คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 31 รายการ กรองผลลัพธ์แล้ว
ผู้จัดทำ: ครูผู้สอน / อาจารย์

บริบทของโรงเรียนพัฒนาต้นน้ำที่ 5 ขุนวาง ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงดอยขุนวาง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ "ข้าวดอย" และ "พืชผักสมุนไพรท้องถิ่น" ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจและความกล้าแสดงออกในการสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง รวมถึงขาดทักษะการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตามแนวทางทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการผลักดันนโยบาย Soft Power ด้านอาหาร (Food) ของประเทศ ผู้เสนอผลงานจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำ "อัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวาง" มาเป็นสื่อกลางในการจัดการเรียนรู้ โดยได้นำกระบวนการสะเต็มศึกษา (STEM Education) มาบูรณาการข้ามศาสตร์ ให้นักเรียนได้ทดลองค้นคว้าและออกแบบสูตรอาหารฟิวชั่น "แรพข้าวดอย (Rice Wrap)" ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการนำเสนอและสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสำเร็จของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว ผู้เสนอผลงานได้ส่งตัวแทนนักเรียน ได้แก่ เด็กหญิงณิชากร ดุเจโต๊ะ เด็กหญิงณิชารีย์ เส่อเกเก และเด็กหญิงพิมพิศา ดินุ เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันทำอาหารคาวหวานเพื่อสุขภาพเชิงธุรกิจ ระดับชั้น ป.4-ป.6 ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับกลุ่มเครือข่าย ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568 ผลการแข่งขันปรากฏว่า นวัตกรรมอาหารแรพข้าวดอยสมุนไพรสามารถคว้ารางวัลระดับเหรียญทอง ชนะเลิศ มาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักเรียน ทั้งในด้านทักษะอาชีพ การทำงานเป็นทีม (Soft Skills) และความกล้าแสดงออก จากความสำเร็จเชิงประจักษ์ดังกล่าว ผู้เสนอผลงานจึงได้นำร่องขยายผลและจัดทำเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อ "WRAP-Model: นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจากอัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวางสู่ Soft Power ทางอาหาร ด้วยกระบวนการบูรณาการ STEM Education เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษและ Soft Skills ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5" เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองต่อไป

โรงเรียนพัฒนาต้นน้ำที่ 5 ขุนวาง รายละเอียด →

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank System) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ สมรรถนะ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยสามารถนำมาเทียบโอนและรับรองผลการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพสอดคล้องกับบริบทของตนเองและความต้องการของสังคมในศตวรรษที่ 21 การอ่านถือเป็นสมรรถนะพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การประเมินผลการอ่านของนักเรียนในพื้นที่สูงยังพบความแตกต่างของระดับสมรรถนะด้านการอ่าน ทั้งด้านการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบส่งเสริมการอ่านที่ไม่เพียงมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่ต้องสามารถติดตาม สะสม และรับรองพัฒนาการด้านการอ่านของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่สูง ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พระองค์ทรงพระราชทานแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างนิสัยรักการอ่าน การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ผู้พัฒนาเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับรางวัลครูภาษาไทยดีเด่น เพื่อรับรางวัลเข็มเชิดชูเกียรติจารึกพระนามาภิไธยย่อ “สธ.” อันเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนางานด้านภาษาไทยและการส่งเสริมการอ่านให้แก่ผู้เรียน ต่อมาเมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมโรงเรียนในเขตพื้นที่สูงและพื้นที่พิเศษ พบว่าผู้เรียนจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดด้านทักษะการอ่าน การอ่านรู้เรื่อง และการอ่านคิดวิเคราะห์ อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียนในบางโรงเรียนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (Reading Test : RT) และผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ (National Test : NT) ด้านภาษาไทย ย้อนหลัง 3 ปีการศึกษา ของโรงเรียนในเครือข่ายกัลยาณิวัฒนา พบว่าแม้หลายโรงเรียนมีแนวโน้มพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ยังมีความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ระหว่างโรงเรียน และยังจำเป็นต้องมีระบบส่งเสริมการอ่านที่สามารถติดตาม พัฒนา และสร้างแรงจูงใจในการอ่านได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 จึงได้พัฒนานวัตกรรม “Galyani EdTech” ภายใต้รูปแบบการนิเทศบูรณาการเชิงพื้นที่ INTHANON MODEL และกระบวนการนิเทศเชิงพัฒนา GALYANI MODEL เพื่อส่งเสริมการอ่านภาษาไทยของนักเรียนพื้นที่สูง โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้ข้อมูลสารสนเทศ และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแนวคิด “Reading Credit Bank” หรือธนาคารหน่วยกิตด้านการอ่าน เพื่อเป็นกลไกในการสะสมสมรรถนะการอ่านของผู้เรียนผ่านกิจกรรมการอ่านที่หลากหลาย การจัดทำแฟ้มสะสมผลงานด้านการอ่าน (Reading Portfolio) การบันทึกผลการอ่านรายบุคคล และการรับรองความก้าวหน้าของผู้เรียนตามระดับสมรรถนะ โดยเชื่อมโยงข้อมูลผลการประเมิน RT และ NT กับระบบการติดตามพัฒนาการด้านการอ่านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการอ่าน สามารถพัฒนาตนเองตามศักยภาพ และได้รับการรับรองสมรรถนะด้านการอ่านอย่างเป็นระบบ

สพป.เชียงใหม่6 รายละเอียด →

การจัดทำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง การใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เพื่อส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับปฐมวัย 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ การนิเทศ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อการใช้รูปแบบการนิเทศดังกล่าว การพัฒนารูปแบบดำเนินการตามแนวคิด ADDIE Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ (Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินผล (Evaluation) โดยยึดหลักการของวิธีระบบ (System Approach) และสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การนิเทศแบบร่วมพัฒนา (Collaborative Supervision) การชี้แนะ (Coaching) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflective Practice) การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review: AAR) การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จนได้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ Planning (P) การวางแผนการนิเทศ Understanding (U) การสร้างความเข้าใจ Doing (D) การดำเนินการนิเทศ Reflecting (R) การสะท้อนผลการนิเทศ และ Reporting (R) การรายงานผลการนิเทศ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย คู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบนิเทศติดตามการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการดำเนินงานพบว่า รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model มีองค์ประกอบที่ชัดเจน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปใช้พัฒนาครูผู้สอนในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด และครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ และสมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง และใช้กระบวนการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิด การสังเกต การตั้งคำถาม และการแก้ปัญหาที่เหมาะสมตามวัย ขณะเดียวกันสถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในที่เข้มแข็งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC และสามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศ PUDRR Model อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยเห็นว่ารูปแบบมีขั้นตอนที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้จริง เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพและช่วยยกระดับคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงนับได้ว่ารูปแบบการนิเทศ PUDRR Model เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้และขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างเหมาะสม

กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา รายละเอียด →

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะพื้นฐานทางการเงินสำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านปง (อินทขิลวิทยาคาร) อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านนวัตกรรม "ชุดประสบการณ์สื่อดิจิทัลร่วมกับกิจกรรมเชิงรุก: ลูกชิ้นอร่อยดีที่เมืองแกน" (Lookchin Mini-Entrepreneurship with Digital Media Model) ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเด็กขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมูลค่าของเงิน การออม และทักษะการปฏิสัมพันธ์ โดยบูรณาการสื่อดิจิทัล (แอนิเมชันและนิทานคลังความรู้) เข้ากับหน่วยการเรียนรู้ “ผู้ประกอบการจิ๋วเมืองแกน” และดึง Soft Power ร้านค้าชุมชนในงานเทศกาลท้องถิ่นมาเป็นฐานการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือเด็กปฐมวัยจำนวน 12 คน รูปแบบกิจกรรมเน้นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง (Active Learning) 3 ขั้นตอน ได้แก่ การปูพื้นฐานความรู้เรื่องเงิน การวางแผนใช้จ่าย และคุณธรรมการค้าขายผ่านสื่อดิจิทัล การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองและตลาดจำลองในโรงเรียน การขยายผลสู่สนามการค้าขายจริงในชุมชน ณ งานของดีเมืองแกน ผลการนำนวัตกรรมไปใช้พบว่า กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างครอบคลุม ทั้งด้านสังคม (มาตรฐานที่ 8: มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นจากการทำงานกลุ่มและการซื้อขาย) และด้านสติปัญญา (มาตรฐานที่ 10: ความสามารถในการคิดคำนวณขั้นต้น การจำแนกค่าของเงิน และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า) ทำให้เด็กเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับสื่อมาเป็นผู้ลงมือปฏิบัติจริง มีความกล้าแสดงออก และบ่มเพาะทักษะการเป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

โรงเรียนบ้านปง (อินทขิลวิทยาคาร) รายละเอียด →
Cover
ด้าน 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ครูผู้สอน / อาจารย์

พัฒนาทักษะภาษาไทยชั้นป.1 โดยใช้นวัตกรรม 4 ป

นวัตกรรม "4 ป" จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้โดยเฉพาะ โดยมุ่งเน้นกระบวนการที่ชัดเจน 4 ขั้นตอน ได้แก่ ป 1 = ปูพื้นฐานพยัญชนะให้แม่น ผ่านการทำซ้ำย้ำเตือนเพื่อให้จดจำฐานเสียงได้อย่างถูกต้อง ป 2 =ปรับเพิ่มสระ โดยทยอยนำเสนอทีละ 1 สระ และเริ่มจากสระเสียงยาวเพื่อลดความสับสน ป 3 =ประสมคำ โดยฝึกทักษะการอ่านและการเขียนควบคู่กันไปในลักษณะบูรณาการ ป 4 =ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าและช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรายบุคคลทันท่วงที ด้วยกลไกของนวัตกรรม 4 ป นี้ จึงเป็นคำตอบสำคัญในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อย่างยั่งยืน และช่วยสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนบ้านปง(อินทขิลวิทยาคาร) รายละเอียด →

การพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษาภายใต้รูปแบบ PANGKIA SMART Model ถือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มุ่งเน้นการยืดหยุ่นและการใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ โดยโมเดลนี้ได้บูรณาการแนวคิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง (Authentic Learning) และการเรียนรู้ผ่านการบริการสังคม (Service-Learning) เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้ากับบริบทชีวิตจริงและภูมิปัญญาท้องถิ่นรอบตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม

บ้านปางเกี๊ยะ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ครูผู้สอน / อาจารย์

นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย "บวร" ด้วยนวัตกรรม 4D Model

1. บริบทและสภาพปัญหา (Pain Point) ในยุคศตวรรษที่ 21 การศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นทักษะชีวิต (Life Skills) ควบคู่กับวิชาการ สำหรับ โรงเรียนบ้านหนองบัว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง (ดาราอั้ง ลาหู่ ลีซู กระเหรี่ยง และไทยใหญ่) พบความท้าทายสำคัญคือ นักเรียนขาดทักษะการสื่อสารเชิงบวก มีการใช้คำพูดห้วน ขาดความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และเกิดการกระทบกระทั่งกันจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกัน 2. แนวคิดและหลักการแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็ง สถานศึกษาจึงมุ่งบ่มเพาะอัตลักษณ์ "3อ. (อ่อนหวาน อ่อนน้อม อ่อนโยน)" ภายใต้โครงการโรงเรียนแห่งความดี เพื่อใช้เป็นกุศโลบายในการขัดเกลาทางสังคมและสร้างค่านิยมร่วม โดยมองว่าความอ่อนโยนและปิยวาจาคือทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่ความฉลาดทางอารมณ์และทักษะการบริการ (Service Mind) ที่ตอบโจทย์ตลาดงานในอนาคต 3. กลไกและรูปแบบนวัตกรรม เพื่อทลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรม จึงมีการปรับรูปแบบการเรียนรู้เป็น ชุดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเชิงรุก (Activity-Based Module) โดยบูรณาการเข้ากับ นวัตกรรม 4D Model ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่: กายภาพดี (Physical Development) สังคมดี (Social Harmony) วัฒนธรรมดี (Cultural Integrity) ปัญญาดี (Intellectual Excellence) 4. เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวัง จากเหตุผลข้างต้น จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “นิเวศแห่งความดี บ่มเพาะสุนทรียภาพ และคุณลักษณะผ่านเครือข่าย 'บวร' ด้วยนวัตกรรม 4D Model” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนให้มีกิริยามารยาทงดงาม มีความสมานฉันท์ และมุ่งหวังให้นวัตกรรมนี้เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) สำหรับขยายผลสู่โรงเรียนพื้นที่สูงและเครือข่าย IFTE ของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

โรงเรียนบ้านหนองบัว รายละเอียด →

นวัตกรรม “Chiang Mai Smog Fighter: วิกฤตลมหายใจเมืองเหนือ” เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Unplugged Coding Board Game ที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดว่า การเรียนวิทยาการคำนวณจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาที่ใกล้ตัว โดยนำสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่มาเป็นบริบทของเกม เชื่อมโยงกับแนวคิด Coding, Computational Thinking, Active Learning, Game-Based Learning และ STEM Education ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้เรื่อง If–Then–Else จากการจดจำคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเผชิญสถานการณ์จำลอง วิเคราะห์ข้อมูล AQI วางแผนใช้ AP และ Budget เลือกแนวทางแก้ไข ตรวจสอบเงื่อนไข และตัดสินใจร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม กระบวนการดังกล่าวช่วยเปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมของ Coding ให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็น ลงมือทำ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ พร้อมพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

โรงเรียนบ้านแม่โจ้ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ครูผู้สอน / อาจารย์

สุขภาวะ 4มิติ วิถีบ้านเมืองอาง

การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้เกิดจากการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ข้อมูลพฤติกรรม และข้อมูลจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่าปัจจัยด้านสุขภาวะทั้ง 4 มิติ ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ โรงเรียนจึงได้พัฒนานวัตกรรม “สุขภาวะ 4 มิติ วิถีบ้านเมืองอาง (BAANMUANGANG 4D WELLNESS Model)” ขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และมีทักษะชีวิตที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21

โรงเรียนบ้านเมืองอาง รายละเอียด →

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย IAO Model ที่บูรณาการทักษะการปฏิบัติจริงและ Soft Skills ในการสอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคะแนนผ่านระดับ 3 ขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 3) เพื่อยกระดับผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และผลการทดสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม IAO Model และ 5) เพื่อส่งเสริมศักยภาพความเป็นเลิศของผู้เรียนสู่การแข่งขันทักษะทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น ต่อยอดสู่รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติในระดับต่างๆ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (n=42–51 คนต่อปี) และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (n=40–42 คนต่อปี) ที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน ณ โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย ในปีการศึกษา 2566–2568 รวม 3 ปีการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วย IAO Model สื่อและอุปกรณ์ประกอบกิจกรรม 5 แนวทาง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC = 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t-test Paired Samples และค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรม IAO Model มีประสิทธิภาพ E₁/E₂ = 84.50/82.35 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่า IOC = 0.92 และค่า Cronbach's Alpha = 0.92 2) นักเรียนร้อยละ 84.57 มีสมรรถนะการคิดขั้นสูงระดับ 'ดี' ขึ้นไป สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3) นักเรียน ป.3 มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไปร้อยละ 83.34 และนักเรียน ป.6 ร้อยละ 82.26 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ในทุกปีการศึกษา โดยไม่มีนักเรียนระดับ 0 4) คะแนนเฉลี่ย NT ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ คะแนนเฉลี่ย O-NET ปีการศึกษา 2567 และ 2568 สูงกว่าระดับประเทศ 5) ความพึงพอใจของผู้เรียนรวม n=175 คน x\bar = 4.77 อยู่ในระดับมากที่สุด 6) นักเรียนได้รับรางวัลมากกว่า 30 รายการตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่ถึงระดับนานาชาติ

โรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย รายละเอียด →

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อรูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ฯ ประชากรทั้งหมดจำนวน 12 คน เป็นเด็กอนุบาลปีที่ 3 ของโรงเรียนสันมหาพนวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ศึกษาสภาพ (Study) สังเคราะห์ (Synthetic) สื่อการสอนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Media) การจัดประสบการณ์เรียนรู้ (Enrichment Activities) บูรณาการกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับวัฏจักรการสืบเสาะทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และการประเมินผล (Evaluation) ผลการวิจัยพบว่า เด็กมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนสันมหาพนวิทยา รายละเอียด →

ก⁠า⁠รวิ⁠จั⁠ยนี้ศึ⁠ก⁠ษ⁠าผ⁠ลก⁠า⁠รใ⁠ช้ชุ⁠ดกิ⁠จ⁠ก⁠ร⁠ร⁠มแ⁠บ⁠บสื⁠บเ⁠ส⁠า⁠ะ “นั⁠ก⁠สื⁠บส⁠า⁠รอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร” น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠ช้ส⁠ถ⁠า⁠น⁠ก⁠า⁠ร⁠ณ์ต⁠า⁠มแ⁠น⁠ว⁠ท⁠า⁠ง PISA แ⁠ล⁠ะรู⁠ปแ⁠บ⁠บก⁠า⁠รสื⁠บเ⁠ส⁠า⁠ะห⁠าค⁠ว⁠า⁠มรู้ 5E น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠ช้สื่⁠อภ⁠า⁠พเ⁠ชิ⁠งสั⁠ญ⁠ลั⁠ก⁠ษ⁠ณ์แ⁠ล⁠ะก⁠า⁠รเ⁠รี⁠ย⁠นรู้แ⁠บ⁠บร่⁠ว⁠มมื⁠อ น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มพั⁠ฒ⁠น⁠าค⁠ว⁠า⁠มฉ⁠ล⁠า⁠ดรู้ท⁠า⁠งวิ⁠ท⁠ย⁠า⁠ศ⁠า⁠ส⁠ต⁠ร์แ⁠ล⁠ะค⁠ว⁠า⁠มต⁠ร⁠ะ⁠ห⁠นั⁠กด้⁠า⁠นโ⁠ภ⁠ช⁠น⁠า⁠ก⁠า⁠รข⁠อ⁠งนั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠นชั้⁠นป⁠ร⁠ะ⁠ถ⁠มศึ⁠ก⁠ษ⁠าปีที่ 6/1 โ⁠ร⁠ง⁠เ⁠รี⁠ย⁠นร⁠า⁠ชป⁠ร⁠ะ⁠ช⁠านุเ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์ 60 จั⁠ง⁠ห⁠วั⁠ดเ⁠ชี⁠ย⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ม่ ก⁠ลุ่⁠มเ⁠ป้⁠าห⁠ม⁠า⁠ยคื⁠อนั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠น 20 ค⁠น ซึ่⁠งเ⁠ข้⁠าร่⁠ว⁠มกิ⁠จ⁠ก⁠ร⁠ร⁠มเ⁠มื่⁠อวั⁠นที่ 4 มิ⁠ถุ⁠น⁠า⁠ย⁠น 2569 เ⁠ป็⁠นเ⁠ว⁠ล⁠า 2 ชั่⁠ว⁠โ⁠ม⁠ง ก⁠า⁠รศึ⁠ก⁠ษ⁠านี้เ⁠ป็⁠นก⁠า⁠รป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นน⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠นชั้⁠นเ⁠รี⁠ย⁠นแ⁠บ⁠บก⁠ลุ่⁠มเ⁠ดี⁠ย⁠วห⁠ลั⁠งก⁠า⁠รใ⁠ช้ ร่⁠ว⁠มกั⁠บก⁠า⁠รวิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์ห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นเ⁠ชิ⁠งคุ⁠ณ⁠ภ⁠า⁠พจ⁠า⁠กชิ้⁠นง⁠า⁠น ก⁠า⁠รสั⁠ง⁠เ⁠ก⁠ต แ⁠ล⁠ะบั⁠น⁠ทึ⁠กห⁠ลั⁠งส⁠อ⁠น เ⁠ค⁠รื่⁠อ⁠งมื⁠อวิ⁠จั⁠ยป⁠ร⁠ะ⁠ก⁠อ⁠บด้⁠ว⁠ยแ⁠ผ⁠น⁠ก⁠า⁠รจั⁠ด⁠ก⁠า⁠รเ⁠รี⁠ย⁠นรู้แ⁠ล⁠ะชุ⁠ดแ⁠ฟ้⁠มค⁠ดีป⁠ริ⁠ศ⁠น⁠า 5 ค⁠ดี สื่⁠อป⁠ร⁠ะ⁠ก⁠อ⁠บ ไ⁠ด้⁠แ⁠ก่ บั⁠ต⁠รภ⁠า⁠พห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นแ⁠ล⁠ะต⁠า⁠ร⁠า⁠งข้⁠อ⁠มู⁠ลพ⁠ลั⁠ง⁠ง⁠า⁠นแ⁠ล⁠ะส⁠า⁠รอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร โ⁠ด⁠ยมีคู่⁠มื⁠อนั⁠ก⁠สื⁠บช่⁠ว⁠ยกำ⁠กั⁠บก⁠า⁠รทำ⁠ง⁠า⁠น เ⁠ค⁠รื่⁠อ⁠ง⁠มื⁠อบั⁠น⁠ทึ⁠กแ⁠ล⁠ะป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠น ไ⁠ด้⁠แ⁠ก่ แ⁠บ⁠บบั⁠น⁠ทึ⁠กนั⁠ก⁠สื⁠บส⁠า⁠รอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร แ⁠ฟ้⁠มค⁠ดีพิ⁠เ⁠ศ⁠ษสื⁠บ⁠ส⁠ว⁠นจ⁠า⁠นอ⁠า⁠ห⁠า⁠รตั⁠วเ⁠อ⁠ง แ⁠บ⁠บป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นต⁠น⁠เ⁠อ⁠ง 3 สี แ⁠ล⁠ะเ⁠ก⁠ณ⁠ฑ์ก⁠า⁠รป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นต⁠า⁠มส⁠ภ⁠า⁠พจ⁠ริ⁠ง วิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์ข้⁠อ⁠มู⁠ลด้⁠ว⁠ยค⁠ว⁠า⁠มถี่ ร้⁠อ⁠ยล⁠ะ ฐ⁠า⁠นนิ⁠ย⁠ม แ⁠ล⁠ะก⁠า⁠รวิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์เ⁠นื้⁠อ⁠ห⁠า ผ⁠ลก⁠า⁠รวิ⁠จั⁠ยพ⁠บว่⁠า นั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠นทั้⁠ง 20 ค⁠นผ่⁠า⁠นเ⁠ก⁠ณ⁠ฑ์ร⁠ะ⁠ดั⁠บดีขึ้⁠นไ⁠ปใ⁠นด้⁠า⁠นค⁠ว⁠า⁠มรู้ ทั⁠ก⁠ษ⁠ะก⁠า⁠รสั⁠ง⁠เ⁠ก⁠ต ก⁠า⁠รวิ⁠เ⁠ค⁠ร⁠า⁠ะ⁠ห์เ⁠ชื่⁠อ⁠มโ⁠ย⁠งห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠น แ⁠ล⁠ะค⁠ว⁠า⁠มต⁠ร⁠ะ⁠ห⁠นั⁠กด้⁠า⁠นโ⁠ภ⁠ช⁠น⁠า⁠ก⁠า⁠ร คิ⁠ดเ⁠ป็⁠นร้⁠อ⁠ยล⁠ะ 100 ร⁠ะ⁠ดั⁠บส⁠ม⁠ร⁠ร⁠ถ⁠น⁠ะโ⁠ด⁠ยร⁠ว⁠มอ⁠ยู่ใ⁠นร⁠ะ⁠ดั⁠บดีม⁠า⁠ก 18 ค⁠น คิ⁠ดเ⁠ป็⁠นร้⁠อ⁠ยล⁠ะ 90 ผู้เ⁠รี⁠ย⁠นร⁠ะ⁠ดั⁠บดีมี 2 ค⁠น คิ⁠ดเ⁠ป็⁠นร้⁠อ⁠ยล⁠ะ 10 นั⁠ก⁠เ⁠รี⁠ย⁠นทุ⁠กค⁠นป⁠ร⁠ะ⁠เ⁠มิ⁠นต⁠น⁠เ⁠อ⁠งด้⁠ว⁠ยสีเ⁠ขี⁠ย⁠วว่⁠าเ⁠ข้⁠า⁠ใ⁠จดีม⁠า⁠กแ⁠ล⁠ะส⁠า⁠ม⁠า⁠ร⁠ถอ⁠ธิ⁠บ⁠า⁠ยเ⁠พื่⁠อ⁠นไ⁠ด้ ห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นเ⁠ชิ⁠งคุ⁠ณ⁠ภ⁠า⁠พส⁠ะ⁠ท้⁠อ⁠นว่⁠า ส⁠ถ⁠า⁠น⁠ก⁠า⁠ร⁠ณ์ค⁠ดีแ⁠ล⁠ะสื่⁠อภ⁠า⁠พช่⁠ว⁠ยล⁠ดภ⁠า⁠ร⁠ะด้⁠า⁠นภ⁠า⁠ษ⁠า เ⁠ปิ⁠ดพื้⁠น⁠ที่ใ⁠ห้ผู้เ⁠รี⁠ย⁠นอ⁠ธิ⁠บ⁠า⁠ยเ⁠ห⁠ตุ⁠ผ⁠ลจ⁠า⁠กบ⁠ริ⁠บ⁠ทจ⁠ริ⁠ง แ⁠ล⁠ะส่⁠งเ⁠ส⁠ริ⁠มก⁠า⁠รใ⁠ช้ค⁠ว⁠า⁠มรู้วิ⁠ท⁠ย⁠า⁠ศ⁠า⁠ส⁠ต⁠ร์ใ⁠นก⁠า⁠รตั⁠ด⁠สิ⁠นใ⁠จเ⁠กี่⁠ย⁠วกั⁠บอ⁠า⁠ห⁠า⁠ร อ⁠ย่⁠า⁠ง⁠ไ⁠รก็ต⁠า⁠ม ผ⁠ลดั⁠งก⁠ล่⁠า⁠วเ⁠ป็⁠นผ⁠ลจ⁠า⁠กก⁠ลุ่⁠มเ⁠ป้⁠าห⁠ม⁠า⁠ยเ⁠ฉ⁠พ⁠า⁠ะห⁠นึ่⁠งห้⁠อ⁠งเ⁠รี⁠ย⁠นแ⁠ล⁠ะไ⁠ม่มีค⁠ะ⁠แ⁠น⁠นห⁠ลั⁠งเ⁠รี⁠ย⁠นที่เ⁠ที⁠ย⁠บต⁠ร⁠งกั⁠บค⁠ะ⁠แ⁠น⁠นฐ⁠า⁠นเ⁠ดิ⁠ม จึ⁠งค⁠ว⁠รตี⁠ค⁠ว⁠า⁠มใ⁠นฐ⁠า⁠น⁠ะห⁠ลั⁠กฐ⁠า⁠นผ⁠ลก⁠า⁠รใ⁠ช้น⁠วั⁠ต⁠ก⁠ร⁠ร⁠มใ⁠นบ⁠ริ⁠บ⁠ทจ⁠ริ⁠ง ไ⁠ม่ใ⁠ช่ข้⁠อส⁠รุ⁠ปเ⁠ชิ⁠งเ⁠ห⁠ตุแ⁠ล⁠ะผ⁠ลทั่⁠ว⁠ไ⁠ป

โรงเรียนราชประช่นุ้คราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียด →