คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
การพัฒนาทักษะการอ่าน เรื่องการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิด โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/5
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านเพื่อเขียนกรอบความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนแม่แตง จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินการเขียนกรอบความคิด แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล และแบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิจัยครั้งนี้เกิดจากสภาพปัญหาที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ไม่สามารถแยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อยจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญและจัดระบบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ Study (ศึกษาและเรียนรู้) Act (ลงมือปฏิบัติ) Brain (ระดมสมอง) และ Display (นำเสนอผลงาน) ร่วมกับกิจกรรม Active Learning กระบวนการกลุ่ม กิจกรรม “บัตรคำหรรษาพัฒนาการเขียนกรอบความคิด” และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างกรอบความคิดด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.66 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 42.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 9.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.90 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.90 และนักเรียนทั้ง 30 คน ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL สามารถพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสำคัญและการเขียนกรอบความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถอ่านบทความ แยกประเด็นหลัก ประเด็นรอง และประเด็นย่อย สรุปสาระสำคัญ และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบกรอบความคิดได้อย่างเป็นระบบและถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีพัฒนาการด้านสมรรถนะสำคัญและทักษะ Soft Skills อย่างชัดเจน ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ การเรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในการนำเสนอผลงาน สามารถทำงานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เพื่อสืบค้น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรายวิชาอื่นและในชีวิตประจำวันได้ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SABD MODEL เป็นนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการบูรณาการแนวคิด STEM Education ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างรอบด้านและยั่งยืน
นวัตกรรม Smart Survival CUPCUP” ปลูกพืช ปลูกวินัย ด้วยการจัดการเรียนรู้เกษตรเชิงรุก เพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติและเสริมสร้าง Soft Skill
การจัดการศึกษาในทศวรรษปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านทักษะการปฏิบัติงาน (Hard Skills) และทักษะชีวิต (Soft Skills) บริบทของโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพื้นฐานอาชีพ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานเกษตรขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในภาพรวมและระดับรายบุคคลของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาการงานอาชีพ (เกษตรกรรม) พบว่า ปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่บรรลุตามเป้าหมาย คือ "อัตราการรอดของการขยายพันธุ์พืชที่อยู่ในระดับต่ำ" เนื่องจากการปักชำหรือเพาะปลูกแบบเปิดมักเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ยาก เช่น ความชื้นไม่คงที่ อุณหภูมิ ที่ผันผวน และแมลงศัตรูพืช ความล้มเหลวในการปฏิบัติงานนี้ส่งผลให้นักเรียนเกิดความท้อแท้ ขาดแรงจูงใจในการเรียน และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของนักเรียน ยังพบปัญหาสำคัญด้าน "ความรับผิดชอบและการมีวินัยในตนเอง" ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดความสม่ำเสมอในการดูแลรักษาชิ้นงานของตนเอง
4S-Green Soft Power Model
ชื่อนวัตกรรม: 4S-Green Soft Power Model : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาเชิงรุก เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียวแห่งอนาคต ผู้รับผิดชอบ: นางพิมม์ปภัส พูนพงศ์ภาสิน ตำแหน่ง/สังกัด: ครู โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ปีงบประมาณ: พ.ศ. 2569 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “4S-Green Soft Power Model” เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียว2)เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตทักษะทางวิทยาศาสตร์และจิตสำนึกพลเมืองสีเขียวของผู้เรียน 3) เพื่อพัฒนาทักษะ Soft Power และภาวะผู้นำของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสารสร้างสรรค์ การผลิตสื่อ การคิดเชิงออกแบบ และการทำงานร่วมกับชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4S – GREEN SOFT POWER และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะพลเมืองสีเขียว แบบประเมินทักษะชีวิตและทักษะวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า: ด้านกระบวนการพัฒนานวัตกรรม: รูปแบบ "4S-Green Soft Power Model" ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่สอดประสานกัน 4 ขั้นตอน ภายใต้วงจรการบริหารคุณภาพ PDCA ได้แก่ S1: Search ค้นหาและกำหนดประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่, S2: Survey สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย, S3: Save ปฏิบัติการอนุรักษ์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และ S4: Share เผยแพร่และขยายผลSoft Power สู่สาธารณะ ซึ่งมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย = 4.85, S.D. = 0.80) และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ด้านผลที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน: นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีพัฒนาการด้านสมรรถนะพลเมือสีเขียวแห่งอนาคตพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านค่านิยมสีเขียว (Green Values) (x̄ = 4.89, S.D. = 0.58) รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติสีเขียว (Green Action) (x̄ = 4.84, S.D. = 0.61) ด้านทักษะสีเขียว (Green Skills) (x̄ = 4.78, S.D. = 0.67) และด้านความรู้สีเขียว (Green Knowledge) (x̄ = 4.73, S.D. = 0.70) ตามลำดับ ด้านผลผลิต ผลลัพธ์ และการยอมรับ: เกิดนวัตกรรมสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Facebook Page “MT มหิงสาผู้พิทักษ์ธรรมชาติ” ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาพรวมคณะครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานของนวัตกรรมนี้อยู่ในระดับมากที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพ
โคมล้านนาสร้างสรรค์บูรณาการศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นกับการเรียนรู้ STEAM
ในยุคศตวรรษที่ 21 การจัดการศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายสนับสนุนให้สถานศึกษานำกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาใช้ในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการองค์ความรู้ตามแนวคิด STEAM Education ซึ่งผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ เข้าด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดเชิงออกแบบและสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นระบบ โรงเรียนแม่แตง ตั้งอยู่ในบริบทท้องถิ่นที่มีความรวบรวมไปด้วยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นล้านนาอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โคมล้านนา" ซึ่งเป็นหัตถกรรมที่มีอัตลักษณ์และสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม จากบริบทการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันพบว่า การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์ตามรูปแบบเดิม ขาดการเชื่อมโยงกับทักษะทางเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ชิ้นงาน ประกอบกับทักษะกระบวนการทำงานเป็นทีมและการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียนยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “โคมล้านนาสร้างสรรค์” โดยนำวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) มาขับเคลื่อนร่วมกับรูปแบบการจัดกิจกรรม KHOM Model 4 ขั้นตอน อันประกอบด้วย ขั้นการแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) ขั้นกระบวนการสร้างสรรค์ (How to Create) ขั้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ (Origination & Innovation) และขั้นการเรียนรู้และแบ่งปัน (Mastery & Sharing) การดำเนินงานดังกล่าวร้อยรัดเอาทักษะศิลปะพื้นถิ่นเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรมและการคำนวณตามแนวทาง STEAM เพื่อเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับความรู้ (Passive Learner) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมสมัย (Innovative Creator) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิด การเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์แห่งตน และถือเป็นแนวทางสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ ควบคู่ไปกับการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชนอำเภอแม่แตงให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
MT GROW Scholarship Model: การพัฒนาระบบแนะแนวเชิงรุกร่วมกับภาคี เครือข่ายและคลังดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงทุนการศึกษาและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการแนะแนวเชิงรุก ด้วยกระบวนการ GROW Coaching ร่วมกับภาคีเครือข่ายและคลังสารสนเทศดิจิทัล (MT GROW Scholarship Model) สําหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ส่งเสริมและเพิ่มโอกาสการ เข้าถึงทุนการศึกษาและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 3) ประเมินความพึงพอใจและการมี ส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และ 4) ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถดําเนินการตามเงื่อนไขของกองทุนฯ ได้ อย่างครบถ้วน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 36 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง นวัตกรรม MT GROW Scholarship Model บูรณา การแนวคิด GROW Coaching (Goal, Reality, Options, Will) ร่วมกับการบริหารจัดการแบบมี ส่วนร่วม และการใช้คลังสารสนเทศดิจิทัลเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูล ผลการดําเนินงานพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงคลังสารสนเทศดิจิทัลและได้รับการ แนะแนวเชิงรุกคิดเป็นร้อยละ 100 สามารถสะสมชั่วโมงจิตอาสาและผ่านการอบรม SET e-Learning ได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ 2) มีระบบการแก้ไขปัญหาผลการเรียนค้างส่งอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักเรียน รักษาสิทธิ์และได้รับอนุมัติกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือทุนการศึกษาเพิ่มขึ้น 3) เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็ง จากภาคีเครือข่าย ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ในการสนับสนุนผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม สรุปได้ว่า MT GROW Scholarship Model เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ํา และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน คําสําคัญ : MT GROW Scholarship Model, การแนะแนวเชิงรุก, GROW Coaching, ทุนการศึกษา , กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
การพัฒนานวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ “4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว”
ในสภาพสังคมยุคปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจและสังคม มักส่งผลกระทบที่อาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ กับผู้เรียนในสถานศึกษาหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรมของผู้เรียน ด้านความปลอดภัยของผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นมลพิษต่อสุขภาวะของผู้เรียน ด้านการกลั่นแกล้งทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมออนไลน์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง ครูจึงควรมีเทคนิควิธีและกระบวนการในการให้การช่วยเหลือผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพละเอียดรอบคอบมากขึ้น มีบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นและการแนะแนวยังเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่มีความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะต้องเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความสมดุลหรือมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน ในระหว่างมิติต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม จิตใจ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นองค์ประกอบที่จะรวมกันหรือองค์รวมในการทำให้ชีวิตมนุษย์สามารถอยู่ดีมีสุขได้ ทั้งสำหรับคนในรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต การแนะแนวได้รับการยอมรับว่าเป็นแขนงวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีปรัชญาจุดมุ่งหมาย กระบวนการ จรรยาบรรณ และการวิจัยที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้การพัฒนาเยาวชนไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง การดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เยาวชนมีคุณภาพตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายโดยเฉพาะครูซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน การแนะแนวเป็นศาสตร์ หนึ่งที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเจริญเติบโตเต็มตามศักยภาพบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่ตั้งไว้ ดังนั้นครูทุกคนจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการแนะแนวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือพัฒนาผู้เรียน การจัดการแนะแนวจึงเป็นความสมัครใจของผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อเติมเต็ม การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้น ด้านความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องสาระความรู้ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3), 2553) การให้คำปรึกษาในการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน โดยการบริการให้การปรึกษา (Counseling Service) ถือ ได้ว่าเป็นหัวใจของการแนะแนว “เป็นพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง การสร้างพื้นที่ภายในโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียนโดยให้มีการสนทนาพูดคุยระหว่างครูกับนักเรียน โดยใช้ทักษะให้การปรึกษา เพื่อสร้างสัมพันธภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การแนะแนวในสถานศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตอบสนองพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นให้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขโดยเฉพาะบริการแนะแนวในสถานศึกษายังสนับสนุนจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตัวเอง มีความสามารถในการสื่อสารและเทคโนโลยี มีทักษะชีวิตสามารถรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิต รักการออกกำลังกาย มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของโลก มีจิตสาธารณะอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข ทั้งนี้หลักสูตรได้กำหนดให้มีกิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร จากความสำคัญของงานแนะแนว มีความสำคัญได้ดังนี้ 1. งานแนะแนวมีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการส่งเสริมพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและ สติปัญญา ความสามารถปรับตัว ความสามารถการศึกษาและพัฒนาทักษะพื้นฐานการงานอาชีพตามวัย 2. งานแนะแนวมีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการป้องกันปัญหาของผู้เรียนทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน 3. งานแนะแนวช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถช่วยตนเอง แก้ไขปัญหาของตนและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมตามวัย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (งานแนะแนว) โรงเรียนศรีจอมทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 จึงมุ่งส่งเสริมให้ครูทุกท่าน สามารถให้คำปรึกษาแก่นักเรียนแบบบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียน ส่วนตัวและสังคม สามารถนำองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละด้าน นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริงได้ ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ 4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว แบบบูรณาการทั้งสามด้าน คือ 1) ด้านการศึกษา 2) ด้านส่วนตัวและสังคม 3) ด้านอาชีพ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีแนวทางเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองได้ดีขึ้น พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตจะสอดคล้องกับประเด็นกลยุทธ์ของโรงเรียนมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมีคุณธรรมรับผิดชอบต่อสังคม เป็นพลเมืองดีและมีค่านิยมที่พึงประสงค์ ระบบในการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาให้วัยรุ่นมีความพร้อมในการดำเนินชีวิตและก้าวข้ามอุปสรรคถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในสถานศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะและเตรียม ความพร้อมให้กับผู้เรียน ทั้งนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ กำหนดให้สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมแนะแนว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ แก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียนช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) โรงเรียนศรีจอมทอง เป็นโรงเรียนสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 โรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญในหน้าที่ของการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีกระบวนการบริหารจัดการ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นโรงเรียนคุณภาพด้านวิชาการ ส่งเสริมนวัตกรรม ให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มีสมรรถนะ สื่อสารสามภาษา พัฒนาสู่สากล บนพื้นฐานความเป็นไทย” มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้ ผู้เรียนมีความรู้ มีความเป็นเลิศทางวิชาการมีคุณธรรมและมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อเป็น พลเมืองที่ดีของสังคม โดยการส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีความรู้ มีทักษะ กระบวนการและมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน โดยโรงเรียนศรีจอมทองมีกระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์และพันธกิจซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษาโดยการวิเคราะห์ (SWOT Analysis) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของสถานศึกษา พร้อมทั้งเสนอแนะ วิธีการพัฒนาส่งเสริมแก้ไข โดยอยู่บนพื้นฐานข้อมูลของสถานศึกษาร่วมกันกำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ และพันธกิจซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนโดยมอบหมายหน้าที่ ผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละโครงการอย่างเป็นระบบคำนึงถึงเป้าหมายของความสำเร็จในแต่ละปี ความสอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษารวมถึงทุกโครงการจะต้องส่งผลเพื่อให้วิสัยทัศน์ของโรงเรียนศรีจอมทองประสบความสำเร็จ ในการดำเนินงานมีการกำกับ ติดตามผล การดำเนินงานตามโครงการ/กิจกรรม ทั้งในด้านระยะเวลา งบประมาณ ความสำเร็จของโครงการ กิจกรรมและนำข้อมูลที่สรุปมาเป็นส่วนสำคัญใน การวางแผนจัดทำแผนปฏิบัติการในปีถัดไปมีการ จัดทำและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาโดยสถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบท ท้องถิ่นและสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราชการ 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน งานแนะแนวในโรงเรียนจึงเป็นอีกหนึ่งงานซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการพัฒนาผู้เรียน จึงได้มีการสร้างและออกแบบนวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ “4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว” ขึ้น เนื่องจากงานแนะแนวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้มีการจัด กิจกรรมแนะแนวในชั้นเรียนและงานบริการแนะแนวเพื่อให้ข้อมูลด้านการศึกษา อาชีพและส่วนตัวให้ทั่วถึงนักเรียนทุกคนโดยมีการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้สามารถค้นพบตนเองและพัฒนาศักยภาพตนเองได้ การแนะแนวจึงได้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาองค์รวมของนักเรียนทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม สามารถคิดแก้ปัญหากำหนดเป้าหมายวางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม