คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 54 รายการ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กำหนดให้การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ คุณธรรม และสมรรถนะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด การลงมือปฏิบัติ และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การพัฒนาการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) และการบูรณาการการเรียนรู้กับบริบทของชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม และการดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) นอกจากนี้ การพัฒนาการศึกษายังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education) และเป้าหมายที่ 11 ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทย ที่มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โรงเรียนวัดศรีสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ตั้งอยู่ในตำบล หารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น โดยเฉพาะ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 200 ปี และได้รับการยอมรับว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน สามารถสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการบูรณาการเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสภาพปัญหาโดยการวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา การสำรวจความต้องการของผู้เรียน (Needs Assessment) การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ การสัมภาษณ์ครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชุมชน และการวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดโอกาสในการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับการดำรงชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Active Learning ของ Bonwell และ Eison (1991) ที่เสนอว่าผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งสอดคล้องกับแนวคิด Experiential Learning ของ Kolb (1984) ซึ่งอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากการเปลี่ยนประสบการณ์เป็นองค์ความรู้ผ่านวงจรของการปฏิบัติ การสะท้อนคิด การสร้างแนวคิด และการนำไปประยุกต์ใช้ ตลอดจนแนวคิด Learning by Doing ของ Dewey (1938) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมยังอาศัยแนวคิด Place-Based Learning ของ Sobel (2004) ที่เน้นการใช้ชุมชนและบริบทของพื้นที่เป็นฐานการเรียนรู้ และแนวคิด Community-Based Learning ของ Melaville, Berg และ Blank (2006) ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ควบคู่กับแนวคิด Competency-Based Education ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการปฏิบัติจริง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) และแนวคิด STEM Education ที่ส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้สู่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างนวัตกรรม (Bybee, 2013) จากการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็น และศักยภาพของชุมชน ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” รูปแบบการจัดการเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ “เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ด้วยกระบวนการ Active Learning โดยผ่านกระบวนการศึกษาบริบท การสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎี การออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทดลองใช้ การปรับปรุง และการนำไปใช้จริงในสถานศึกษา จนได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน รูปแบบการจัดการเรียนรู้ DINPUN Model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ Discover (ค้นพบ) Investigate (สืบค้น) Network Learning (เรียนรู้ร่วมกับเครือข่าย) Practice (ลงมือปฏิบัติ) Understanding (สะท้อนและสังเคราะห์องค์ความรู้) และ New Innovation (สร้างสรรค์นวัตกรรม) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรง เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้ทางวิชาการ และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ผลการนำนวัตกรรมไปใช้พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนเฉลี่ย 61.20 คะแนน เป็น 84.35 คะแนน มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 65.26 เป็นร้อยละ 95.79 สมรรถนะผู้เรียนเพิ่มขึ้นจาก 3.18 เป็น 4.56 และคะแนน Soft Skills เพิ่มขึ้นจาก 3.42 เป็น 4.61 อีกทั้งผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น พวงกุญแจดินปั้น ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสร้างสรรค์ และกิจกรรมผู้ประกอบการน้อย ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ นวัตกรรมยังส่งผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ศูนย์วิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน เทศบาลตำบลหารแก้ว สถาบันอุดมศึกษา ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา จนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ที่ใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับเขตพื้นที่ จังหวัด และระดับประเทศ ดังนั้น นวัตกรรม “ดินปั้นหรรษา : DINPUN Model” จึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีฐานคิดทางวิชาการชัดเจน ผ่านกระบวนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพอย่างเป็นระบบ สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ทักษะในศตวรรษที่ 21 และ Soft Skills ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การสร้างคุณค่าทางการศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนวัดศรีสว่าง รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน

การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model : เรียนรู้อย่างมีความหมาย จุดประกายนวัตกร เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนานวัตกรรม 2) ยกร่างและประเมินร่างนวัตกรรม 3) ทดลองและขยายผลการใช้นวัตกรรม และ 4) ประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้บริหาร ครู นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายทางการศึกษา โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินร่างนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า : สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่า PNI Modified เท่ากับ 0.47 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ RARE S-TEAM Model ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดผู้เรียนมีสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินกระบวนการพัฒนานวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ นวัตกรรม RARE S-TEAM Model ยังส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานศึกษามีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

โรงเรียนวัดเวฬุวัน รายละเอียด →
Cover
ด้าน 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนานวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ “4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว”

ในสภาพสังคมยุคปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจและสังคม มักส่งผลกระทบที่อาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ กับผู้เรียนในสถานศึกษาหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรมของผู้เรียน ด้านความปลอดภัยของผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นมลพิษต่อสุขภาวะของผู้เรียน ด้านการกลั่นแกล้งทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมออนไลน์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง ครูจึงควรมีเทคนิควิธีและกระบวนการในการให้การช่วยเหลือผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพละเอียดรอบคอบมากขึ้น มีบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นและการแนะแนวยังเป็นศาสตร์แห่งการพัฒนาที่มีความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะต้องเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความสมดุลหรือมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน ในระหว่างมิติต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม จิตใจ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นองค์ประกอบที่จะรวมกันหรือองค์รวมในการทำให้ชีวิตมนุษย์สามารถอยู่ดีมีสุขได้ ทั้งสำหรับคนในรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต การแนะแนวได้รับการยอมรับว่าเป็นแขนงวิชาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีปรัชญาจุดมุ่งหมาย กระบวนการ จรรยาบรรณ และการวิจัยที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้การพัฒนาเยาวชนไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง การดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เยาวชนมีคุณภาพตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายโดยเฉพาะครูซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน การแนะแนวเป็นศาสตร์ หนึ่งที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเจริญเติบโตเต็มตามศักยภาพบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่ตั้งไว้ ดังนั้นครูทุกคนจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการแนะแนวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือพัฒนาผู้เรียน การจัดการแนะแนวจึงเป็นความสมัครใจของผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อเติมเต็ม การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยเน้น ด้านความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องสาระความรู้ให้บูรณาการความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3), 2553) การให้คำปรึกษาในการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน โดยการบริการให้การปรึกษา (Counseling Service) ถือ ได้ว่าเป็นหัวใจของการแนะแนว “เป็นพื้นที่ปลอดภัย” หมายถึง การสร้างพื้นที่ภายในโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียนโดยให้มีการสนทนาพูดคุยระหว่างครูกับนักเรียน โดยใช้ทักษะให้การปรึกษา เพื่อสร้างสัมพันธภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการศึกษาต่อและการใช้ชีวิตให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การแนะแนวในสถานศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตอบสนองพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นให้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขโดยเฉพาะบริการแนะแนวในสถานศึกษายังสนับสนุนจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตัวเอง มีความสามารถในการสื่อสารและเทคโนโลยี มีทักษะชีวิตสามารถรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิต รักการออกกำลังกาย มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองของโลก มีจิตสาธารณะอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข ทั้งนี้หลักสูตรได้กำหนดให้มีกิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตร จากความสำคัญของงานแนะแนว มีความสำคัญได้ดังนี้ 1. งานแนะแนวมีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการส่งเสริมพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและ สติปัญญา ความสามารถปรับตัว ความสามารถการศึกษาและพัฒนาทักษะพื้นฐานการงานอาชีพตามวัย 2. งานแนะแนวมีความสำคัญต่อผู้เรียนในด้านการป้องกันปัญหาของผู้เรียนทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหาสังคม และปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน 3. งานแนะแนวช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถช่วยตนเอง แก้ไขปัญหาของตนและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมตามวัย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (งานแนะแนว) โรงเรียนศรีจอมทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 จึงมุ่งส่งเสริมให้ครูทุกท่าน สามารถให้คำปรึกษาแก่นักเรียนแบบบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียน ส่วนตัวและสังคม สามารถนำองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละด้าน นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริงได้ ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ 4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว แบบบูรณาการทั้งสามด้าน คือ 1) ด้านการศึกษา 2) ด้านส่วนตัวและสังคม 3) ด้านอาชีพ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีแนวทางเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองได้ดีขึ้น พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตจะสอดคล้องกับประเด็นกลยุทธ์ของโรงเรียนมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมีคุณธรรมรับผิดชอบต่อสังคม เป็นพลเมืองดีและมีค่านิยมที่พึงประสงค์ ระบบในการดูแลช่วยเหลือและพัฒนาให้วัยรุ่นมีความพร้อมในการดำเนินชีวิตและก้าวข้ามอุปสรรคถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งในสถานศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะและเตรียม ความพร้อมให้กับผู้เรียน ทั้งนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ กำหนดให้สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมแนะแนว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ แก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียนช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) โรงเรียนศรีจอมทอง เป็นโรงเรียนสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 โรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญในหน้าที่ของการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีกระบวนการบริหารจัดการ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นโรงเรียนคุณภาพด้านวิชาการ ส่งเสริมนวัตกรรม ให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม มีสมรรถนะ สื่อสารสามภาษา พัฒนาสู่สากล บนพื้นฐานความเป็นไทย” มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้ ผู้เรียนมีความรู้ มีความเป็นเลิศทางวิชาการมีคุณธรรมและมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อเป็น พลเมืองที่ดีของสังคม โดยการส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีความรู้ มีทักษะ กระบวนการและมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน โดยโรงเรียนศรีจอมทองมีกระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์และพันธกิจซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษาโดยการวิเคราะห์ (SWOT Analysis) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของสถานศึกษา พร้อมทั้งเสนอแนะ วิธีการพัฒนาส่งเสริมแก้ไข โดยอยู่บนพื้นฐานข้อมูลของสถานศึกษาร่วมกันกำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ และพันธกิจซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนโดยมอบหมายหน้าที่ ผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละโครงการอย่างเป็นระบบคำนึงถึงเป้าหมายของความสำเร็จในแต่ละปี ความสอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษารวมถึงทุกโครงการจะต้องส่งผลเพื่อให้วิสัยทัศน์ของโรงเรียนศรีจอมทองประสบความสำเร็จ ในการดำเนินงานมีการกำกับ ติดตามผล การดำเนินงานตามโครงการ/กิจกรรม ทั้งในด้านระยะเวลา งบประมาณ ความสำเร็จของโครงการ กิจกรรมและนำข้อมูลที่สรุปมาเป็นส่วนสำคัญใน การวางแผนจัดทำแผนปฏิบัติการในปีถัดไปมีการ จัดทำและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาโดยสถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบท ท้องถิ่นและสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราชการ 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน งานแนะแนวในโรงเรียนจึงเป็นอีกหนึ่งงานซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการพัฒนาผู้เรียน จึงได้มีการสร้างและออกแบบนวัตกรรมระบบแนะแนวทางสำหรับผู้เรียน (Coaching) โดยใช้รูปแบบ “4ส สร้างสุข สู่การแนะแนว” ขึ้น เนื่องจากงานแนะแนวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้มีการจัด กิจกรรมแนะแนวในชั้นเรียนและงานบริการแนะแนวเพื่อให้ข้อมูลด้านการศึกษา อาชีพและส่วนตัวให้ทั่วถึงนักเรียนทุกคนโดยมีการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้สามารถค้นพบตนเองและพัฒนาศักยภาพตนเองได้ การแนะแนวจึงได้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาองค์รวมของนักเรียนทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม สามารถคิดแก้ปัญหากำหนดเป้าหมายวางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

โรงเรียนสองแคววิทยาคม รายละเอียด →

นวัตกรรมนี้เป็น นวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะ Soft Skills ควบคู่กับ STEM Education และเป็นนวัตกรรมที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นใหม่จากการวิเคราะห์บริบทและสภาพปัญหาของโรงเรียนจากการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์รายบุคคล และ SWOT Analysis พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังคุ้นชินกับการเรียนรู้แบบเดิม ครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนยังขาดทักษะในการวางแผน แสวงหาความรู้ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และกำกับการเรียนรู้ของตนเอง นอกจากนี้ พบว่านักเรียนร้อยละ 42.50 มีผลการเรียนเฉลี่ยในวิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด จึงนำไปสู่การกำหนดปัญหาเร่งด่วน คือ การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน

โรงเรียนบ้านงิ้วสูง รายละเอียด →

การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมและพัฒนาความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์ของครูสำหรับการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกผ่านแพลตฟอร์ม GLAT 2) ยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนด้านการคิดวิเคราะห์ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน การเติบโตทางความคิด และความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประเมิน PISA 2029 และ 3) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็กให้บรรลุเป้าหมายมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มาตรฐานที่ 3 ระดับคุณภาพดีมาก กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้จากครูกลุ่มเป้าหมาย นวัตกรรมประกอบด้วยรูปแบบการนิเทศ 3DS Supervision Model ได้แก่ Discover, Dialogue และ Develop ทำงานร่วมกับระบบนิเวศดิจิทัล GLAT โดยดำเนินการ 4 ระยะ คือ การค้นหาและวิเคราะห์บริบท การสานเสวนาและร่วมออกแบบการเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติและโค้ชหน้างาน และการประเมินผล ถอดบทเรียน และขยายผล เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบประเมินความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์ ระบบติดตามและแดชบอร์ด แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินสมรรถนะผู้เรียน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละและการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม ผลการพัฒนาพบว่า แพลตฟอร์ม GLAT สามารถสนับสนุนการประเมินสมรรถนะ การวางแผนโค้ชรายบุคคล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และการให้ข้อมูลสะท้อนกลับแก่ครูได้อย่างเป็นระบบ ครูกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 100 สามารถนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้ ผลการประเมินผู้เรียนหลังใช้นวัตกรรมสูงขึ้นทุกด้าน โดยคะแนนด้านการคิดวิเคราะห์เพิ่มจากร้อยละ 65.50 เป็น 76.80 ความฉลาดรู้ด้านการอ่านเพิ่มจากร้อยละ 68.20 เป็น 80.50 และการเติบโตทางความคิดเพิ่มจากร้อยละ 70.00 เป็น 82.10 รวมทั้งผู้เรียนร้อยละ 85 มีความฉลาดทางสื่อและปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับดี นอกจากนี้ โรงเรียนเกิดวัฒนธรรมการทำงานบนฐานข้อมูลและสามารถบรรลุเป้าหมายมาตรฐานการประกันคุณภาพสถานศึกษานำร่อง มาตรฐานที่ 3 ในระดับคุณภาพดีมาก แสดงให้เห็นว่า 3DS x GLAT เป็นนวัตกรรมการนิเทศที่ช่วยยกระดับสมรรถนะครูและผู้เรียน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือขยายผลในสถานศึกษาอื่นได้ คำสำคัญ: การนิเทศการศึกษา, 3DS Supervision Model, GLAT, ความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ครูผู้สอน / อาจารย์

“Playful Brain Learning (PBL) นวัตกรรมพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบสำหรับเด็กปฐมวัย”

ในศตวรรษที่ 21 ทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และจัดการกับข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยผ่านการเล่น การสังเกต การจำแนก การเรียงลำดับ และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับวัย หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการคิดเชิงคำนวณ คือ การจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) ซึ่งช่วยให้เด็กสังเกตความเหมือน ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ และแบบรูปที่เกิดขึ้นซ้ำ ตลอดจนสามารถคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป อันเป็นพื้นฐานของการคิดรวบยอดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และกิจกรรม Unplugged Coding เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เนื่องจากเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้ผ่านการเล่น การทดลอง การลองผิดลองถูก และการแก้ปัญหาโดยใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้ สอดคล้องกับพัฒนาการและธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก ดังที่ บุณยณัฐ บัวราชและคณะ (2567) พบว่า กิจกรรม Unplugged Coding ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ขณะที่ สุริยา ชาปู่ และสุรีย์พร สว่างเมฆ (2566) พบว่า การจัดกิจกรรม Unplugged Coding ส่งผลให้ทักษะทางสมองและทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีความสามารถในการคิดรวบยอด และตัวบ่งชี้ที่ 10.3 มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ด้านวิทยาการคำนวณ จากการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนวัดศรีโพธาราม ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 พบว่า มาตรฐานที่ 10 มีค่าเฉลี่ย 2.21 อยู่ในระดับคุณภาพพอใช้ โดยเด็กส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition) โดยเฉพาะการสังเกตความสัมพันธ์ การจำแนก และการคาดคะเนลำดับของสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่นำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหา ดังนั้น ผู้จัดทำจึงนำแนวคิด Playful Brain Learning (PBL) มาบูรณาการกับการเรียนรู้ผ่านการเล่น แนวคิด STEM Education และการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้กิจกรรม Unplugged Coding เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการสังเกต การค้นหารูปแบบ การคาดคะเน และการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบของเด็กอนุบาล 3 ให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และวางรากฐานการเป็นนักคิดอย่างเป็นระบบผ่านการเรียนรู้อย่างมีความสุข จึงเกิดเป็นแนวทาง “การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณด้านการจดจำรูปแบบในเด็กอนุบาล 3 ผ่านการเรียนรู้แบบการเล่นเป็นฐาน” ซึ่งมุ่งพัฒนาให้เด็กสามารถสังเกต จำแนก ค้นหาความสัมพันธ์ คาดคะเน และนำรูปแบบที่ค้นพบไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมตามวัย

โรงเรียนวัดศรีโพธาราม รายละเอียด →