คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่
สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ดิจิทัลแบบบูรณาการเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต (LMS สกร. ระดับอำเภอพร้าว)
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอพร้าว (สกร.ระดับอำเภอพร้าว) มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตครอบคลุมพื้นที่ ๑๑ ตำบล และศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" (ศศช.) อีกกว่า ๑๐ แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทุรกันดารและพื้นที่สูง จากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมาพบสภาพปัญหาและความท้าทายสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ สภาพภูมิประเทศและความห่างไกล: อำเภอพร้าวมีพื้นที่กว้างขวางและเป็นหุบเขาสลับซับซ้อน ผู้เรียนกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านห่างไกล ทำให้การเดินทางมาพบกลุ่มมีอุปสรรคด้านระยะทางและค่าใช้จ่าย รวมถึงการติดตามผู้เรียนและการเยี่ยมบ้านทำได้ยากลำบาก ภาระงานการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน: ครู ๑ คน ต้องรับผิดชอบผู้เรียนหลายตำบลและครอบคลุมทุกระดับชั้น ทำให้ต้องจัดการเรียนรู้หลายสิบรายวิชาในภาคเรียนเดียว อีกทั้งยังต้องจัดการเอกสารกระดาษที่กินเวลาและเกิดความล่าช้า เช่น การทำแผนพบกลุ่ม การเช็คชื่อ การตรวจใบงาน และการประเมินคุณธรรม ๑๑ หมวด (๔๘ ข้อ) ปัญหานักศึกษาขาดสอบและติด มส. (หมดสิทธิ์สอบ): ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงานและผู้มีภาระครอบครัว จึงมักขาดการรับรู้ข้อมูลเวลาเรียนที่แท้จริง ส่งผลให้เวลาเรียนไม่ครบตามเกณฑ์และเกิดภาวะติด มส. รวมทั้งปัญหาการไม่ทราบวัน เวลา อาคาร ห้องสอบ และเลขที่นั่งสอบที่ถูกต้อง ทำให้พลาดโอกาสสอบปลายภาค ข้อจำกัดของเทคโนโลยีเดิม: สถานศึกษาเคยนำ Google Sheets และ Google Apps Script มาประยุกต์ใช้ แต่พบข้อจำกัดด้านความเร็ว (API Quota Limit) ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โครงสร้างข้อมูลไม่เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ขาดการแยกสิทธิ์การเข้าถึงระหว่างครูแต่ละศูนย์ และไม่สามารถรองรับการเติบโตของข้อมูลในระยะยาวได้ จากปัญหาดังกล่าว คณะผู้พัฒนาจึงได้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม LMS สกร.ระดับอำเภอพร้าว บนฐานสถาปัตยกรรม Laravel ๑๒ และ MySQL ซึ่งออกแบบมาให้สอดคล้องกับบริบทของ สกร. โดยตรง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา พัฒนาศักยภาพผู้เรียน และอำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล)
การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสร้างสรรค์คนดี รูปแบบ PADEE Model (พาดี โมเดล) นี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการ “สร้างคนดีเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการบรรลุเป้าหมาย SDG 4.7 ในระดับสถานศึกษา เพื่อส่งต่อทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมระดับจังหวัดและระดับสากลต่อไป 1. การสร้างความเป็นพลเมือง (Citizenship Education): นวัตกรรม PADEE Model มุ่งเน้นการบ่ม เพาะลักษณะนิสัยการเป็น “พลเมืองดี” ตามพระบรมราโชบายฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ สอดคล้องกับความมุ่งหมายของ SDG 4.7 ที่ต้องการให้ผู้เรียนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเองต่อโลก 2. การปลูกฝังทัศนคติและค่านิยม (Values & Attitudes): การขับเคลื่อนคุณธรรมอัตลักษณ์ 3 ด้านของ โรงเรียน (ความพอเพียง ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบ) เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน (Sustainable Lifestyles) โดยเฉพาะด้าน “ความพอเพียง” ที่สอนให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพอประมาณ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน 3. การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข: การมุ่งเน้นพฤติกรรมเชิงบวก ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และสร้าง ระเบียบวินัยในสถานศึกษา เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุขและการไม่ใช้ความรุนแรง (Promotion of a culture of peace and non-violence) ตามที่ระบุไว้ในเป้าหมายย่อยนี้ 4. การพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21: การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผ่าน กระบวนการ PADEE Model ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะทางสังคม (Social Skills) และการคิดเชิงจริยธรรม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความเท่าเทียมและยั่งยืนในอนาคต
การพัฒนาทักษะนาฏยศัพท์และภาษาท่า โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) “เกมเศรษฐีผู้ร่ายรำ” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าเหมือด
การจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ในระดับประถมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อศิลปวัฒนธรรมไทย แต่จากการจัดการเรียนรู้พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ยังมีปัญหาในการจดจำและเชื่อมโยงนาฏยศัพท์และภาษาท่ากับการปฏิบัติจริง ขาดความมั่นใจและแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผู้พัฒนาจึงได้นำแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) มาพัฒนา “เกมเศรษฐีผู้ร่ายรำ” ซึ่งเป็นเกมกระดานที่บูรณาการเนื้อหานาฏยศัพท์และภาษาท่าผ่านการตอบคำถาม การปฏิบัติท่ารำ การ์ดภารกิจ และการทำงานร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ตัดสินใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในนาฏยศัพท์และภาษาท่าเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติท่ารำได้อย่างถูกต้อง มีความกล้าแสดงออก มีความรับผิดชอบ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ให้มีความสนุกสนาน มีความหมาย และส่งเสริมการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง
Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรม BPK Bath Bomb จากขมิ้นชัน ภายใต้โครงการรากแก้วแห่งปัญญา
ตามที่โรงเรียนบ้านปางกว้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ได้จัดให้มีการจัดการ เรียนการสอนบูรณาการโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น ออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning อย่างเป็นระบบเป็นขั้นตอน เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครู แ ล ะ พั ฒ น า ศั ก ย ภ าพ ข อ งผู้ เรี ย น น ำไป สู่ ก าร เป็ น ส่ ว น ห นึ่ งข อ งน โย บ า ย แ ล ะ จุ ด เน้ น เพื่ อ การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสู่การปฏิบัติปีการศึกษา 2568 ในด้านที่ 1 การส่งเสริมการบริหาร วิชาการในสถานศึกษา จุดเน้นที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนบ้านปางกว้าง ได้ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหา บริบทของสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษา ร่วมกันวิเคราะห์ตัวชี้วัดระหว่างทาง-ปลายทาง/ผลการเรียนรู้ของแต่ละรายวิชา ที่จะนำมาบูรณาการ และมีการกำหนดสาระการเรียนรู้ในหน่วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในแต่ ละระดับชั้นตามความเหมาะสม และความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน มาจัดการเรียนรู้ใน โรงเรียนอย่างมีคุณภาพทุกชั้นเรียน โดยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ เรื่อง“นวัตกรรม BPK Bath Bomb จากขมิ้นชัน ภายใต้โครงการรากแก้วแห่งปัญญา” เพื่อเป็นการแนะนำการดูแลสุขภาพเบื้องต้น และยังเป็นการนำสมุนไพรที่หาได้ง่ายในชุมชน ม า ใ ช้ ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ ร ว ม ถึ ง ส า ม า ร ถ ส ร้ า ง ร า ย ไ ด้ ใ ห้ กั บ นั ก เ รี ย น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน นักเรียนสามารถผลิตในครัวเรือนได้ด้วยตนเองโดยใช้วัสดุ อุ ป ก ร ณ์ ที่ ห า ได้ ง่ า ย ใน ท้ อ ง ถิ่ น เป็ น มิ ต ร ต่ อ สุ ข ภ า พ แ ล ะ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม เป็ น กิ จ ก ร ร ม ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยการทำงานที่ดีให้กับนักเรียน นักเรียนเรียนรู้การทำงานอาชีพและมีจิตอาสาทำงานเพื่อ ส่วนรวมและส่งเสริมให้นักเรียนมีจิตสำนึกสุจริต ส่งผลให้เป็นเยาวชนของประเทศชาติและพลโลก อีกทั้งยัง ส่งเสริมศักยภาพด้านการสร้างอาชีพให้แก่นักเรียนมาบูรณ าการ กับการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นบูรณ าการกับ “PANGKWANG Model”เพื่อพัฒ นาคุณ ภาพผู้เรียน ให้ครบทุกด้านตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในด้านมาตรฐาน/ตัวชี้วัด สมรรถนะ และคุณลักษณะ และครอบเนื้อหาใหม่ ที่เข้ากับบริบท ของโรงเรียน และอาศัยแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น “เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน” นอกจากนักเรียนจะได้สัมผัสกับ ภูมิปัญญาจากปราชญ์ชาวบ้านแล้วยังสามารถศึกษา วิธีการต่างๆ แล้วนำไปปฏิบัติได้จริง ตรงตามหลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการ Active Learning ได้ง่าย รู้ว่าสิ่งที่เรียนไปเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน สร้าง สถานการณ์ให้นักเรียน ในการประยุกต์ ใช้องค์ความรู้ทักษะ และเห็นคุณค่าในการ ปฏิบัติงานจนสำเร็จ แล้วเติม เต็มด้วยเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ นำมาบูรณาการเข้าสู่ห้องเรียน เพราะแหล่งเรียนรู้เป็นระบบ นิเวศทางการเรียนรู้ที่ ให้นักเรียน ได้ใช้ความรู้บนฐานของการปฏิบัติจริงจากปราชญ์ท้องถิ่น ที่มีการบ่มเพาะประสบการณ์ได้ครบทุกมิติ
4S-Green Soft Power Model
ชื่อนวัตกรรม: 4S-Green Soft Power Model : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาเชิงรุก เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียวแห่งอนาคต ผู้รับผิดชอบ: นางพิมม์ปภัส พูนพงศ์ภาสิน ตำแหน่ง/สังกัด: ครู โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ปีงบประมาณ: พ.ศ. 2569 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “4S-Green Soft Power Model” เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียว2)เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตทักษะทางวิทยาศาสตร์และจิตสำนึกพลเมืองสีเขียวของผู้เรียน 3) เพื่อพัฒนาทักษะ Soft Power และภาวะผู้นำของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสารสร้างสรรค์ การผลิตสื่อ การคิดเชิงออกแบบ และการทำงานร่วมกับชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4S – GREEN SOFT POWER และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะพลเมืองสีเขียว แบบประเมินทักษะชีวิตและทักษะวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า: ด้านกระบวนการพัฒนานวัตกรรม: รูปแบบ "4S-Green Soft Power Model" ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่สอดประสานกัน 4 ขั้นตอน ภายใต้วงจรการบริหารคุณภาพ PDCA ได้แก่ S1: Search ค้นหาและกำหนดประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่, S2: Survey สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย, S3: Save ปฏิบัติการอนุรักษ์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และ S4: Share เผยแพร่และขยายผลSoft Power สู่สาธารณะ ซึ่งมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย = 4.85, S.D. = 0.80) และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ด้านผลที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน: นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีพัฒนาการด้านสมรรถนะพลเมือสีเขียวแห่งอนาคตพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านค่านิยมสีเขียว (Green Values) (x̄ = 4.89, S.D. = 0.58) รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติสีเขียว (Green Action) (x̄ = 4.84, S.D. = 0.61) ด้านทักษะสีเขียว (Green Skills) (x̄ = 4.78, S.D. = 0.67) และด้านความรู้สีเขียว (Green Knowledge) (x̄ = 4.73, S.D. = 0.70) ตามลำดับ ด้านผลผลิต ผลลัพธ์ และการยอมรับ: เกิดนวัตกรรมสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Facebook Page “MT มหิงสาผู้พิทักษ์ธรรมชาติ” ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาพรวมคณะครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานของนวัตกรรมนี้อยู่ในระดับมากที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เรื่องคำควบกล้ำแท้ โดยใช้ PATCHAREE MODEL ร่วมกับกิจกรรมร้านหรรษาหาคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านผีปานเหนือ นักเรียนเป็นชนเผ่ากระเหรี่ยง ปัญหาการออกเสียงคำควบกล้ำจึงเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง เนื่องด้วยภาษาถิ่นที่นักเรียนใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันมีการออกเสียงที่แตกต่างจากภาษาไทยอย่างสิ้นเชิง ทำให้นักเรียนประสบปัญหาในการแยกเสียงที่ควบกล้ำและออกเสียงผิดเพี้ยน ส่งผลให้นักเรียนขาดความมั่นใจในการสื่อสาร และนำไปสู่ปัญหาการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ หลักการและแนวคิดได้จากการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ยึดหลักการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน โดยบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้ที่อิงสมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สนุกสนาน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ควบคู่กับเทคนิคการเสริมแรงจูงใจที่ช่วยกระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงผลักดันให้นักเรียนเกิดความต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ STEAM-ME และ LOVE Model เพื่อขับเคลื่อน Soft Power สู่สากล
การศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการที่ส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้ของผู้เรียน ควบคู่กับการขับเคลื่อน Soft Power สู่สากล กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2568-2569 จำนวน 2,120 คน เครื่องมือที่ใช้คือ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ STEAM-ME Process และ LOVE Model ผ่านกิจกรรมกลุ่มสนใจที่หลากหลาย เช่น นาฏมวยไทย ดนตรีพื้นเมือง โยธวาธิต Coding & Robotics และ Creative Innovation & Design การประเมินผลเน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) และการจัดทำ E- Portfolio ผลการดำเนินงานพบว่า ร้อยละ 95.8 นักเรียนมีความสุขและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 นักเรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ และ มีการพัฒนาสมรรถนะหลัก 6 ด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดการตนเอง การคิดขั้นสูง การสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ผลงาน Soft Power ของไทยสู่ระดับนานาชาติ เช่นการจัดแสดงนาฏมวยไทยในงาน Top Thai Brands ในประเทศศรีลังกา เวียดนาม อินเดีย จีน และฮ่องกง รวมถึงการร่วมฟ้อนเล็บสร้างสถิติโลก Guinness World Records สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรนี้สามารถสร้างสมดุลระหว่างความรู้ ทักษะชีวิต และความสุขได้อย่างยั่งยืน
WRAP-Model : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจากอัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวางสู่ Soft Power ทางอาหาร ด้วยกระบวนการบูรณาการ STEM Education เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษและ Soft Skills ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
