเรียนร่วมกัน ในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสถานศึกษา ครูผู้สอนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยตรง แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยกระบวนการ PLC เป็นการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ (พระครูสังฆรักษ์สิงห์ชัย ฐิตธมฺโม และพระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, 2565) ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทบทวน และพัฒนางานร่วมกันระหว่างครูผู้สอน อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565-2568 ทั้งในภาพรวมระดับโรงเรียนและจำแนกรายบุคคล/รายกลุ่มสาระ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องการ การยกระดับ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับ STEM ซึ่งเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาแล้ว พบว่าประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วนที่สุด คือ โอกาสในการฝึกปฏิบัติจริง / การบูรณาการทักษะข้ามศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโรงเรียน เมื่อพิจารณาปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีภาระงานสอนสูง ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การสนับสนุนทรัพยากร/สื่อการสอนด้าน STEM ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ทิศทางนโยบายการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ความคาดหวังของผู้ปกครองและตลาดแรงงานต่อทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใช้ทรัพยากรบุคคล ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน ไม่ต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิชาการและทีมวิจัยของโรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม "การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)" โดยมุ่งหวังให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษา และเสริมสร้างทักษะด้าน Soft Skills ให้แก่ผู้เรียน ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของครูในโรงเรียน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ STEAM-ME และ LOVE Model เพื่อขับเคลื่อน Soft Power สู่สากล
การศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการที่ส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้ของผู้เรียน ควบคู่กับการขับเคลื่อน Soft Power สู่สากล กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2568-2569 จำนวน 2,120 คน เครื่องมือที่ใช้คือ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ STEAM-ME Process และ LOVE Model ผ่านกิจกรรมกลุ่มสนใจที่หลากหลาย เช่น นาฏมวยไทย ดนตรีพื้นเมือง โยธวาธิต Coding & Robotics และ Creative Innovation & Design การประเมินผลเน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) และการจัดทำ E- Portfolio ผลการดำเนินงานพบว่า ร้อยละ 95.8 นักเรียนมีความสุขและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 นักเรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ และ มีการพัฒนาสมรรถนะหลัก 6 ด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดการตนเอง การคิดขั้นสูง การสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ผลงาน Soft Power ของไทยสู่ระดับนานาชาติ เช่นการจัดแสดงนาฏมวยไทยในงาน Top Thai Brands ในประเทศศรีลังกา เวียดนาม อินเดีย จีน และฮ่องกง รวมถึงการร่วมฟ้อนเล็บสร้างสถิติโลก Guinness World Records สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรนี้สามารถสร้างสมดุลระหว่างความรู้ ทักษะชีวิต และความสุขได้อย่างยั่งยืน