คลังนวัตกรรมศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่

สืบค้นผลงานและข้อเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ของบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

พบผลงานที่ตรงตามเงื่อนไข 54 รายการ
Cover
ด้าน 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

4S-Green Soft Power Model

ชื่อนวัตกรรม: 4S-Green Soft Power Model : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาเชิงรุก เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียวแห่งอนาคต ผู้รับผิดชอบ: นางพิมม์ปภัส พูนพงศ์ภาสิน ตำแหน่ง/สังกัด: ครู โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ปีงบประมาณ: พ.ศ. 2569 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “4S-Green Soft Power Model” เพื่อพัฒนาสมรรถนะพลเมืองสีเขียว2)เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตทักษะทางวิทยาศาสตร์และจิตสำนึกพลเมืองสีเขียวของผู้เรียน 3) เพื่อพัฒนาทักษะ Soft Power และภาวะผู้นำของผู้เรียน ได้แก่ การสื่อสารสร้างสรรค์ การผลิตสื่อ การคิดเชิงออกแบบ และการทำงานร่วมกับชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4S – GREEN SOFT POWER และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม แบบประเมินสมรรถนะพลเมืองสีเขียว แบบประเมินทักษะชีวิตและทักษะวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า: ด้านกระบวนการพัฒนานวัตกรรม: รูปแบบ "4S-Green Soft Power Model" ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่สอดประสานกัน 4 ขั้นตอน ภายใต้วงจรการบริหารคุณภาพ PDCA ได้แก่ S1: Search ค้นหาและกำหนดประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่, S2: Survey สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย, S3: Save ปฏิบัติการอนุรักษ์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และ S4: Share เผยแพร่และขยายผลSoft Power สู่สาธารณะ ซึ่งมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย = 4.85, S.D. = 0.80) และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ด้านผลที่เกิดขึ้นต่อผู้เรียน: นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีพัฒนาการด้านสมรรถนะพลเมือสีเขียวแห่งอนาคตพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านค่านิยมสีเขียว (Green Values) (x̄ = 4.89, S.D. = 0.58) รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติสีเขียว (Green Action) (x̄ = 4.84, S.D. = 0.61) ด้านทักษะสีเขียว (Green Skills) (x̄ = 4.78, S.D. = 0.67) และด้านความรู้สีเขียว (Green Knowledge) (x̄ = 4.73, S.D. = 0.70) ตามลำดับ ด้านผลผลิต ผลลัพธ์ และการยอมรับ: เกิดนวัตกรรมสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Facebook Page “MT มหิงสาผู้พิทักษ์ธรรมชาติ” ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาพรวมคณะครู ผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานของนวัตกรรมนี้อยู่ในระดับมากที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงเรียนแม่แตง รายละเอียด →

การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนส่วนมากเน้นการบรรยายมากเกินไปส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ในปีการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ารายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่โจ้ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.82 คะแนน โดยที่คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 36.06 คะแนน สูงกว่าระดับประเทศแต่คะแนนยังไม่ถึงร้อยละ 50 เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ โดยได้ทำการ PLC ร่วมกันภายในกลุ่มโรงเรียนบ้านแม่โจ้ในระดับชั้นช่วงชั้นที่ 2 จึงได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์สูงขึ้นต่อไป จึงได้คิดสร้างนวัตกรรมชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในสาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 ป.4/1 การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยใช้ความเหมือน และความแตกต่างของลักษณะของสิ่งมีชีวิตออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มที่ไม่ใช่พืชและสัตว์ ในหน่วยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต เรื่อง ระบบนิเวศน้ำ โดยบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวมกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินคุณภาพน้ำและยังสามารถประยุกต์ใช้ความหลากหลายของแพลงก์ตอนพืชเป็นดัชนีชี้การวัดคุณภาพน้ำในแหล่งศึกษาอื่นได้ และช่วยให้นักเรียนได้รู้จักแหล่งน้ำในท้องถิ่นของตนเอง และสร้างเจตคติที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำต่อไป

โรงเรียนบ้านแม่โจ้ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

โคมล้านนาสร้างสรรค์บูรณาการศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นกับการเรียนรู้ STEAM

ในยุคศตวรรษที่ 21 การจัดการศึกษาจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) กระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายสนับสนุนให้สถานศึกษานำกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาใช้ในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการองค์ความรู้ตามแนวคิด STEAM Education ซึ่งผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ เข้าด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดเชิงออกแบบและสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นระบบ โรงเรียนแม่แตง ตั้งอยู่ในบริบทท้องถิ่นที่มีความรวบรวมไปด้วยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นล้านนาอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โคมล้านนา" ซึ่งเป็นหัตถกรรมที่มีอัตลักษณ์และสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม จากบริบทการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันพบว่า การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์ตามรูปแบบเดิม ขาดการเชื่อมโยงกับทักษะทางเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ชิ้นงาน ประกอบกับทักษะกระบวนการทำงานเป็นทีมและการคิดแก้ปัญหาของผู้เรียนยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ “โคมล้านนาสร้างสรรค์” โดยนำวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) มาขับเคลื่อนร่วมกับรูปแบบการจัดกิจกรรม KHOM Model 4 ขั้นตอน อันประกอบด้วย ขั้นการแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) ขั้นกระบวนการสร้างสรรค์ (How to Create) ขั้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ (Origination & Innovation) และขั้นการเรียนรู้และแบ่งปัน (Mastery & Sharing) การดำเนินงานดังกล่าวร้อยรัดเอาทักษะศิลปะพื้นถิ่นเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรมและการคำนวณตามแนวทาง STEAM เพื่อเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียนจากผู้รับความรู้ (Passive Learner) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมสมัย (Innovative Creator) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิด การเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์แห่งตน และถือเป็นแนวทางสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ ควบคู่ไปกับการต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชนอำเภอแม่แตงให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

โรงเรียนแม่แตง รายละเอียด →

การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านผีปานเหนือ นักเรียนเป็นชนเผ่ากระเหรี่ยง ปัญหาการออกเสียงคำควบกล้ำจึงเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง เนื่องด้วยภาษาถิ่นที่นักเรียนใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันมีการออกเสียงที่แตกต่างจากภาษาไทยอย่างสิ้นเชิง ทำให้นักเรียนประสบปัญหาในการแยกเสียงที่ควบกล้ำและออกเสียงผิดเพี้ยน ส่งผลให้นักเรียนขาดความมั่นใจในการสื่อสาร และนำไปสู่ปัญหาการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ หลักการและแนวคิดได้จากการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ยึดหลักการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน โดยบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้ที่อิงสมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สนุกสนาน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ควบคู่กับเทคนิคการเสริมแรงจูงใจที่ช่วยกระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงผลักดันให้นักเรียนเกิดความต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง

โรงเรียนบ้านผีปานเหนือ รายละเอียด →

การจัดการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความฉลาดทางดิจิทัลควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งมีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษที่ 21 ความฉลาดดิจิทัล ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565) สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่เน้นการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาทั้งความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และทักษะการทำงานร่วมกัน งานวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษาส่งผลโดยตรงต่อการส่งเสริมความเป็นนวัตกรและผลงานสร้างสรรค์ของผู้เรียน (วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2565) ขณะเดียวกัน ทักษะที่ไม่ใช่เนื้อหาวิชาการโดยตรงหรือที่เรียกว่า Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาร่วมกัน ก็เป็นสมรรถนะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกปัจจุบัน โดยงานวิจัยเชิงทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่าแม้ผู้เรียนจะมีความสามารถทางเทคนิคสูง แต่ยังขาดทักษะที่จำเป็น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้สำเร็จการศึกษากับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรม (Mohammed & Ozdamli, 2024) ดังนั้น การจัด การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริงควบคู่กับการเสริมสร้าง Soft Skills จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับชาติและระดับสากล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางข้างต้น คือ การพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริงตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและการเสริมสร้าง Soft Skills มักถูกออกแบบแยกจากกันเป็นกิจกรรม คนละส่วนในทางปฏิบัติ ทำให้ครูขาดกรอบการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้ทั้งสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบภายในบทเรียนเดียว โรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนากรอบแนวคิด ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมประสานระหว่างสองเป้าหมายนี้ อันนำไปสู่การพัฒนา DARA Thinking Model ขึ้นเป็นแกนกลางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทุกบทเรียน โดยแต่ละขั้นของกระบวนการ D.I.Y. – Action – Reflection – Application ถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางสะเต็มศึกษา ไปพร้อมกับการฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการสะท้อนคิดอันเป็น Soft Skills ที่จำเป็น ในทุกขั้นตอนของบทเรียนเดียวกัน กรอบแนวคิดนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวประสานที่ทำให้เป้าหมาย ทั้งสองด้านหลอมรวมเป็นกระบวนการเดียว มิใช่กิจกรรมเสริมที่แยกจากกัน และเป็นสิ่งที่ครูสามารถออกแบบและตรวจสอบความสอดคล้องได้อย่างเป็นระบบในทุกครั้งที่วางแผนบทเรียนร่วมกัน ในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสถานศึกษา ครูผู้สอนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยตรง แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน โดยกระบวนการ PLC เป็นการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ (พระครูสังฆรักษ์สิงห์ชัย ฐิตธมฺโม และพระครูศรีสุธรรมนิวิฐ, 2565) ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทบทวน และพัฒนางานร่วมกันระหว่างครูผู้สอน อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัย ปีการศึกษา 2565-2568 ทั้งในภาพรวมระดับโรงเรียนและจำแนกรายบุคคล/รายกลุ่มสาระ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องการ การยกระดับ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับ STEM ซึ่งเมื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาแล้ว พบว่าประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วนที่สุด คือ โอกาสในการฝึกปฏิบัติจริง / การบูรณาการทักษะข้ามศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของโรงเรียน เมื่อพิจารณาปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีภาระงานสอนสูง ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การสนับสนุนทรัพยากร/สื่อการสอนด้าน STEM ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ทิศทางนโยบายการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ความคาดหวังของผู้ปกครองและตลาดแรงงานต่อทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใช้ทรัพยากรบุคคล ที่มีอยู่ภายในโรงเรียน ไม่ต้องอาศัยงบประมาณจำนวนมาก และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิชาการและทีมวิจัยของโรงเรียนดาราวิทยาลัยจึงเห็นความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม "การพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)" โดยมุ่งหวังให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับแนวคิดสะเต็มศึกษา และเสริมสร้างทักษะด้าน Soft Skills ให้แก่ผู้เรียน ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของครูในโรงเรียน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

โรงเรียนดาราวิทยาลัย รายละเอียด →
Cover
ด้าน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย STEM Education และกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) จากการสืบเสาะหาความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม (STEM QUEST 5E : Inquiry to Innovation Model)

บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ "STEM QUEST 5E: Inquiry to Innovation Model" ที่บูรณาการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (5Es) ร่วมกับกรอบแนวคิด QUEST Framework และการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Educationประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และสร้างสมรรถนะนวัตกรของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาพัฒนาระบบการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงระบบผ่านโครงสร้าง Input-Process-Output-Outcome (IPOO) ร่วมกับกระบวนการขับเคลื่อนคุณภาพ PDCA และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ STEM QUEST 5E แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบวัดสมรรถนะนวัตกร และแบบประเมินชิ้นงานนวัตกรรมของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ($\bar{X}$), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($S.D.$) และการทดสอบค่าที ($t$-test dependent samples)ผลการศึกษาพบว่า:รูปแบบการเรียนรู้ STEM QUEST 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ขั้นกระตุ้นความรู้และตั้งคำถาม (Questioning & Engage - Q)ขั้นสำรวจและรวบรวมความเข้าใจ (Understanding & Explore - U)ขั้นอธิบายและสร้างองค์ความรู้ (Exploring & Explain - E)ขั้นประยุกต์และแก้ปัญหา (Solving & Elaborate - S)ขั้นรังสรรค์และต่อยอดนวัตกรรม (Transforming & Evaluate - T)ซึ่งได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุดประสิทธิผลต่อผู้เรียน: ผู้เรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ STEM QUEST 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้ปัญหา และสมรรถนะนวัตกรหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01การขับเคลื่อนเชิงระบบ: ระบบการบริหารจัดการแบบ IPOO ร่วมกับวงจร PDCA และกระบวนการ PLC ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทำให้นักเรียนสามารถตกผลึกชิ้นงานนวัตกรรมต้นแบบที่มีคุณภาพ สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่วิถีชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ: STEM QUEST 5E, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, สะพานแห่งนวัตกรรม, สมรรถนะนวัตกร, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก

โรงเรียนบ้านสันทราย รายละเอียด →
Cover
ด้าน 1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครูผู้สอน / อาจารย์

นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ STEAM-ME และ LOVE Model เพื่อขับเคลื่อน Soft Power สู่สากล

การศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการที่ส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้ของผู้เรียน ควบคู่กับการขับเคลื่อน Soft Power สู่สากล กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2568-2569 จำนวน 2,120 คน เครื่องมือที่ใช้คือ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ STEAM-ME Process และ LOVE Model ผ่านกิจกรรมกลุ่มสนใจที่หลากหลาย เช่น นาฏมวยไทย ดนตรีพื้นเมือง โยธวาธิต Coding & Robotics และ Creative Innovation & Design การประเมินผลเน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) และการจัดทำ E- Portfolio ผลการดำเนินงานพบว่า ร้อยละ 95.8 นักเรียนมีความสุขและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 นักเรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ และ มีการพัฒนาสมรรถนะหลัก 6 ด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดการตนเอง การคิดขั้นสูง การสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ผลงาน Soft Power ของไทยสู่ระดับนานาชาติ เช่นการจัดแสดงนาฏมวยไทยในงาน Top Thai Brands ในประเทศศรีลังกา เวียดนาม อินเดีย จีน และฮ่องกง รวมถึงการร่วมฟ้อนเล็บสร้างสถิติโลก Guinness World Records สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรนี้สามารถสร้างสมดุลระหว่างความรู้ ทักษะชีวิต และความสุขได้อย่างยั่งยืน

โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่ รายละเอียด →
Cover
ด้าน 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ผู้บริหารการศึกษา / ผู้บริหารสถานศึกษา

การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการด้วยมีสุขโมเดล (MESOOK MODEL) ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอกเพื่อยกระดับสุขภาวะ 4 มิติผู้เรียน ของโรงเรียนบ้านหัวริน

การจัดทำและพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ "MESOOK MODEL ร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก" ของโรงเรียนบ้านหัวริน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการสร้างองค์กรแห่งความสุข 2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้และสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ (กาย จิต สังคม ปัญญา) ของผู้เรียนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning: BBL) และ 3) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน วิธีดำเนินงาน กระบวนการพัฒนานวัตกรรมดำเนินงานผ่านกลไก MESOOK Model ประกอบด้วย การบริหารโดยข้อตกลงร่วมกัน (Management by Agreement: M) การจัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำงานของสมอง (Brain-Based Environment: E) การสร้างความปลอดภัยและสุขลักษณะ (Safe & Clean: S) การสร้างโอกาสและการสนับสนุนด้วยระบบเพื่อนคู่คิด (Opportunity & Peer Coaching: O) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Organizational PLC: O) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความยั่งยืน (Knowledge Sharing: K) บูรณาการร่วมกับ BBL กุญแจ 5 ดอก ผ่านการจัดสร้างสนาม BBL 10 ฐาน และการปรับบริบทห้องเรียน BBL เพื่อจัดกิจกรรม Active Learning 5 ขั้นตอน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนด้วยวงจรคุณภาพ PDCA-S (Spiral) ร่วมกับการอภิปรายกลุ่มและการประเมินผลเชิงพหุวัฒนธรรม ผลการดำเนินงาน ด้านผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะสมอง กระบวนการคิด และสุขภาวะองค์รวม ส่งผลให้เจตคติต่อการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เรียนรู้อย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ด้านครูและสถานศึกษา ครูได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านระบบนิเทศแบบเพื่อนคู่คิด (Peer Coaching) เกิดวัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการบริหารและการจัดการเรียนรู้ ด้านชุมชนและประโยชน์สาธารณะ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และชุมชน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Local Ownership) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อนอกพื้นที่ และยกระดับโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของท้องถิ่น คำสำคัญ: MESOOK Model, Brain-Based Learning (BBL), การบริหารแบบมีส่วนร่วม, สุขภาวะองค์รวม, วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

โรงเรียนบ้านหัวริน รายละเอียด →

โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ประเภทโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๑ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงบริเวณดอยปุย ให้บริการการศึกษาแก่ชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ๒ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยลักษณะพิเศษบนพื้นที่สูง ทั้งสภาพภูมิประเทศ การเดินทาง สภาพอากาศตามฤดูกาล และความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม ส่งผลให้การจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างจากโรงเรียนในพื้นที่ราบ จำเป็นต้องมีรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่ที่มุ่งหวังให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยควบคู่กับการธำรงอัตลักษณ์วิถีม้งและความเป็นพลเมืองไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ของโรงเรียน ว่า “ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม งามวิถีม้ง ดำรงความเป็นไทย ใช้ตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง” กล่าวคือ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เก่งวิชาการ ควบคู่ความเป็นคนดี มีวินัย มีความรับผิดชอบ ภูมิใจในวัฒนธรรมชนเผ่า (ม้ง) ของตนเอง รักษาความเป็นพลเมืองไทยที่ดี ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ที่ปรากฏในวิสัยทัศน์มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มิติ J-Joint Collaboration และ P-Primary Excellence และ L-Lifelong & Continuous Development) ควบคู่กับวงจรการบริหารจัดการคุณภาพ PDCA ซึ่งจากการวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา ๒๕๖๘ พบว่า สถานศึกษามีสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ ประการแรก ผลการประเมินมาตรฐานที่ ๑ คุณภาพของเด็ก อยู่ในระดับ "ดี" คิดเป็นร้อยละ ๗๘ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ ๒ กระบวนการบริหารและการจัดการ ร้อยละ ๘๖ ระดับดีเลิศ และมาตรฐานที่ ๓ การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ร้อยละ ๘๗ ระดับดีเลิศ โดยเฉพาะในตัวชี้วัดที่ ๑.๔.๓ ด้านพัฒนาการสติปัญญา เรื่องความสามารถในการคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล และการแก้ปัญหา พบว่าเด็กมีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลางและยังไม่บรรลุค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ ทั้งนี้ความสามารถด้านการคิดเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของศตวรรษที่ ๒๑ ที่หากไม่ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย จะส่งผลต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ประการที่สอง แม้กระบวนการบริหารและการจัดการในภาพรวมจะอยู่ในระดับดีเลิศ แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนชาวม้งในการจัดการศึกษาปฐมวัยยังไม่เป็นระบบและต่อเนื่องเท่าที่ควร เนื่องจากเงื่อนไขด้านการประกอบอาชีพ การเดินทาง และอุปสรรคด้านภาษา ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดของในมิติ J-Joint Collaboration ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ของโรงเรียนที่ต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ประการที่สาม จากกลยุทธ์ที่ ๓ อนุรักษ์และส่งเสริมอัตลักษณ์วิถีม้งควบคู่ความเป็นไทย และตัวชี้วัดที่ ๓.๑ กำหนดให้มีหลักสูตรท้องถิ่นหรือแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาม้งที่นำไปใช้จัดการเรียนรู้จริงอย่างน้อย ๑ หลักสูตร พบว่าในระดับปฐมวัยยังไม่มีรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีม้งกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งที่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชนม้งดอยปุยมีศักยภาพในการเป็นฐานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเด็กได้เป็นอย่างดี ประการที่สี่ ด้านกระบวนการนิเทศ ติดตาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ แม้โรงเรียนจะมีกิจกรรม PLC และนิเทศภายในตามกลยุทธ์ที่ ๕ แต่ยังขาดรูปแบบการขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน ซึ่งหากมีกระบวนการที่เป็นระบบจะช่วยให้การนำผลการประเมินไปสู่การปรับปรุงพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกรอบแนวคิดมิติ L-Lifelong & Continuous Development ของมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) จากสภาพปัญหาทั้ง ๔ ประการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ได้ประชุมวิเคราะห์สภาพปัญหาและได้นำมาจัดลำดับความสำคัญโดยพิจารณาจากผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและความจำเป็นเร่งด่วน ดังนี้ ลำดับที่ ๑ การพัฒนาการด้านสติปัญญา โดยเฉพาะความสามารถในการคิดรวบยอด คิดเชิงเหตุผล และการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยยังไม่บรรลุค่าเป้าหมาย ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านอื่นและการเรียนรู้ในระยะยาวของผู้เรียน ลำดับที่ ๒ ขาดรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัยที่เป็นระบบและมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ปัญหาลำดับที่ ๑ ให้เกิดผลอย่างยั่งยืน ลำดับที่ ๓ การขาดรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีม้งกับการพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สูงโดยเฉพาะ ลำดับที่ ๔ การประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและภาคีเครือข่ายชุมชนยังไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะช่วยขยายผลความสำเร็จเมื่อระบบภายในมีความเข้มแข็งแล้ว จากการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ จึงตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการสถานศึกษาให้เหมะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีทิศทางเพื่อเป็นกรอบสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ความสำเร็จของการทำงานว่า ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริงได้หรือไม่ จึงได้คิดค้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาภายใต้ชื่อว่า "รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาปฐมวัยแบบมีส่วนร่วม ๕ ร่วมพัฒนา (TDPSS Model) ด้วยกลยุทธ์ : หนุน-เสริม-เติม-พลัง สู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยบนพื้นที่สูง" ขึ้น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามมิติแนวคิดตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง (J-P-L MODEL) ได้แก่ มิติ J (Joint Collaboration) และ P (Primary Excellence) เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับปฐมวัย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ "มีความรู้คู่คุณธรรม งามวิถีม้ง ดำรงความเป็นไทย ใช้ชีวิตตามแนวทางเจ้าพ่อหลวง" อย่างยั่งยืนต่อไป

เจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๑ รายละเอียด →

บริบทของโรงเรียนพัฒนาต้นน้ำที่ 5 ขุนวาง ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงดอยขุนวาง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ "ข้าวดอย" และ "พืชผักสมุนไพรท้องถิ่น" ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจและความกล้าแสดงออกในการสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง รวมถึงขาดทักษะการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตามแนวทางทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการผลักดันนโยบาย Soft Power ด้านอาหาร (Food) ของประเทศ ผู้เสนอผลงานจึงเล็งเห็นโอกาสในการนำ "อัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวาง" มาเป็นสื่อกลางในการจัดการเรียนรู้ โดยได้นำกระบวนการสะเต็มศึกษา (STEM Education) มาบูรณาการข้ามศาสตร์ ให้นักเรียนได้ทดลองค้นคว้าและออกแบบสูตรอาหารฟิวชั่น "แรพข้าวดอย (Rice Wrap)" ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการนำเสนอและสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสำเร็จของกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว ผู้เสนอผลงานได้ส่งตัวแทนนักเรียน ได้แก่ เด็กหญิงณิชากร ดุเจโต๊ะ เด็กหญิงณิชารีย์ เส่อเกเก และเด็กหญิงพิมพิศา ดินุ เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันทำอาหารคาวหวานเพื่อสุขภาพเชิงธุรกิจ ระดับชั้น ป.4-ป.6 ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับกลุ่มเครือข่าย ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568 ผลการแข่งขันปรากฏว่า นวัตกรรมอาหารแรพข้าวดอยสมุนไพรสามารถคว้ารางวัลระดับเหรียญทอง ชนะเลิศ มาครองได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักเรียน ทั้งในด้านทักษะอาชีพ การทำงานเป็นทีม (Soft Skills) และความกล้าแสดงออก จากความสำเร็จเชิงประจักษ์ดังกล่าว ผู้เสนอผลงานจึงได้นำร่องขยายผลและจัดทำเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อ "WRAP-Model: นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจากอัตลักษณ์ข้าวดอยขุนวางสู่ Soft Power ทางอาหาร ด้วยกระบวนการบูรณาการ STEM Education เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษและ Soft Skills ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5" เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองต่อไป

โรงเรียนพัฒนาต้นน้ำที่ 5 ขุนวาง รายละเอียด →

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank System) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ สมรรถนะ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยสามารถนำมาเทียบโอนและรับรองผลการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพสอดคล้องกับบริบทของตนเองและความต้องการของสังคมในศตวรรษที่ 21 การอ่านถือเป็นสมรรถนะพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การประเมินผลการอ่านของนักเรียนในพื้นที่สูงยังพบความแตกต่างของระดับสมรรถนะด้านการอ่าน ทั้งด้านการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบส่งเสริมการอ่านที่ไม่เพียงมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น แต่ต้องสามารถติดตาม สะสม และรับรองพัฒนาการด้านการอ่านของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่สูง ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พระองค์ทรงพระราชทานแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างนิสัยรักการอ่าน การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ผู้พัฒนาเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับรางวัลครูภาษาไทยดีเด่น เพื่อรับรางวัลเข็มเชิดชูเกียรติจารึกพระนามาภิไธยย่อ “สธ.” อันเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนางานด้านภาษาไทยและการส่งเสริมการอ่านให้แก่ผู้เรียน ต่อมาเมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมโรงเรียนในเขตพื้นที่สูงและพื้นที่พิเศษ พบว่าผู้เรียนจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดด้านทักษะการอ่าน การอ่านรู้เรื่อง และการอ่านคิดวิเคราะห์ อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียนในบางโรงเรียนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (Reading Test : RT) และผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ (National Test : NT) ด้านภาษาไทย ย้อนหลัง 3 ปีการศึกษา ของโรงเรียนในเครือข่ายกัลยาณิวัฒนา พบว่าแม้หลายโรงเรียนมีแนวโน้มพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ยังมีความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ระหว่างโรงเรียน และยังจำเป็นต้องมีระบบส่งเสริมการอ่านที่สามารถติดตาม พัฒนา และสร้างแรงจูงใจในการอ่านได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 จึงได้พัฒนานวัตกรรม “Galyani EdTech” ภายใต้รูปแบบการนิเทศบูรณาการเชิงพื้นที่ INTHANON MODEL และกระบวนการนิเทศเชิงพัฒนา GALYANI MODEL เพื่อส่งเสริมการอ่านภาษาไทยของนักเรียนพื้นที่สูง โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้ข้อมูลสารสนเทศ และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแนวคิด “Reading Credit Bank” หรือธนาคารหน่วยกิตด้านการอ่าน เพื่อเป็นกลไกในการสะสมสมรรถนะการอ่านของผู้เรียนผ่านกิจกรรมการอ่านที่หลากหลาย การจัดทำแฟ้มสะสมผลงานด้านการอ่าน (Reading Portfolio) การบันทึกผลการอ่านรายบุคคล และการรับรองความก้าวหน้าของผู้เรียนตามระดับสมรรถนะ โดยเชื่อมโยงข้อมูลผลการประเมิน RT และ NT กับระบบการติดตามพัฒนาการด้านการอ่านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการอ่าน สามารถพัฒนาตนเองตามศักยภาพ และได้รับการรับรองสมรรถนะด้านการอ่านอย่างเป็นระบบ

สพป.เชียงใหม่6 รายละเอียด →

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการแนะแนวเชิงรุก ด้วยกระบวนการ GROW Coaching ร่วมกับภาคีเครือข่ายและคลังสารสนเทศดิจิทัล (MT GROW Scholarship Model) สําหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ส่งเสริมและเพิ่มโอกาสการ เข้าถึงทุนการศึกษาและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 3) ประเมินความพึงพอใจและการมี ส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และ 4) ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถดําเนินการตามเงื่อนไขของกองทุนฯ ได้ อย่างครบถ้วน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 36 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง นวัตกรรม MT GROW Scholarship Model บูรณา การแนวคิด GROW Coaching (Goal, Reality, Options, Will) ร่วมกับการบริหารจัดการแบบมี ส่วนร่วม และการใช้คลังสารสนเทศดิจิทัลเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูล ผลการดําเนินงานพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงคลังสารสนเทศดิจิทัลและได้รับการ แนะแนวเชิงรุกคิดเป็นร้อยละ 100 สามารถสะสมชั่วโมงจิตอาสาและผ่านการอบรม SET e-Learning ได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ 2) มีระบบการแก้ไขปัญหาผลการเรียนค้างส่งอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้นักเรียน รักษาสิทธิ์และได้รับอนุมัติกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือทุนการศึกษาเพิ่มขึ้น 3) เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็ง จากภาคีเครือข่าย ทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ในการสนับสนุนผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม สรุปได้ว่า MT GROW Scholarship Model เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ํา และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน คําสําคัญ : MT GROW Scholarship Model, การแนะแนวเชิงรุก, GROW Coaching, ทุนการศึกษา , กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

โรงเรียนแม่แตง รายละเอียด →