คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 31 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
ผู้จัดทำ: ครูผู้สอน / อาจารย์

โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ธุรกิจท่องเที่ยว และเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้วิถีชีวิตของครอบครัวนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้ปกครองจำนวนมากต้องออกไปทำงานต่างถิ่นหรือทำงานนอกภาคเกษตร ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองทดแทน เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ขาดการดูแลด้านพฤติกรรมและสุขภาพอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการเข้าถึงสื่อออนไลน์และอาหารแปรรูปที่สะดวกขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้เรียนทั้ง 4 มิติอย่างชัดเจน

โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง รายละเอียด →
Cover
ด้าน 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ครูผู้สอน / อาจารย์

"เทวดารวงข้าว : นวัตกรรม ECO-RICE Model พัฒนาทักษะชีวิตตามวิถีชนเผ่าสู่สังคมอนาคตที่ยั่งยืน"

การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้การศึกษาต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะชีวิต สมรรถนะ และสามารถปรับตัวได้ โดย OECD และ UNESCO ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากบริบทจริง การใช้ทุนทางวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนบ้านปางแดง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ตั้งอยู่ในชุมชนชาวปกาเกอะญอที่มีอัตลักษณ์และวิถีชีวิตที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะ วิถีข้าวปกาเกอะญอ โรงเรียนจึงจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาชุมชนเป็นฐาน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตและอาชีพตามวิถีชนเผ่า โรงเรียนดำเนินงาน Eco Activities 6 กิจกรรม โดย Eco Rice : เทวดารวงข้าว เป็นกิจกรรมสำหรับนักเรียนชั้น ป.3–4 ที่นำวิถีข้าวปกาเกอะญอมาใช้พัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งนี้ ผล NT ปีการศึกษา 2567–2568 มีคะแนนเฉลี่ย 71.00 และ 71.35 คะแนน ขณะที่ผล SAR ด้านทักษะและเจตคติต่องานอาชีพอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ร้อยละ 100 ต่อเนื่อง สะท้อนจุดแข็งที่ควรต่อยอด โรงเรียนจึงพัฒนานวัตกรรม “เทวดารวงข้าว : ECO-RICE Model” ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ Ethnic Wisdom, Community Learning, Occupation Skills, Responsibility, Identity, Creativity และ Entrepreneurship และกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น Explore, Cultivate, Organize, Recreate และ Expand เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้ประกอบการ ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานวิถีข้าวปกาเกอะเกอะญออย่างยั่งยืน

โรงเรียนบ้านปางแดง รายละเอียด →

การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 สรุปผลได้ดังนี้ 1) ความก้าวหน้าของครูหลังการเข้ารับการพัฒนา อบรมการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 พบว่า ผลการทดสอบความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ คะแนนทดสอบก่อนการอบรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.03 และมีคะแนนทดสอบหลังการอบรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.00 เมื่อพิจารณาระดับคะแนนความรู้ความเข้าใจหลังการอบรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.87 ซึ่งอยู่ในระดับ มาก และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังการอบรม พบว่า คะแนนหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กระบวนการจัดการเรียนรู้ การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 ในสถานศึกษาในภาพรวมมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.45 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก ขึ้นไป โดยผลการปฏิบัติในด้านที่ 2 การจัดกระบวนการเรียนรู้ มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.53 3) ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศ การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การอ่านออก เขียนได้ (อ่านออกยกชั้น) โดยใช้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่เป็นฐาน ด้วยกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching สำหรับครูผู้สอน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 พบว่า ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.48 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านผลการดำเนินงานตามกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 ส่วนด้านการดำเนินงานตามกระบวนการนิเทศแบบ SCORES ผสานเทคนิค Coaching ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 4.41

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 รายละเอียด →

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กำหนดให้การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ คุณธรรม และสมรรถนะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด การลงมือปฏิบัติ และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การพัฒนาการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) และการบูรณาการการเรียนรู้กับบริบทของชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม และการดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) นอกจากนี้ การพัฒนาการศึกษายังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education) และเป้าหมายที่ 11 ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ที่มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โรงเรียนวัดศรีสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ตั้งอยู่ในตำบล หารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น โดยเฉพาะ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 200 ปี และได้รับการยอมรับว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน สามารถสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการบูรณาการเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสภาพปัญหาโดยการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา การสำรวจความต้องการของผู้เรียน (Needs Assessment) การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ การสัมภาษณ์ครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชุมชน และการวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดโอกาสในการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับการดำรงชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Active Learning ของ Bonwell และ Eison (1991) ที่เสนอว่าผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งสอดคล้องกับแนวคิด Experiential Learning ของ Kolb (1984) ซึ่งอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากการเปลี่ยนประสบการณ์เป็นองค์ความรู้ผ่านวงจรของการปฏิบัติ การสะท้อนคิด การสร้างแนวคิด และการนำไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนแนวคิด Learning by Doing ของ Dewey (1938) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมยังอาศัยแนวคิด Place-Based Learning ของ Sobel (2004) ที่เน้นการใช้ชุมชนและบริบทของพื้นที่เป็นฐานการเรียนรู้ และแนวคิด Community-Based Learning ของ Melaville, Berg และ Blank (2006) ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ควบคู่กับแนวคิด Competency-Based Education ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการปฏิบัติจริง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) และแนวคิด STEM Education ที่ส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้สู่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรม (Bybee, 2013) จากการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็น และศักยภาพของชุมชน ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” รูปแบบการจัดการเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ด้วยกระบวนการ Active Learning โดยผ่านกระบวนการศึกษาบริบท การสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎี การออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทดลองใช้ การปรับปรุง และการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา จนได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DINPUN Model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ Discover (ค้นพบ) Investigate (สืบค้น) Network Learning (เรียนรู้ร่วมกับเครือข่าย) Practice (ลงมือปฏิบัติ) Understanding (สะท้อนและสังเคราะห์องค์ความรู้) และ New Innovation (สร้างสรรค์นวัตกรรม) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรง เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้ทางวิชาการ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ผลการนำนวัตกรรมไปใช้พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนเฉลี่ย 61.20 คะแนน เป็น 84.35 คะแนน มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 65.26 เป็นร้อยละ 95.79 สมรรถนะผู้เรียนเพิ่มขึ้นจาก 3.18 เป็น 4.56 และคะแนน Soft Skills เพิ่มขึ้นจาก 3.42 เป็น 4.61 อีกทั้งผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น พวงกุญแจดินปั้น ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสร้างสรรค์ และกิจกรรมผู้ประกอบการน้อย ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ นวัตกรรมยังส่งผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ศูนย์วิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน เทศบาลตำบลหารแก้ว สถาบันอุดมศึกษา ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา จนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ที่ใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับเขตพื้นที่ จังหวัด และระดับประเทศ ดังนั้น นวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” จึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีฐานคิดทางวิชาการชัดเจน ผ่านกระบวนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพอย่างเป็นระบบ สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ทักษะในศตวรรษที่ 21 และ Soft Skills ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างคุณค่าทางการศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนวัดศรีสว่าง รายละเอียด →

นวัตกรรมนี้เป็น นวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะ Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education และเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นใหม่จากการวิเคราะห์บริบทและสภาพปัญหาของโรงเรียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์รายบุคคล และ SWOT Analysis พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังคุ้นชินกับการเรียนรู้แบบเดิม ครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนยังขาดทักษะในการวางแผน แสวงหาความรู้ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และกำกับการเรียนรู้ของตนเอง นอกจากนี้ พบว่านักเรียนร้อยละ 42.50 มีผลการเรียนเฉลี่ยในวิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด จึงนำไปสู่การกำหนดปัญหาเร่งด่วน คือ การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน

โรงเรียนบ้านงิ้วสูง รายละเอียด →

การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมและพัฒนาความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์ของครูสำหรับการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านแพลตฟอร์ม GLAT 2) ยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนด้านการคิดวิเคราะห์ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การเติบโตทางความคิด และความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประเมิน PISA 2029 และ 3) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็กให้บรรลุเป้าหมายมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มาตรฐานที่ 3 ระดับคุณภาพดีมาก กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้จากครูกลุ่มเป้าหมาย นวัตกรรมประกอบด้วยรูปแบบการนิเทศ 3DS Supervision Model ได้แก่ Discover, Dialogue และ Develop ทำงานร่วมกับระบบนิเวศดิจิทัล GLAT โดยดำเนินการ 4 ระยะ คือ การค้นหาและวิเคราะห์บริบท การสานเสวนาและร่วมออกแบบการเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติและโค้ชหน้างาน และการประเมินผล ถอดบทเรียน และขยายผล เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบประเมินความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์ ระบบติดตามและแดชบอร์ด แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละและการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม ผลการพัฒนาพบว่า แพลตฟอร์ม GLAT สามารถสนับสนุนการประเมินสมรรถนะ การวางแผนโค้ชรายบุคคล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการให้ข้อมูลสะท้อนกลับแก่ครูได้อย่างเป็นระบบ ครูกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 100 สามารถนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้ ผลการประเมินผู้เรียนหลังใช้นวัตกรรมสูงขึ้นทุกด้าน โดยคะแนนด้านการคิดวิเคราะห์เพิ่มจากร้อยละ 65.50 เป็น 76.80 ความฉลาดรู้ด้านการอ่านเพิ่มจากร้อยละ 68.20 เป็น 80.50 และการเติบโตทางความคิดเพิ่มจากร้อยละ 70.00 เป็น 82.10 รวมทั้งผู้เรียนร้อยละ 85 มีความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับดี นอกจากนี้ โรงเรียนเกิดวัฒนธรรมการทำงานบนฐานข้อมูลและสามารถบรรลุเป้าหมายมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษานำร่อง มาตรฐานที่ 3 ในระดับคุณภาพดีมาก แสดงให้เห็นว่า 3DS x GLAT เป็นนวัตกรรมการนิเทศที่ช่วยยกระดับสมรรถนะครูและผู้เรียน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือขยายผลในสถานศึกษาอื่นได้ คำสำคัญ: การนิเทศการศึกษา, 3DS Supervision Model, GLAT, ความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ครูผู้สอน / อาจารย์

“Playful Brain Learning (PBL) นวัตกรรมพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบสำหรับเด็กปฐมวัย”

ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และจัดการกับข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยผ่านการเล่น การสังเกต การจำแนก การเรียงลำดับ และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวัย หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการคิดเชิงคำนวณ คือ การจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) ซึ่งช่วยให้เด็กสังเกตความเหมือน ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และแบบรูปที่เกิดขึ้นซ้ำ ตลอดจนสามารถคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป อันเป็นพื้นฐานของการคิดรวบยอดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และกิจกรรม Unplugged Coding เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เนื่องจากเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้ผ่านการเล่น การทดลอง การลองผิดลองถูก และการแก้ปัญหาโดยใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้ สอดคล้องกับพัฒนาการและธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก ดังที่ บุณยณัฐ บัวราชและคณะ (2567) พบว่า กิจกรรม Unplugged Coding ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ขณะที่ สุริยา ชาปู่ และสุรีย์พร สว่างเมฆ (2566) พบว่า การจัดกิจกรรม Unplugged Coding ส่งผลให้ทักษะทางสมองและทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีความสามารถในการคิดรวบยอด และตัวบ่งชี้ที่ 10.3 มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ด้านวิทยาการคำนวณ จากการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนวัดศรีโพธาราม ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 พบว่า มาตรฐานที่ 10 มีค่าเฉลี่ย 2.21 อยู่ในระดับคุณภาพพอใช้ โดยเด็กส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) โดยเฉพาะการสังเกตความสัมพันธ์ การจำแนก และการคาดคะเนลำดับของสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่นำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหา ดังนั้น ผู้จัดทำจึงนำแนวคิด Playful Brain Learning (PBL) มาบูรณาการกับการเรียนรู้ผ่านการเล่น แนวคิด STEM Education และการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้กิจกรรม Unplugged Coding เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการสังเกต การค้นหารูปแบบ การคาดคะเน และการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบของเด็กอนุบาล 3 ให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และวางรากฐานการเป็นนักคิดอย่างเป็นระบบผ่านการเรียนรู้อย่างมีความสุข จึงเกิดเป็นแนวทาง “การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบในเด็กอนุบาล 3 ผ่านการเรียนรู้แบบการเล่นเป็นฐาน” ซึ่งมุ่งพัฒนาให้เด็กสามารถสังเกต จำแนก ค้นหาความสัมพันธ์ คาดคะเน และนำรูปแบบที่ค้นพบไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมตามวัย

โรงเรียนวัดศรีโพธาราม รายละเอียด →