บริบทของโรงเรียนพัฒนาต้นน้ำที่ 5 ขุนวาง ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงดอยขุนวาง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ "ข้าวดอย" และ "พืชผักสมุนไพรท้องถิ่น" ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจและความกล้าแสดงออกในการสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง รวมถึงขาดทักษะการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตามแนวทางทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการผลักดันนโยบาย Soft Power ด้านอาหาร (Food) ของประเทศ ผู้เสนอผลงานจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำ "อัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวาง" มาเป็นสื่อกลางในการจัดการเรียนรู้ โดยได้นำกระบวนการสะเต็มศึกษา (STEM Education) มาบูรณาการข้ามศาสตร์ ให้นักเรียนได้ทดลองค้นคว้าและออกแบบสูตรอาหารฟิวชั่น "แรพข้าวดอย (Rice Wrap)" ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการนำเสนอและสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสำเร็จของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว ผู้เสนอผลงานได้ส่งตัวแทนนักเรียน ได้แก่ เด็กหญิงณิชากร ดุเจโต๊ะ เด็กหญิงณิชารีย์ เส่อเกเก และเด็กหญิงพิมพิศา ดินุ เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันทำอาหารคาวหวานเพื่อสุขภาพเชิงธุรกิจ ระดับชั้น ป.4-ป.6 ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับกลุ่มเครือข่าย ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568 ผลการแข่งขันปรากฏว่า นวัตกรรมอาหารแรพข้าวดอยสมุนไพรสามารถคว้ารางวัลระดับเหรียญทอง ชนะเลิศ มาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักเรียน ทั้งในด้านทักษะอาชีพ การทำงานเป็นทีม (Soft Skills) และความกล้าแสดงออก จากความสำเร็จเชิงประจักษ์ดังกล่าว ผู้เสนอผลงานจึงได้นำร่องขยายผลและจัดทำเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อ "WRAP-Model: นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจากอัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวางสู่ Soft Power ทางอาหาร ด้วยกระบวนการบูรณาการ STEM Education เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษและ Soft Skills ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5" เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองต่อไป
ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME ในการขับเคลื่อนการใช้ หลักสูตรท้องถิ่น "รักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด" ด้วยการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและ การมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เ
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียนควรยึดบริบทท้องถิ่นเป็นฐาน โดยบูรณาการภูมิปัญญา วัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และศักยภาพของชุมชนผ่านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของท้องถิ่น และสามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและผลการวิจัยที่ยืนยันว่าหลักสูตรท้องถิ่นสามารถส่งเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีบริบทใน ด้านความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนโครงการรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ส่งเสริมให้สถานศึกษานำกรอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไปจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นตามบริบทของตนเองโดยในระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้ศึกษาการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิดของโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรจำนวน 15 โรงเรียน ในระยะที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้ขยายผลการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นสู่ 138 โรงเรียนและมีการประเมินหลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพัน บ้านเกิด โดยผลการนิเทศและการสำรวจความต้องการจำเป็นของครูพบว่า ครูยังต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ การสร้างผลิตภัณฑ์ การประเมินผล และการตลาดออนไลน์ รวมทั้งมีความต้องการรูปแบบการนิเทศที่เน้นการโค้ช (Coaching) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การนิเทศออนไลน์ และการนิเทศเชิงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ต่อผู้เรียนอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME Model ในการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรท้องถิ่นรักถิ่นฐานผูกพันบ้านเกิด ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อการใช้รูปแบบดังกล่าว การดำเนินงานใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพบริบท ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน รวมทั้งการสังเคราะห์เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ PUCME โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และระยะที่ 3 การนำรูปแบบไปใช้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 พร้อมทั้งติดตามประเมินผลและศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะอาชีพของผู้เรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผลการนิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. รูปแบบการนิเทศ PUCME Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ P (Planning), U (Understanding), C (Cooperative Networking), M (Monitoring and Assessment) และ E (Empowering Teachers)การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) มีองค์ประกอบครบถ้วนครอบคลุมหลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือ การวัดและประเมินผล ตลอดจนเงื่อนไขความสำเร็จของการนำรูปแบบไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ามีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ครูผู้สอนมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวทางพหุปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สามารถบูรณาการหลักสูตรท้องถิ่นกับการพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่น เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรมและสามารถ นำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ระหว่างเรียน ผลการประเมินภาพรวมสะท้อนว่าบรรลุเป้าหมายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่กำหนดไว้โดยผู้เรียน ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะอาชีพ ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้และโรงเรียนมีผลิตภัณฑ์หรือบริการจากหลักสูตรท้องถิ่นตามเป้าหมายของโครงการ 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้รูปแบบการนิเทศ PUCME พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกด้าน โดยเฉพาะด้าน ความชัดเจนของรูปแบบ ความเหมาะสมของกระบวนการนิเทศ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การให้คำปรึกษาและการนิเทศแบบกัลยาณมิตร การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการนำผล การนิเทศไปใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาครู ผู้เรียน และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ลูกชิ้นอร่อยดีที่เมืองแกน' (Lookchin Mini-Entrepreneurship with Digital Media Model) เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะทางการเงินสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านปง (อินทขิลวิทยาคาร)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะพื้นฐานทางการเงินสำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านปง (อินทขิลวิทยาคาร) อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านนวัตกรรม "ชุดประสบการณ์สื่อดิจิทัลร่วมกับกิจกรรมเชิงรุก: ลูกชิ้นอร่อยดีที่เมืองแกน" (Lookchin Mini-Entrepreneurship with Digital Media Model) ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเด็กขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมูลค่าของเงิน การออม และทักษะการปฏิสัมพันธ์ โดยบูรณาการสื่อดิจิทัล (แอนิเมชันและนิทานคลังความรู้) เข้ากับหน่วยการเรียนรู้ “ผู้ประกอบการจิ๋วเมืองแกน” และดึง Soft Power ร้านค้าชุมชนในงานเทศกาลท้องถิ่นมาเป็นฐานการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือเด็กปฐมวัยจำนวน 12 คน รูปแบบกิจกรรมเน้นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง (Active Learning) 3 ขั้นตอน ได้แก่ การปูพื้นฐานความรู้เรื่องเงิน การวางแผนใช้จ่าย และคุณธรรมการค้าขายผ่านสื่อดิจิทัล การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองและตลาดจำลองในโรงเรียน การขยายผลสู่สนามการค้าขายจริงในชุมชน ณ งานของดีเมืองแกน ผลการนำนวัตกรรมไปใช้พบว่า กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างครอบคลุม ทั้งด้านสังคม (มาตรฐานที่ 8: มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นจากการทำงานกลุ่มและการซื้อขาย) และด้านสติปัญญา (มาตรฐานที่ 10: ความสามารถในการคิดคำนวณขั้นต้น การจำแนกค่าของเงิน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า) ทำให้เด็กเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับสื่อมาเป็นผู้ลงมือปฏิบัติจริง มีความกล้าแสดงออก และบ่มเพาะทักษะการเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน
รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสริมสร้าง Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนม้งเป็นฐาน “มัคคุเทศก์น้อยดอยปุย” (TDPSS – Guide Model)
เป็นกรอบกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดการกับปัญหาและขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติของการบริหารศึกษา ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับมิติ J-Joint Collaboration ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) โดยผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้านม้ง ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจาก SAR ปีการศึกษา ๒๕๖๗ - ๒๕๖๘ เพื่อระบุปัญหาด้านพัฒนาการสติปัญญา (ตัวชี้วัด ๑.๔.๓) และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่สูง มีการจัดประชุม PLC ให้ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา ได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลรอบด้าน เช่น ผล SAR ข้อมูลพัฒนาการเด็กข้อมูลความพึงพอใจจากผู้ปกครอง เป็นต้น เพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงและความต้องการในการพัฒนา ร่วมกัน เช่น การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายเชื่อมโยงกับ TDPSS Model สู่บริบทดอยปุย การร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมหลักสูตรในโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา โดยคณะครูทุกคน การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและอนุมัติแนวทาง โดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นวิทยากรชุมชน โดยผู้ปกครองและผู้นำชุมชนม้งบ้านดอยปุย ปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาการทอผ้า ปักผ้า และผ้าเขียนเทียนลายม้ง การแสดงเป่าแคนม้ง การให้การส่งเสริม สนับสนุน ร่วมพัฒนา ตลอดจนการให้ข้อมูลบริบทตลาดแรงงานจริงและพื้นที่ฝึกปฏิบัติ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ อุทยาแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย สภาพลมหายใจเชียงใหม่ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทีมม้งอเมริการจากคริสตจักรดอยปุย ที่มาสอนภาษาอังกฤษ ธนาคารออมสินภาค ๘ โรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์ ตลอดจน การให้คำปรึกษาทางวิชาการและตรวจสอบคุณภาพ ได้แก่ คณะศึกษานิเทศก์ จาก สพป.เชียงใหม่ เขต ๑ และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นต้น และเป็นการแก้ปัญหากระบวนทำงานเชิงระบบ โดยริเริ่มจากการวิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพ โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. รอบที่ผ่านมา มีผลการพิจารณาเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดอยู่ในระดับ ดี โดยได้รับการเสนอแนะให้สถานศึกษาควรระบุรายละเอียดกระบวนการที่ได้มาซึ่งนโยบาย จุดเน้น อัตลักษณ์ และวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับ บริบท วิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น กระบวนการนิเทศ กำกับ ติดตาม และการประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา การจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และการตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ ควรใช้วงจรคุณภาพ PDCA ซึ่งสถานศึกษานำมาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่แล้ว โดยดำเนินการให้เป็นระบบตามขั้นตอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติงานที่เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) หรือนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ ๆ ซึ่ง เป็นแนวทางหนึ่งที่สถานศึกษาสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจะส่งผลให้เกิดคุณภาพของงานที่ปฏิบัติมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จึงได้ริเริ่มคิดรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมการบริหารภายใต้ชื่อว่า รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสริมสร้าง Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนม้งเป็นฐาน “มัคคุเทศก์น้อยดอยปุย” (TDPSS – Guide Model)
นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย "บวร" ด้วยนวัตกรรม 4D Model
1. บริบทและสภาพปัญหา (Pain Point) ในยุคศตวรรษที่ 21 การศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นทักษะชีวิต (Life Skills) ควบคู่กับวิชาการ สำหรับ โรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง (ดาราอั้ง ลาหู่ ลีซู กระเหรี่ยง และไทยใหญ่) พบความท้าทายสำคัญคือ นักเรียนขาดทักษะการสื่อสารเชิงบวก มีการใช้คำพูดห้วน ขาดความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และเกิดการกระทบกระทั่งกันจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกัน 2. แนวคิดและหลักการแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็ง สถานศึกษาจึงมุ่งบ่มเพาะอัตลักษณ์ "3อ. (อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน)" ภายใต้โครงการโรงเรียนแห่งความดี เพื่อใช้เป็นกุศโลบายในการขัดเกลาทางสังคมและสร้างค่านิยมร่วม โดยมองว่าความอ่อนโยนและปิยวาจาคือทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่ความฉลาดทางอารมณ์และทักษะการบริการ (Service Mind) ที่ตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคต 3. กลไกและรูปแบบนวัตกรรม เพื่อทลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรม จึงมีการปรับรูปแบบการเรียนรู้เป็น ชุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเชิงรุก (Activity-Based Module) โดยบูรณาการเข้ากับ นวัตกรรม 4D Model ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่: กายภาพดี (Physical Development) สังคมดี (Social Harmony) วัฒนธรรมดี (Cultural Integrity) ปัญญาดี (Intellectual Excellence) 4. เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวัง จากเหตุผลข้างต้น จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย 'บวร' ด้วยนวัตกรรม 4D Model” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนให้มีกิริยามารยาทงดงาม มีความสมานฉันท์ และมุ่งหวังให้นวัตกรรมนี้เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) สำหรับขยายผลสู่โรงเรียนพื้นที่สูงและเครือข่าย IFTE ของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป